ระยะนี้ไม่ค่อยได้เขียนบันทึกมากนัก  เนื่องจากมีภารกิจยาวๆที่ต้องศึกษา  ต้องใช้ระยะเวลาในการอ่านนานมาก  จึงจะตกผลึก  และแสดงความคิดเห็นได้  ดังนั้นอาจจะห่างเหินไปเล็กน้อย  แต่ก็กลับมาด้วยประสบการณ์จากภารกิจนั้น......นั่นก็คือ..... 

การอ่านงานวิจัย 

ด้วยครูอ้อย  รับเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนครูต่างกลุ่มสาระฯ  ต่างกลุ่มชาติพันธุ์.....ซึ่งค่อนข้างเป็นงานหนัก  และเป็นงานชิ้นแรกที่ทำ  จึงต้องพิถีพิถันแบบท้าทาย  เพราะเคยอ่านแต่งานในกลุ่มสาระฯของตนเอง  ชาติพันธุ์เดียวกัน 

เมื่อเป็นงานใหม่  ก็ต้องตั้งใจให้สมกับความพึงพอใจ  ความไว้เนื้อเชื่อใจ  และการให้เกียรติที่เพื่อนมีให้กับครูอ้อย

Kru7

ในภาวะของกลิ่นอายการเลื่อนวิทยฐานะ  คุกรุ่น  หอมหวลเย้าใจให้นักวิจัยเกิดขึ้นมามากมาย  ตลอดทั้งที่ปรึกษางานวิจัย  ก็เกิดขึ้นมาเป็นเงาตามตัว   ครูอ้อยไม่ได้รับงานเพื่อนมากนัก  เพราะตนเองก็เข้าสู่การเป็นผู้รอรับการประเมินด้วย 

เริ่มต้นจากประสบการณ์ที่นำมาเล่าสู่กันอ่านเลย......งานที่อ่านนี้  เป็นกลุ่มสาระสังคมศึกษา  ศาสนา และวัฒนธรรม  สาระประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 

ครูอ้อยไม่สามารถจะนำชื่อผลงานมาเอ่ยถึงได้ต้องขออภัย  แต่จะกล่าวเล็กน้อย  เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงปรึกษาท่านผู้อ่านที่เคารพไปด้วยกัน  ไม่ว่ากัน 

งานนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ แฟรงค์ วิลเลี่ยมส์  นักจิตวิทยา และนักการศึกษาชาวอเมริกัน

Kru5

จากการที่เพื่อนเชิญเป็นผู้เชี่ยวชาญอ่านงานวิจัย  โดยนำเครื่องมือที่เป็น แบบฝึกความคิดสร้างสรรค์มาให้ครูอ้อยในวันแรก  มีความคิดเกิดขึ้นมาทันทีเลยว่า.....จะอ่านได้ไหมนี่.....แต่ท้าทายดีนะ.....ลองทำงานที่ไม่เคยทำบ้างสิ.....จึงตอบตกลงเพื่อนไปว่า.....ได้เลย 

เมื่อกลับมาบ้านลองอ่านแบบผ่านๆ  ก็พบข้อบกพร่องต่างๆเล็กน้อยก่อน  แล้วค่อยๆพบไปเรื่อยๆ  ในเชิงแบบฝึก  ลักษณะนวัตกรรมทั่วๆไปก่อน 

ได้เขียนติงไว้  และเมื่อพบกันในโรงเรียน   ก็ได้บอก  ได้พูดกันว่า.....งานที่ให้มาอ่านนี้  มีกรอบวิธีวิจัยอย่างไร  นำทฤษฎีของใครมาอ้างอิง  เท่านั้น

 Tuan1 

วันต่อมา  เธอก็นำเอกสารสำเนาทฤษฎีมาให้  แล้วครูอ้อยก็ดองไว้ 2 สัปดาห์   จนมาอ่านเมื่อคืนนี้  พบว่า..... กลวิธีการสอนตามแนวคิดของ  แฟรงค์ วิลเลี่ยมส์  น่าสนใจสำหรับการสอนวิชาประวัติศาสตร์  ตามที่เพื่อนบอกว่า  ตรงกับงานของตัวเอง  ที่ส่งเสริมทักษะการคิดให้นักเรียน....

