มังคุดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติถูกใจผู้บริโภคในต่างประเทศและเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประเทศไทยจึงเป็นผู้ส่งออกมังคุดคิดเป็น 80% ของตลาดโลก มาเลเซีย 17% อินโดนีเซีย 1.6% ฟิลิปปินส์ 1.4% ในปี 2550 ที่ผ่านมาการส่งออกมังคุดคิดเป็น 10.17% ของการส่งออกผลไม้ จากจันทบุรี 32% ชุมพร 26% โดยส่งออกในรูปของผลสด 94.62% และแช่แข็ง 5.38% โดยส่งไปประเทศจีน 34% ญี่ปุ่น 28% สหรัฐอเมริกา 3% และยุโรป 1.5% การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆของมังคุดจึงเป็นที่สนใจของนักวิจัยตามแนวโน้มความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แนวโน้มการวิจัย ทาง Functional food ของเทคโนโลยีอาหารได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ ในการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ อาหารเพื่อสุขภาพ
จากการเปิดเผยของนายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้านผลผลิตมังคุด และผลไม้อื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันก่อน ว่า มังคุดของพื้นที่ภาคใต้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน คาดการณ์ว่าในปี 2551 นี้ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีฤดูฝนเร็วกว่าปกติ ตรงกับช่วงที่เงาะ มังคุดแตกยอดเพื่อออกดอก จะส่งผลทำให้ดอกของผลไม้ เงาะ มังคุดลดน้อยลงจากปีก่อน ซึ่งจากการประมาณ การจะมีผลผลิตเงาะโรงเรียน ปริมาณ 33,473 ตัน มังคุด ปริมาณ 4,581 ตัน และลองกอง ปริมาณ 6,089 ตัน
ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้การสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ดำเนินธุรกิจในการรวบรวมผลไม้จากสมาชิก โดยในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุดและลองกอง เข้าร่วมโครงการและร่วมกันดำเนิน ธุรกิจในลักษณะเครือข่าย อาทิ สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด อำเภอบ้านนาสาร มีแผนการรวบรวมผลผลิตปริมาณ 3,650 ตัน สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุราษฎร์ธานี จำกัด ปริมาณ 1,100 ตัน และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ชโลดมพัฒนา จำกัด อำเภอบ้านนาเดิม ปริมาณ 180 ตัน ราคาที่สหกรณ์รับซื้อเงาะโรงเรียน สหกรณ์รับซื้อราคา 10-11 บาท/กก. ราคาท้องตลาด 9-10 บาท/กก. มังคุด สหกรณ์รับซื้อราคา 18-20 บาท/กก. ราคาท้องตลาด 15-20 บาท/กก. ลองกอง สหกรณ์รับซื้อราคา 25-30 บาท/กก. ราคาท้องตลาด 25-30 บาท/กก.
สำหรับช่องทางการจำหน่ายผลผลิต กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้สหกรณ์ในพื้นที่ได้ ทำข้อตกลงทางการค้าร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น ห้างเทสโก้โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร คาร์ฟูร์ รวมทั้งบริษัทผู้ส่งออก พ่อค้าในพื้นที่และเครือข่ายสหกรณ์ ทั้งสหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนในจังหวัดต่าง ๆ ส่งผลทำให้การรวบรวม ผลผลิตจากเกษตรกร มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน และการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นไปด้วยความราบรื่น และประสบผลสำเร็จ สำหรับความต้องการผลไม้ไทยในต่างประเทศ ณ วันนี้ กลุ่มกิจการค้า 1 ใน 5 กิจการค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส ก็มีความต้องการผลไม้ไทยไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ตกลงทำสัญญาสั่งซื้อผลไม้ไทย อาทิ ลำไย มังคุด และผลไม้อื่น ไปจำหน่ายในห้าง เช่น โมโนพริกซ์, ลีด เดอร์ ไพรซ์, ไจแอนท์ แฟรนพริกซ์ ในเครือกว่า 9,850 สาขาใน 11 ประเทศตลอดทั้งปี โดยงวดแรกเริ่มสั่งซื้อ ลำไย และมังคุดก่อน 1,000 ตัน เพื่อขายในสาขาฝรั่งเศส 8,000 แห่ง และงวดสองสั่งซื้อเพิ่มอีก 1,000 ตัน เพื่อจำหน่ายออกไปสาขาทั่วโลก โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าวน่าจะสามารถกล่าวได้ว่าองค์กรสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรจะเป็นช่องทางด้านการตลาดที่เป็นนัยสำคัญสำหรับผลผลิตผลไม้ของไทยไม่น้อยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่า จากมาตรการและแนวทางตลอดถึงการดำเนินการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นับเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับการตลาดของผลไม้ไทยได้อย่างมีความมั่นคงที่สามารถมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง.
ที่มา:http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=174923&NewsType=1&Template=1
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูล
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