ครั้งล่าสุดคือการร่วมคัดค้านกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ คือ กฏหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ในนามนักวิชาการอิสระร่วมกับนักวิชาการในส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ กับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เพราะผมคิดว่า การฉีกรัฐธรรมนูญของเผด็จการถือว่า เลวร้ายอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำกับร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ที่มองอย่างไรก็ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการบริหารประเทศอย่างดีเลย เพียงเพื่อสะกัดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง มิให้มีส่วนรวมในวิธีทางประชาธิปไตย ผมคิดว่าเหตุผลที่ดำเนินกันจึงฟังไม่ขึ้น และขัดต่อแบบแผนที่ดีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ผมขอยอมโง่ และขอตกขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์ประชาชนในวันนี้  อย่างสิ้นเชิง

                                                                                            อิศรา ประชาไท

 

          ผมคงเป็นคนโง่  หรือ ไม่ทันสมัยพอสมควร  หรือ  อาจ เป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่  หรือเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ หรือไม่ก็ไม่สามารถจะตอบคำถามให้กับตนเองได้  เพราะผมคงโง่จริง ๆ

          ผมเคยร่วมงานกับกิจกรรมการเมืองภาคประชาชน หลายครั้งหลายครา  ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าหรือแกนนำสำคัญอะไรหรอก เป็นผู้ปฏิบัติงานเล็ก ๆ  คนหนึ่ง ด้วยจิตสำนึก รักความสงบ เกลียดการรังแกและการเอารัดเอาเปรียบ 

          ผมเข้าร่วมกับขบวนการนิสิตนักศึกษาของประเทศไทย  ที่ยุคสมัยของผม เรียกว่า  องค์การนิสิต 18 สถาบัน หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  องค์กรนิสิตไม่สามารถรวมศูนย์ เป็นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เช่นเดิมได้  เราจึงมี ขบวนการนักศึกษาที่เรียกว่า 18 สถาบัน โดยมี  นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นประธานองค์กรนักศึกษา 18 สถาบัน  ซึ่งมาจาก มหาวิทยาลัยมหิดล  มี คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้  เป็นผู้นำอีกคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และตัวนายกองค์การนิสิต ทั้ง 18 แห่ง เป็นคณะกรรมการ   ผมไม่มีเกียรติถึงขนาดเป็นตรงนั้นดอกครับ เพราะผมเป็นแค่ผู้ปฎิบัติงานในส่วนของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

รับผิดชอบภารกิจขององค์กรนิสิตของพวกกระผมและดูแลภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากองค์กรของ 18 สถาบันซึ่งการได้ทำงานรับผิดชอบในส่วนเครือข่ายถือเป็นภารกิจอันสำคัญและมีเกียรติยิ่งเพราะไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกแบบปัญเจกชนที่มีในตัวหรือเปล่า ก็คือ ความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนิสิตนักศึกษาของประเทศไทย และได้เป็นผู้ปฏิบัติงานของ 18 สถาบัน

           การปฏิบัติภารกิจที่สำคัญให้แก่องค์กรนิสิตทั้ง 18 สถาบัน ที่ถือเป็นเกียรติยศยิ่งสำหรับผม คือ การนำภาพแห่งความจริงของการทำร้ายร่างกาย  วงดนตรีของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเดินทางไปแสดงที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม   ชื่อ วงเกี่ยวดาว กับวงฟ้าสาง  ซึ่งเป็นเหตุการณ์การทำร้ายนักศึกษาในสถานที่สาธารณะ อย่างอุกอาจยิ่ง  โชคดีมีการถ่ายภาพได้ แต่ไม่สามารถจะนำออกมาจากพื้นที่ได้เนื่องจากความไม่มั่นใจในความปลอดภัย จึงจำเป็นที่จะต้องหาผู้ปฎิบัติงานลงสู่ที่เกิดเหตุ และต้องคุ้นเคยกับพื้นที่ ผมจึงถูกเลือกกับรุ่นพี่ คุณบุญยืน คงเพชรศักดิ์ ให้ออกไปดำเนินภารกิจดังกล่าว ซึ่งผมถือว่า เป็นวาสนา ของผมจริง ๆ ที่ได้ทำภารกิจดังกล่าว และยังคงเก็บเป็นความภาคภูมิใจจนเท่าทุกวันนี้   ที่ภาพต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ และถูกตีแผ่ให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็น ถึงความโหดร้าย การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่มีการตัดต่อภาพ  มีแต่ภาพเหตุการณ์จริง ๆ  และถูกเผยแพร่ในวันต่อมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ และออกสู่สายตาผ่านทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์  หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผมได้เข้าร่วมเหตุการณ์อีกหลายเหตุการณ์ทั้งส่วนของหน่วยงานผมรับผิดชอบ และ ส่วนของ 18 สถาบัน

