เทคนิคและการเพิ่มผลสัมฤทธิ์การสอบโอเน็ต
เมื่อสามสิบเอ็ดปีที่แล้ว ดิฉันเริ่มต้นความเป็นครู ก็ครูภาษาไทยตามที่ได้เรียนมา ความรู้สึกขณะนั้นการเป็นครูไม่ใช่เรื่องยากเลย ทั้งที่อายุเราก็ยังน้อยประสบการณ์การสอนก็ยังไม่มี
แต่สอนนักเรียนให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายกว่าปัจจุบัน ทั้งๆที่อุปกรณ์การ
เรียนการสอนก็มีเพียงชอล์กและกระดานดำ ตัวครูใช้วิธีการบรรยาย อธิบาย จะพิเศษอยู่บ้างตรงที่ให้นักเรียนออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน เพื่อฝึกความกล้าแสดงออก และสร้างประสบการณ์ในการพูด แต่เมื่อถึงเวลาสอบนักเรียนสามารถสอบได้คะแนนดี ไปศึกษาต่อ
ในมหาวิทยาลัยยอดนิยมได้เป็นจำนวนมาก แต่ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันเทคโนโลยี
เจริญก้าวหน้า ประสบการณ์การสอนของครูมีมากขึ้น แต่ความรู้ความเข้าใจของนักเรียน
กลับลดลง สังเกตเห็นได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งที่ตัวครูได้พยายามใช้สื่อการเรียน
การสอน รวมถึงการปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนอย่างหลากหลายแล้วก็ตาม ผลสัมฤทธิ์ก็ยัง
ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะผลการสอบโอเน็ต จึงพยายามคิดและเริ่มวิธีการสอนใหม่ โดยการ
ใช้ประสบการณ์ การไปเป็นกรรมการคุมสอบโอเน็ต เอเน็ตของศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรม
ศาสตร์ ที่มีโอกาสได้เห็นแนวข้อสอบว่าเป็นอย่างไร จึงได้จัดหาหนังสือข้อสอบโอเน็ต เอ-เน็ต จากสำนักพิมพ์ต่างๆประมาณ 5 สำนักพิมพ์ แล้วนำมาให้นักเรียนได้ทำในช่วงเช้าที่ได้จัดสอนพิเศษให้นักเรียนในวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ของภาคเรียนที่ 2 เป็นเวลาประมาณ
6 สัปดาห์ วิธีการคือให้นักเรียนทำข้อสอบ ครั้งละ 30 ข้อ เมื่อทำเสร็จแล้ว ครูจะเฉลยข้อ -
สอบ โดยการอธิบายว่าข้อสอบข้อนี้ถูกอย่างไร และผิดอย่างไร อธิบายอย่างชัดเจน หลังจากนั้น ให้ช่วยกันสรุปความรู้แต่ละช่วงที่ทำข้อสอบ ว่าได้รับความรู้ความเข้าใจอะไรบ้าง ถ้าไม่เข้าใจครูจะอ ธิบายเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถทำคะแนนโอเน็ตในวิชาภาษาไทย สูงกว่าระดับประเทศ ในปีการศึกษา 2550 เป็นอันดับที่ 1ของสพ.ท. 2 และเป็นที่ 3 ของจังหวัดสุพรรณบุรี
ความภาคภูมิใจของดิฉัน ไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเลข แต่สามารถตีค่าออกมาเป็นความรู้สึกที่บอกได้ว่านี่จะเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เกิดก้าวต่อๆไป โดยเฉพาะคำพูดที่จับได้ถึงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจของนักเรียนชั้นม.6 ที่บอกว่า” อาจารย์คะ....พวกหนูขอบคุณอาจารย์ ที่ทำให้พวกหนูได้คะแนน สูงขึ้นมาก จากวิชาภาษาไทย ตอนแรกพวกหนูไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องทำข้อสอบมากมากมายอะไรขนาดนั้น แต่ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วค่ะ
”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””
ยินดีกับความสำเร็จ
และ
ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ครับ แม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
" เมื่อสามสิบเอ็ดปีที่แล้ว"
โถ้...ใครจะเชื่อ ว่าแม่บุญเหลือ(อารี) อายุมากแล้ว " เมื่อสามสิบเอ็ดปีที่แล้ว" ยังแจ๋ว ยัย แจ๊ว ก้อพึ่งจะเกิด(มาไม่นาน) เน้อะ...หุหุ
สวัสดีค่ะ..
ป้าเล็ก
บ๊าย บ่าย บาย....
ใช่ค่ะหรือเป็นเพราะเด็กสมัยก่อนหรือเปล่าที่สอนแล้วเข้าใจง่ายกว่า
แต่ครูก็มีส่วนจริงไหมค่ะ แถวโรงเรียนดิฉันดรูไม่ดูแลเด็ก ทิ้งเด็ก ไม่สอน มัวแต่ไปทำกิจกรรมนอกโรงเรียนต่าง ๆ แล้วยังส่งผลงานชำนาญการพิเศษ น่าอายมากเลยอ่ะ แต่คุณครูอารีเป็นครูอย่างนี้ ดิฉันขอยกย่องค่ะ
กราบเรียน อาจารย์อารี ลิ้มลมัย ที่เคารพอย่างสูง
ศิษย์รุ่นหนึ่ง(หลงโรง-เรียน) ขอแสดงความยินล่วงหน้าสำหรับอาจารย์ ๓ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยอำนวยพรให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงอย่างเจ็บอย่าจน
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จนะครับ ตอนนี้ความทรงจำเก่าๆที่ได้เคยเรียนวิชาภาษาไทยกับอาจารย์อารี เคยช่วยตรวจข้อสอบ และอาจารย์คือหนึ่งกำลังใจที่ผมมี และทำให้รักภาษาไทยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ปัจจุบันจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการศึกษาปริญญาโทที่ญี่ปุ่นก็ตาม แต่ภาษาไทยก็ยังคงมีอิทธิพลสูงสุด ที่เป็นภาษาแม่ และภาษาของแม่ ที่ชื่ออารี ลิ้มลมัยครับ