นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.กำลังเป็นห่วงสถานการณ์การลงทุนของประเทศที่ลดลงมากโดยตัวเลขล่าสุดในไตรมาสสองของปี 51 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.9% จากที่ไตรมาสแรกขยายตัว 5.4%

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.กำลังเป็นห่วงสถานการณ์การลงทุนของประเทศที่ลดลงมากโดยตัวเลขล่าสุดในไตรมาสสองของปี 51 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.9% จากที่ไตรมาสแรกขยายตัว 5.4% ทั้งที่เคยคาดว่าเป็นช่วงขาขึ้น นับตั้งแต่เกิดการปฏิรูปการปกครองเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 ซึ่งชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง การลงทุนเอกชนเริ่มผงกหัวให้เห็นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 50 และฟื้นตัวต่อเนื่องในเดือน ม.ค.-มี.ค. 51 และ สศช.ยังเชื่อว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องในเดือน เม.ย.-มิ.ย. แต่ปรากฏว่ากลับขยายตัวเพียง 1.9% เท่านั้น และในไตรมาสที่สาม และสี่  สศช.ยังเป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน ที่จะทำให้การลงทุนหยุดชะงักมากขึ้นไปอีก แม้ว่ารัฐบาลและเอกชน มีแผนจะลงทุนเป็นจำนวนมากอยู่แล้วก็ตาม ทั้งเรื่องของเมกะโปรเจคท์ที่มีทั้งระบบน้ำ ระบบสาธารณสุข หรือเรื่อง       งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 2.5 แสนล้านบาท หรืองบลงทุนของรัฐบาลในปีงบประมาณ 52 อีกเกือบ 4 แสนล้านบาท ก็ตาม แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้ทั้งประชาชนทั่วไป นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนรายใหญ่ นักลงทุนต่างประเทศ      เกิดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะ สศช.ไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงทางการเมืองได้

นายอำพน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มานานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่ปี 48 หลังจากการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จ และการก่อสร้างแอร์พอร์ตลิงค์ แม้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามเร่งรัดในเรื่องรถไฟฟ้า 3 สาย หรือแม้แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันที่ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนก็ตาม แต่ยังขาดความมั่นใจที่สะท้อนให้ภาคเอกชนเห็นถึงโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้น  

ดังนั้นปัจจัยแรกต้องชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ขาดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง จะประสบปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ หากผุกร่อนเพราะขาดการลงทุนต่อเนื่อง อาจทำให้ประเทศล้มลงได้ เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน หรือในกลุ่มลาตินอเมริกา หรือกลุ่มแอฟริกาที่ไม่มีการลงทุนเกิดขึ้น หรือแม้แต่ประเทศที่ร่ำรวย       ในตะวันออกกลางแต่เมื่อมีปัญหาการเมืองก็สามารถล้มลงได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้กำหนดให้ สศช.จัดงานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ เพื่อการลงทุนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-12 ต.ค.นี้ ที่สยามพารากอน ซึ่งถือว่า      เป็นงานที่มีความสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น โดยไม่ได้เน้นเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนจากต่างประเทศเท่านั้น แต่มุ่งเน้นถึงประชาชนโดยทั่วไป ประชาชนระดับล่าง และนักลงทุนรายย่อยและเอสเอ็มอีด้วย  ไทยจะไม่เกิดภาพเหมือนกับลาติน  อเมริกา หรือแอฟริกาแน่ หากวันนี้ทุกคนหันกลับมาทำความเข้าใจกับความเป็นจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไทยยังเป็นศูนย์กลางในทุกภาคของภูมิภาคนี้อยู่ เพราะยังมีฐานที่แข็งแกร่งในเรื่องระบบลงทุนด้านขนส่งมวลชนและขนส่ง มีพื้นฐานที่ดีกว่าด้านพลังงาน พลังงานทางเลือก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ดีกว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับความมั่นใจว่าประชาชนจะมีมากน้อยเพียงใด

 

เดลินิวส์  1  กันยายน  2551