           หลังจากจบจากศึกษาแล้วเข้ามารับราชการที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม  เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ผมได้เข้าร่วมด้วย เพียง คิดว่า การล้อมปราบและทำร้ายผู้ชุมนุมเป็นความผิดอย่างไม่ควรบังเกิดขึ้นในสังคมไทย อย่างสิ้นเชิง  ผมเดินทางไปขอนแก่นเพื่อร่วมแจกใบปลิวต่อต้านการล้อมปราบประชาชนที่ถนนราชดำเนิน ร่วมกับคณะประชาชนผู้รักสิทธิเสรีภาพในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแพทย์ พยาบาล และนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น  เป็นความสุขอีก เมื่อภาพผมกำลังเดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐบาลให้หยุดทำร้ายประชาชน ได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา การร่วมคัดค้านและเรียกร้องเพื่อความถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคม ก็เป็นภารกิจหนึ่งที่ได้กระทำมา แต่ก็ยึดถือในกรอบกติกา อันผู้เป็นข้าราชการพึ่งกระทำได้  

          ครั้งล่าสุดคือการร่วมคัดค้านกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ คือ กฏหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ในนามนักวิชาการอิสระร่วมกับนักวิชาการในส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ กับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เพราะผมคิดว่า การฉีกรัฐธรรมนูญของเผด็จการถือว่า เลวร้ายอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำกับร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ที่มองอย่างไรก็ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการบริหารประเทศอย่างดีเลย เพียงเพื่อสะกัดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง มิให้มีส่วนรวมในวิธีทางประชาธิปไตย ผมคิดว่าเหตุผลที่ดำเนินกันจึงฟังไม่ขึ้น และขัดต่อแบบแผนที่ดีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

          ดังนั้นเมื่อมีการเรียกร้องจากผลพวงของรัฐธรรมนูญ และเพื่อล้มล้างรัฐบาล ที่เรียกว่า นอมินี ของอดีตนายกคนเดิม ผมคิดว่า  ในมุมมองของผม ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่า ผมมองถูก หรือ ผิด อาจจะเป็นเพราะผมโง่เกินไป และก็ไม่กลัวการตกเวทีประวัติศาสตร์แล้ว ผมจึงขอเดินออกมาเป็นผู้ดู  มีมิตรสหาย และญาติพี่น้องมากมายเข้าร่วมการชุมนุมและขับไล่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการนำขององค์กรที่เรียกตนเองว่า การเมืองภาคประชาชน