ขอเกริ่น แนวความคิดนี้ก่อนว่า.....เป็นรูปแบบที่ส่งเสริมพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึก หรือเจตคติในห้องเรียน  หรืออาจกล่าวได้ว่า  เป็นรูปแบบที่สอนให้เด็กรู้จักคิด  การแสดงความรู้สึกและการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ (A Model for Implemetina Cognitive-Affective Behaviele in the Classroom)  รายละเอียดมีมาก  ขอเกริ่นเพียงเท่านี้ก่อน 

จากนั้น ครูอ้อย ก็นำแบบฝึกที่เพื่อนสร้างออกมาอ่าน  เทียบเคียงไปกับทฤษฎี  พบว่า......ต้องมาวิเคราะห์ทฤษฎีเสียก่อน  จึงจะเข้าใจงานของเพื่อนว่า  ตรงตามทฤษฎีหรือไม่ 

จับดินสอได้  ก็เขียนเป็นผังมโนทัศน์  ที่เห็นโครงสร้างของทฤษฎีนี้ 

และต่อไปก็เขียนผังมโนทัศน์ของงานเพื่อน  คราวนี้ล่ะ  ก็จะได้เห็นว่า  ระหว่างทฤษฎี กับงานเพื่อนนั้น  มันไปด้วยกันแบบ.....ปี่กับขลุ่ย  หรือเปล่า.....

การอ่านทฤษฎีพบว่า.....กลวิธีการสอน มี 3 มิติที่เกิดขึ้น  คือ  หลักสูตรเนื้อหา  พฤติกรรมการสอนของครู  และ  พฤติกรรมที่เกิดขึ้นของนักเรียน  กับ  พฤติกรรมการสอนของครู  ต้องมีทั้งหมด 18 ลักษณะ 

ตรงนี้น่าสนใจมาก  เพราะการที่เราจะทำผลงานวิชาการ  ต้องเน้นย้ำเสมอว่า .....เกิดอะไรกับนักเรียน  

ทฤษฎีนี้เกิดการพัฒนาสมองนักเรียน  ให้คิดคล่องตัว คิดยืดหยุ่น คิดริเริ่ม คิดละเอียดละออ  และเปลี่ยนแปลงความรู้สึก เจตคติเรื่อง  ความอยากรู้อยากเห็น  พร้อมใจที่จะเสี่ยง  คิดซับซ้อนด้วยความตั้งใจ  คิดจินตนาการเป็น....ตรงนี้จะกล่าวต่อไปทำเครื่องหมายไว้ก่อน*****

การอ่านงานของเพื่อนพบว่า......เพื่อนได้คิดแบบฝึกความคิดสร้างสรรค์เพียง 10 ลักษณะ   ซึ่งไม่ครบตามจำนวนตามทฤษฎีที่มี 18 ลักษณะ 

ครูอ้อยค้นพบจากการอ่านงาน  และขอสรุปรวมๆแบบแนะนำ ติ และถาม รวมๆกันว่า.....

1. ต้องแจกแจงแบบฝึกว่า  แต่ละแบบฝึกนั้น  ส่งเสริมให้เกิดอะไรกับนักเรียน  ตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ในเครื่องหมายที่ครูอ้อยทำไว้....ข้างบนโน้น*****โดยสังเคราะห์ออกมาให้เห็นเป็นภาพรวม

2. สิ่งทั้งหมดในข้อ 2 นำไปเขียนได้ในบทสรุป บทที่ 5 ของวิจัย

3. ถามว่า  ทำไมไม่ทำแบบฝึกให้ครบทั้ง 18 ลักษณะ มี้เหตุผลอะไร  น่าจะทำให้ครบ  จะได้อ้างอิงทฤษฎีของ แฟรงค์ วิลเลี่ยมส์ ได้เต็มรูปแบบ  ตามโมเดล

4.  เขียนงานวิจัย ได้แค่ไหน  เอามาดูสิ  จะได้ไม่หลงทาง  หรือหลุดออกมากรอบวิธีวิจัย  และขออ่านวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ด้วย

5.  ตัวแบบฝึก เรายังไม่ได้ดูรายละเอียด  เพราะไม่รู้หลักสูตร สาระประวัติศาสตร์  ขอหลักสูตรแนบมาให้ดูด้วย 

6.  ชื่อของงานวิจัย  อาจจะต้องเปลี่ยนไปตามวัตถุประสงค์และสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียน 

7. ขอเพิ่ม  แบบแนะนำให้เพิ่ม  ทักษะการคิดที่มีลักษณะ Graphic Organiser แบบง่ายๆ  แบบ circle thinking map  เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดและเขียนด้วยก็ได้

Thi50

ครูอ้อยอ่านและสรุปออกมาให้ได้อ่าน  มีอะไรคืบหน้าจะกลับมานำเสนอต่อไป 

เป็นอย่างไรคะ  การที่ครูอ้อยหายหน้า ห่างเหินไปคราวนี้  ได้ประโยชน์คุ้มค่าไหมคะ 

คราวนี้มาชมโฉมเพื่อนของครูอ้อย

นี่ไง  เพื่อนของครูอ้อย  เจ้าของงานวิจัย  นั่งยิ้มเผล่  นี่ล่ะค่ะ

 

Kru1

ขอบคุณที่อ่านจนจบ 

ด้วยความปรารถนาดี และรักมากๆ

จาก

ครูอ้อย แซ่เฮ