เมื่อวานเย็นหลังจากเลิกงานได้สักครู่เดียวท้องฟ้าก็มืดมัวอย่างน่ากังวลและในที่สุดฝนก็เริ่มลงเม็ดพรำๆ อย่างที่นึกกลัว ฝนตกไม่รุนแรงแต่แค่นี้ก็ไม่สามารถออกไปวิ่งได้แล้ว แม้ความมุ่งมั่นอยากวิ่งจะเต็มเปี่ยมแต่หากฝ่าฝนออกไป...คนคงว่าไอ้นี่บ้าชัวร์ ดังนั้นจึงได้แต่เกาะหน้าต่างมองท้องฟ้าตาละห้อยด้วยใจกระวนกระวาย หนึ่งชั่วโมงผ่านไปฟ้าเริ่มมืดลงแต่ฝนก็ยังคงไม่มีวี่แววจะหยุด
ตกลงเมื่อวานนี้ จึงต้องงดเรื่องการออกไปวิ่ง มีเวลาว่างก็เลยนั่งค้นคำตอบข้อสงสัยที่ผุดขึ้นมา..ระหว่างวิ่งออกกำลังเมื่อวานก่อน(วันที่สองของการวิ่ง)...เวลาคนไปวิ่งกันตอนเช้าๆ นี่เค้ากินอะไรกันหรือเปล่านะ? ถ้ากินเวลาวิ่งจะไม่เป็นอันตรายรึ? แล้วถ้าหากไม่กินข้าวปลาอาหารก่อนการไปวิ่งไกลๆ เหตุไฉนไม่เกิดอาการหน้ามืด(เป็นลม-หน้ามืดอย่างอื่นไม่เกี่ยวกัน)
การค้นหาคำตอบทำให้ไปเจอเว็บ thairunning ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับเรื่องวิ่งให้อ่านมากมาย มีท่านผู้รู้อธิบายเกี่ยวกับการกินอาหารก่อนวิ่งแข่งขันว่า“อาหารมื้อหลักควรกินก่อนการแข่งขัน 3-4 ชั่วโมง อาหารว่างกินได้ 1-2 ชั่วโมงก่อนแข่ง” ถ้าแข่ง 6 โมงเช้าจะกินตอนไหนน้อ ในเมื่อก่อนวิ่งไกลๆ ก็ควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ ต้องตื่นมากินคงยุ่งยากพิลึก... อืมม สงสัยไปทั่วนะเรา แต่ถ้าเอาถ้อยความตามนั้นมาตอบคำถามของตัวเองก็คงจะได้ว่า “อาหารมื้อหลักควรกินก่อนการวิ่ง 3-4 ชั่วโมง อาหารว่างกินได้ 1-2 ชั่วโมงก่อนวิ่ง”
และเมื่อได้อ่านบทความ เริ่มวิ่งจากผู้ไม่เคยวิ่งมาก่อน...ความจริงของโลกก็ปรากฎแก่สายตา ไม่มีอะไรเลยที่จะได้มาง่ายๆ กีฬาที่ลงทุนแค่รองเท้าคู่เดียว ไม่ต้องหาผู้เล่นเพิ่ม ไม่ต้องมีสนาม ไม่ต้องใช้ อุปกรณ์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะประสบความสำเร็จ เพราะบทความท่านว่า...คนที่หัดวิ่งใหม่ๆ 90 % จะเลิกไปตั้งแต่อาทิตย์แรก ส่วนอีก 9 เปอร์เซ็นต์จะหายไปเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือน จะเหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่กลายเป็นคนที่วิ่งได้ประจำ
นึกว่าแค่ตั้งใจไปวิ่งอย่างเดียวก็พอ แต่ตัวเลขตามที่ผู้มีประสบการณ์บอกนี่ มันหนึ่งในร้อยเลยนะเนี่ย ซวยละงานนี้...ขนาดจีบสาวแข่งกันแค่สองคน เปอร์เซ็นต์ 50 – 50 ยังแห้วมาแล้ว นี่มัน 1 ใน 99 เชียวนะ แต่ก็อย่างว่า(คิดบวก) การวิ่งเป็นการอ่านตัวเองไม่เหมือนการจีบผู้หญิง ที่ไม่รู้ว่าสาวเจ้าคิดเยี่ยงไร และอีกอย่าง คนเราจะมาป๊อดแค่เห็นตัวเลขไม่ได้เพราะ ท่านขู่แล้วก็ยังปลอบว่าคนที่จะเป็น 1 เปอร์เซ็นต์นั้น สามารถทำได้โดยการมีโปรแกรมฝึกซ้อมวิ่งที่เหมาะสมไม่อ่อน (น้อยไป) ไม่แก่ (หนักไป)โดยเป้าหมายของโปรแกรมการฝึกซ้อมไม่ได้ต้องการให้เก่งหรือแข็งแกร่งแต่เป็นการพยายามบรรจุตารางการวิ่งให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตให้ได้เสียก่อน เมื่อผ่านขั้นนี้จึงค่อยพัฒนาอย่างอื่นต่อไป
ตารางที่ท่านแนะนำอาทิตย์แรก จะเป็นดังนี้
วันแรก เดิน 8 นาที
วันที่สอง ผึ่งพุงเล่นอยู่ในห้อง
วันที่สาม เดิน 10 นาที
วันที่สี่ นอนกลิ้งบนที่นอน
วันที่ห้า เดิน 11 นาที
วันที่หก ถ้าเบื่อนอนให้เช่าหนังเกรดบี ที่เซ็นเซอร์แล้วมาดู
วันที่เจ็ด เดิน 8 นาที
สัปดาห์ต่อไปก็ยังคงเดินเช่นเดิมแต่เพิ่มเวลาให้มากขึ้น
...ส่วนแม้ไม่เขียนขึ้นมาแต่เราก็มีโปรแกรมของเราไว้ในหัวคือ
วันแรก วิ่งสามกิโลเมตร
วันที่สอง วิ่งกระย่องกระแย่ง(ปวดขาอยู่)ไปให้ได้สามกิโลเมตร
วันที่สาม วิ่งกะโพลกกะเพลก(ปวดขากว่าเดิม)ไปให้ได้เท่าเดิม
วันที่สี่,ห้า,หก, เจ็ด ตั้งใจว่า สามกิโลเมตรเน้นๆ ทุกวัน
สัปดาห์ต่อไป เพิ่ม 10 %
โชคดีที่เย็นวานนี้ฝนตกก็เลยได้พักมีโอกาสได้ปรับโปรแกรม ต่อไปเราจะวิ่งเหยาะๆ วันละสามกิโลเช่นเดิมเพราะคิดว่าพอดีแล้วสำหรับเรา แต่จะวิ่งแบบวันเว้นวันเพื่อให้กล้ามเนื้อได้พัก จะได้ไม่หนักเกินไป และก็คงไม่เพิ่มระยะจนกว่าจะเกิดความเคยชิน ถ้ายืนระยะได้สักเดือน เราก็น่าจะมีลุ้นว่าจะได้เป็น 1 เปอร์เซ็นต์กับเขาบ้าง
เมื่อวานไม่ได้วิ่ง...แต่วันนี้จะไปวิ่ง