เราคือใคร เรากำลังทำอะไร

เมื่อวันจันทร์ อังคาร ที่ผ่านมา (1-2 ก.ย.) ผมมาประชุมสัมมนา Palliative Care หรือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ตึก อปร. ร.พ.จุฬาฯ มีทั้ง Workshop: End of Life / Good Death และการบรรยายเรื่อง Self & System Transcendence เป็นการปิดท้ายรายการ ตอนประชุมเสร็จก็ยังรำพึง รำพันกับพรรคพวกกัลยาณมิตรแถวๆนั้นว่า นี่ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะได้กลับหาดใหญ่รึเปล่า เพราะวันรุ่งขึ้นมีกำหนดว่าจะต้องมาคุมสอบ OSCE (สอบเชิงพฤติกรรม) ของนักศึกษาแพทย์

ผมใช้ World Cafe สำหรับ workshop ทั้งสอง sessions เนื่องจากงานนี้ พอจะอนุมานว่าเป็น "hardcore" ของชาว palliative care คือ คนที่สนใจในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะขอ "สำรวจ" และขอ "ตักตวง" ประสบการณ์ตรง series ของคำถามจึงกลายเป็น

  1. ขอให้ทุกคนเขียนลงบนกระดาษว่า "ตายดีของตนเองเป็นเช่นไร" สัก 4-5 items แล้วก็แลกเปลี่ยน
  2. ขอให้ทุกคนเล่าให้เพื่อนฟังว่า "ครอบครัว บริบทสังคม มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการตายดี"
  3. ขอให้ทุกคนลองพิจารณารายการของตนเองในข้อที่ 1 แล้วเล่าให้เพื่อนฟังว่าตนเองได้ทำอะไร และยังไม่ได้ทำอะไรบ้าง ที่่เป็นการเตรียมตัวเราให้เกิดสภาวะ "ตายดี"

ลอกเลียนดัดแปลงมาจาก workshop การเผชิญความตายอย่างสงบของเสมสิกขาลัย พุทธิกา ที่หลวงพี่ไพศาล คุณปรีดา คุณสุ้ย พี่กานดาวสี เดินทัวร์ทำทั่วประเทศ

workshop นี้จัดในวันอังคาร เมื่อวันจันทร์ผมก็มาร่วมประชุม คนมาร่วมประมาณ 400 คน เต็มห้องประชุมใหญ่ และ workshop  6 ห้องก็เหมือนจะใช้ได้เต็ม function ทีเดียว วันจันทร์ได้ฉวยโอกาส recharge ตัวเองจากการฟังเรื่องราวดีๆหลายเรื่อง เพราะตอนเช้าก่อนจะมาที่จุฬาฯ ได้ไปร่วมกิจกรรมจิตวิวัฒน์ ที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เราเชิญอาจารย์หมอสันติสุข สามีคุณรสนา มาบรรยายเล่าให้ฟังเรื่องการสร้างแรงพลวัตรในการเกิดสันติธรรม ก็เป็นบทเรียนที่น่าสนใจมาก

ผมจับใจความที่อาจารย์สันติสุขเล่าได้ว่า ท่านติช นัท ฮาน ได้เคยเล่าสู่ในสานุศิษย์ฟังว่า "ความหวังนั้นเป็นอะไรที่มีค่ามาก ในกรณีใดๆก็ตาม ตราบใดที่เรายังรักษาความหวังไว้ มันก็จะพอมีทางมานะ บากบั่น ฟ่าฟันไปได้ ฉะนั้นเมื่อไรก็ตามที่เราหมดหวัง สิ่งแรกที่พึงกระทำก็คือหาทางสร้างความหวังขึ้นมาก่อน ถ้าจะต้องพูดอะไรที่หมดหวัง ก็สู้อย่าพูดเสียเลยจะดีกว่า จนกว่าเราจะสรรสร้างเติมพลังขึ้นมาใหม่ มีความหวังแล้วค่อยพูด"