หลายคนชักชวนให้ผมเข้าร่วมและเป็นกำลังใจ  แต่ผมกราบเรียนท่านเหล่านั้นว่า   ผมขอเป็น การเมืองภาคประชาช คนดู และเป็นพลังเงียบดีกว่า เพราะเมื่อใดก็ตามหากเรา มนุษย์มีวาทกรรมโดยการใช้ปากพูด ใช้มือเขียน และมุมมองการพูดและเขียน แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  แต่ไม่ได้แสดงความยอมรับฟังกัน อย่างมีเหตุมีผล ต่อการพูดการเขียนของคนอื่นที่ต่างความคิดเรา  แน่นอนที่สุด  ความจริงย่อมไม่ปรากฏ  วิธีคิดที่แตกต่าง  ระบบคิดคนละระบบ หากศึกษารับฟังกันอย่างมีเหตุมีผลย่อมนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันได้  อย่างสันติสุข  ไม่ก่อเกิดความขัดแย้ง หรือเมื่อเกิดความขัดแย้ง ก็ไม่ควรแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง แทนที่จะใช้ความนุ่มนวลแก้ปัญหาอย่างรังสรรค์

          ผมไม่รู้หรอกว่า ปัญหามันซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดไหน  แต่คนที่เป็นคู่กรณี ที่เป็นตัวละครเอก ก็เป็นคนอยู่ใน โรงละคอนโรงเดียวกัน ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น คุณจำลอง คุณสนธิ  คุณทักษิณ และคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็อยู่ในวงการเดียวกันทั้งนั้นตั้งแต่ พลังธรรม  สันติอโศก กองทัพธรรม สื่อมวลชน  ธุรกิจสื่อมวลชน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียม โทรคมนาคม และอื่น ๆ  เราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งคนคบกันเป็นเพื่อนรักกันดูดดื่ม  มีวาทกรรมออกมาปรากฎต่อสายตาประชาชนมากมาย มีกระบวนทัศน์ในการดำเนินการภารกิจเพื่อส่วนรวมร่วมกันในยุคหนึ่ง  และวันหนึ่งเพื่อนรักกันก็ไม่เผาผีกัน  และมีเรื่องราวมากมากเปิดเผยออกมา  จริงเท็จเราไม่รู้  และเราก็ไม่ทราบว่า อันใดคือความจริง อันใดคือความเท็จ  เพราะโลกวันนี้ใครสามารถควบคุม  สื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ ก็สามารถเป็นผู้ทรงอิทธิพล อย่างใหญ่หลวงยิ่ง และที่สำคัญเรา ปุถุชนคนหนึ่ง ก็ไม่ใช่คนในแวดวงของเขาเหล่านั้น   แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อะไรคือ ส่วนรวม อะไรคือส่วนตัว ผมโง่จริง ๆ ที่แยกแยะไม่ได้  ผมจึงยอมเป็นคนโง่ ดีกว่า

         วันนี้ผมไม่ดูข่าว  จากสำนักที่บ่งบอก มีมุมมองอย่างชัดเจนว่าเป็นของใคร ทั้งรัฐ และเอกชน ผมยินดีที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ที่รากหญ้าอ่านกัน ใครจะว่าเชย ไม่ใช่ปัญญาชน ผมก็ยอมรับ ผมยินดีที่อ่าน ตั้งแต่ เดลินิวส์ ไทยรัฐ เพราะมีเรื่องราวคนติดดินมากมาย มีละคอนทีวีดู  ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง  ผมไม่ดูแล้วรายการทีวีที่นักประชาสัมพันธ์บางคนไปหยิบเอาข่าวของคนอื่นมาวิพากษ์ ผมจะหมุนหนีเปลี่ยนช่องทันที หากินง่ายเกินไป เพียงแสดงวาทกรรม และแสดง วิวาทะออกมา  แล้วทำให้สังคมลุกเป็นไฟ  เพียงแค่ได้แสดง วาทกรรม  และรับเรตติ้งเพิ่มมากขึ้น สื่อมวลชนแบบนี้มีเยอะจริง ๆ และหากินกับข่าว อย่างดาษดื่นในสังคมไทยร่วมกับการแสดงวาทกรรมอย่างชาญฉลาดที่เขามี ก็เท่านั้นเอง

 

ผมขอยอมโง่ดีกว่า และขอตกขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์ประชาชนในวันนี้  อย่างสิ้นเชิง ด้วยความเต็มใจ