ผมฟังก็แล้วก็เกิดจิตปิติท่ามกลางปัสสัทธิ คำนึงในใจ "อาชีพหมอ อาชีพพยาบาลนี่ ยิ่งห้ามหมดหวังเลย เพราะคนไข้มาหาเรานั้น เขาถูกบั่นทอนทรัพยากรความหวังของเขาเองเพียงพอจะทน (หรือเหลือจะทน) อยู่แล้ว เขาอยากจะมาเติมพลัง มาเยียวยา จะได้กลับไปทำงาน มีคุณค่าได้เหมือนเดิม ถ้าปรากฏว่าตอนแรกคนไข้ยังเหลือความหวังอยู่นิดๆหน่อยๆ แล้วกลายเป็นเราเอง (หมอ พยาบาล) เป็นคนสูบ หรือชะล้างความหวังที่เหลืออยู่ให้หมดไป ก็คงจะน่าเสียดาย และไม่บังควร" นึกถึงครั้งหนึ่ง ที่สุราษฎรธานี มีพี่พยาบาลคนหนึ่ง ปรารภให้ฟังว่า "หมอทราบไหม ว่าใครเป็นคนแรก ที่จะพูดว่าคนไข้หมดหวัง?" คิดไปคิดว่า "ก็หมอนี่แหละ ที่จะเป็นคนแรกๆเลยทีเดียว ที่บอกว่าคุณหมดหวังแล้ว" คนไข้หลังจากฟังดังนั้น กลับไปก็ยังไปหายาหม้อ ยาสมุนไพร alternative medicine ต่างๆมารักษาตนเอง ตามมีตามเกิด แสดงว่าเขายังมีความหวังอยู่ แต่หมอเราเองนี่แหละ พอหมดวิชาความรู้ที่เราเรียนมา ก็หมดเลย ความหวังของเราบางทีมันช่างจุนจู๋ จำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน มีแค่ของที่อยู่ในหัว คือที่เรารู้ ไม่มีส่วนสำรองที่อยู่ในใจ ที่อยู่ในเจตจำนง ความมุ่งมั่นในการจะมีชีวิตเลย

เช้าวันอังคาร ผมทำสมาธิหลายรอบตั้งแต่ตื่นนอนมา (จาวอรสกีบอกว่า "ชั่วโมงที่สำคัญที่สุดในการทำกิจกรรมใดๆก็ตาม ก็คือ ชั่วโมงก่อนหน้ากิจกรรมนั้นๆ ที่เราจะเตรียม สภาพภายในของเราให้สมบูรณ์ที่สุด) แต่พอขึ้นรถแทกซี ก็ได้ยินข่าวว่ามีคนตายคนแรกเกิดขึ้นแล้วจากการชุมนุมประท้วง เท่านั้นเองจิตก็เกิดสั่นไหว

ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า วันนั้นผู้เข้าร่วมประชุม รวมทั้งใน workshop จะสังเกตเห็นหรือไม่ แต่ผมเองพบว่าเป็นการค่อนข้างยาก และเป็นงานหนักทีเดียว ที่จะ hold พลังงาน สมาธิ กับ workshop เรื่อง good death อย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะมันเหมือนมีคลื่นรบกวนว่า ตอนนี้ energy ภายในของเรามันไม่ใคร่จะ synchronize กับคลื่นแวดล้อมของคนจำนวนมากในขณะนี้ ทีีรายล้อม เป็นสิ่งแวดล้อมจริงๆของเราอยู่ ก็สำนึกว่าเราเองคงจะยังฝึกฝนมาไม่พอเพียง จิตจึงว่อกแว่ก หรือเราอาจจะทำตัว sensitive เกินไปกับคลื่น delta (หรืออาจจะเป็น very strong beta หรือ gamma ของคนหลายแสนคน) รอบๆก็ได้ ก็น่าสนใจทีเดียว เพราะเมื่อก่อน ยังไงๆก็ไม่ยากที่จะรวมสมาธิลงมา

ผมจบการบรรยายเรื่อง Self & System Transcendence ด้วยบทโคลงของสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส คือ

     พฤษภกาสร         อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง          สำคัญหมายในการมี

นรชาติวางวาย           มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี           ประดับไว้ในโลกา

โดยอ่านเป็นทำนองเสนาะ ทันทีที่คำแรกหลุดจากปาก สติ สมาธิ ก็รวมตัวกันได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมค่อยๆตั้งใจลำเลียงวลี คำที่เหลือออกมาด้วยแรงเจตนรมย์จะสื่อถึงทุกๆคำในบทกวีอันไพเราะ จับจิตใจบทนี้ จนจบ ผมก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่สามารถจะพูดต่อได้ ก็เลยลาโรง ณ ตรงนั้น

เลิกงานผมก็เลยโผเผไปเติมพลังด้วยการหาภาพยนต์ดู พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า (เครื่องบิน กทม.หาดใหญ่ ออก  6.05 น. ผมต้องตื่นมาประมาณตีสี่) กลับบ้านประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ บอกว่าพี่จุก สปสช พิษณุโลก กำลังพยายามหาตัวอยู่ ก็พึ่งทราบว่าทาง สปสช พิษณุโลก จัดประชุมประจำปีแก่แพทย์ พยาบาล PCU และอาสาสมัครของเขต ในหัวข้อเรื่อง Humanized Health Care เดิมทีนั้น อาจารย์ประเวศ วะสี จะเป็นผู้พูด inaugural speech เรื่องการบริการสาธารณสุขระบบใหม่ การให้ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ แต่เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้อาจารย์ไม่สะดวกจะไป เขาก็เลยหาคนแทน ผมก็ค่อนข้างจะลังเลทีเดียว เพราะออกจากบ้านหลายวันเกินไปไม่ดี ภรรยาจะต้องเหนื่อยเกินเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ตอนนั้นนั่งจิ้มคอมพิวเตอร์ online อยู่ ก็เจอ mail จากการบินไทย บอกว่าขอ cancel flight กทม.-หาดใหญ่ เพราะสนามบินปิด อ้าว!! เออ แน่ะ ช่างพอดิบพอดี เสียนี่กระไร ก็เลยบอกพี่จุกไปว่า  no problem เพราะกลับบ้าน บ่ ได้้แล้วนิ จะนั่งเฉยๆที่ กทม.ก็ใช่ที่ รถไฟก็ไม่มี รถทัวร์ก็ไปถึงวันพฤหัส แต่ผมมีงานที่ ร.พ.ราชวิถีต่อวันศุกร์อีก ก็อยู่ต่อมันไปซะเลย

ผมจองตั๋วไป-กลับ กทม.-สุโขทัย ของ Bangkok Airway ให้เขามารับ เพราะสนามบินห่างจากพิษณุโลกแค่ 60 km เท่านั้น เวลาก็ดีกว่า ออกจาก กทม. 7.45 น.กลับ 5.30 น.เย็น ไม่เหมือนของ TG ซึ่งออกประมาณ 6 โมงเช้า และกลับสี่ทุ่มกว่า พอไปถึงก็พึ่งทราบว่าสนามบินของการบินไทยที่พิษณุโลกก็ปิดเหมือนกัน เพราะสหภาพแรงงานประท้วง เออ พอดิบพอดี นิ เพราะธรรมดานั้น ผมบินแต่การบินไทยอย่างเดียว นี่ถ้าตอนเช้าไปดอนเมืองก็เสร็จเรียบร้อยไปเลย ดีที่ตัดสินใจมาสุวรรณภูมิ

พอถึงเวลาขึิ้นไปที่ Podium เพื่อจะบรรยาย ผมก็มองตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดพอสมควร เพราะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมด จนกระทั่งผมมาอยู่ที่ รร.อมรินทร์ลากูนนี่ มันมี "เหตุปัจจัย" มากมาย จากที่ผมควรจะนั่งสอบนักเรียนแพทย์ที่หาดใหญ่ กลายเป็นนั่งบรรยายเรื่อง humanized health care ให้กัลยาณมิตรที่พิษณุโลกถึง 700 กว่าคน ผมก็เลยสะท้อนไปในห้องประชุมนั้นว่า "ถ้าเหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ทุกเหตุการณ์มีความหมาย มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอยู่ สิ่งนั้นคืออะไร? เราควรจะเรียนรู้อะไร? ทำไมพวกเราเกือบพันคน มีวาระบ้่าง ไม่มีวาระมาก่อนบ้าง ณ เวลานั้น ณ นาทีนั้น เราจึงได้มานั่ง มารวม มาอยู่ในที่เดียวกัน ฟังเรื่องราวเดียวกัน พูดเรื่องราวเดียวกัน และออกไปทำอะไรที่มีคุณค่าใกล้เคียงกัน ความฝันที่สอดประสานกัน? มันคืออะไร?"

เป็นคำถามที่ผมทิ้งค้าง และปล่อยให้จมลงสู่อนุสติ จิตแท้ ของทุกผู้คน เพื่อค้นหาคำตอบ ถ้าเรา survive ชีวิตในวันนี้ไป ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร เราจะ "ตักตวง" ประสบการณ์ที่ว่านี้ในรูปแบบใดได้บ้าง เพื่อที่เราจะได้เป็น betterself และอาจจะดึง "ศักยภาพที่แท้" ออกมาได้