สภาพัฒน์เผย! จีดีพีครึ่งปีหลังส่อชะลอตัว เหลือภาคส่งออกดันเศรษฐกิจ เตือนรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบฯ เอสเอ็มแอล-อปท. คาดทั้งปียังโต 5.2-5.7% สูง อาจกว่าที่คาด เตรียมขอนายกฯ เลื่อนจัด "มั่นใจไทยแลนด์" ไปเดือนตุลาฯ แทน หลัง สบร. มีปัญหาผู้บริหาร "รมว.คลัง" ดันทุรังมาตรการกระตุ้น ศก.อีกรอบ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย หรือจีดีพี ไตรมาส 2 ของปี2551 และคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจปี 2551 ว่า สศช.ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เป็น 5.2-5.7% จากเดิม 4.5-5.5% และปรับอัตราเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 6.5-7.0% จากเดิม 5.3-5.8% ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อในช่วงแรก อยู่ที่ 6.3% และคาดว่ามาตรการ 6 เดือน 6 มาตรการ จะทำให้เงินเฟ้อไม่เร่งตัวเกินสองหลัก และเริ่มผ่อนคลาย ในไตรมาสที่สี่ โดยคาดว่าทั้งปีอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 7% หรืออยู่ที่ 6.5-7.0% "อย่างไรก็ตาม สศช.มีข้อสังเกตว่า การส่งออกยังเป็นหัวใจหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 2 แต่เสถียรภาพทางด้านต่างประเทศ ในแง่ของปัญหาซับไพรม์ (หนี้ด้อยคุณภาพ) ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก ถ้ารัฐบาลดูแลเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลการเบิกจ่าย ราคาสินค้าเกษตรกร ติดตามการดำเนินงานมาตรการ 6 เดือน และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้น โดย สศช.จะนำข้อสังเกตเหล่านี้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรี ว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พิจารณาในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ด้วย" นายอำพนระบุ
นายอำพนกล่าวว่า สำหรับภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสสองของปี 2551 จีดีพีขยายตัว 5.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 6.1% ทำให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจขยายตัว 5.7% สาเหตุหลักที่ทำให้จีดีพีไตรมาส 2 ชะลอตัว มาจากปัจจัยขยายตัวของเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการชะลอตัวทางด้านการใช้จ่ายภาครัฐบาล โดยไตรมาส 2 รัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุน 86,536.2 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีการเบิกจ่าย 86,641.6 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมรัฐบาลเบิกจ่ายตามเป้าหมาย และคาดว่าทั้งปีจะเบิกจ่ายได้ 94% นอกจากนี้ การก่อสร้างภาครัฐยังชะลอตัวอยู่ในอัตราติดลบ โดยไตรมาสที่ 2 การก่อสร้างติดลบ 2.4% ซึ่งมาจากการที่รัฐบาลมีการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาเรื่องการปรับค่าเคของสัญญาก่อสร้างต่าง ๆ คาดว่าไตรมาสที่ 3 การลงทุนก่อสร้างต่าง ๆ จะเริ่มมีการขยายตัวกลับมาอยู่ในภาวะปกติ นอกจากนี้ การลงทุนในภาพรวมไตรมาส 2 ยังชะลอตัว โดยขยายตัวเพียง 1.9% จากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5.4%
นายอำพนกล่าวว่า สำหรับการคาดการณ์และปัจจัยบวกในไตรมาส 2 ที่จะทำให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ คือ ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัว 9.3% ส่วนราคาสินค้าเกษตร ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวที่ปรับตัวสูงกว่าปีที่ผ่านมา จาก 6,000 บาทต่อตัน มาอยู่ที่ 12,985 บาทต่อตัน ราคามันสำปะหลังปรับขึ้นจาก 1.24 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 2.18 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ช่วยพยุงการใช้จ่ายและภาคบริโภคในภาคชนบท มีการขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้เกิน 8% ส่วนภาคบริการท่องเที่ยวขยายตัว 5% แต่ก็ยังต่ำกว่าไตรมาสแรก ที่อยู่ที่ 8.3% นอกจากนี้ มาตรการลดภาษีและดำเนินการมาตรการ 6 เดือน 6 มาตรการ จะทำให้การขยายตัวด้านการลงทุน และการบริโภคเร่งตัวสูงขึ้นในไตรมาส 3 และ 4
นายอำพนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากครึ่งปีแรกที่ขยายตัว5.7% ตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐที่ยังคงมีปัญหาซับไพรม์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการส่งออกนั้น จะเป็นปัจจัยบวกที่คาดว่าทำให้การส่งออกสูงกว่า 17.3% นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่เริ่มลดลง ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 110-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถ้าราคาน้ำมันดิบยังคงเป็นไปตามนี้จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อไม่เร่งตัวไปถึงสองหลักแน่นอน "ช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ ราชการและรัฐวิสาหกิจ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบฯ เอสเอ็มแอลให้กระจายสู่ชนบทโดยเร็ว รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีส่วนสนับสนุนมาตรการบรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น" นายอำพนระบุ
ทั้งนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ จากเดิมขยายตัว 4.5-5.5% เป็น 5.2-5.7% โดยการลงทุนรวมขยายตัว 6.2% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 8.5% เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐขยายตัวลดลงจากประมาณการเดิม 9.3% และ 6.0% เหลือ 7.3% และ 3.0% ขณะที่การบริโภครวมขยายตัว 3.5% ลดลงจากประมาณการเดิม 4.7% ส่วนการส่งออกขยายตัว 8.5% สูงกว่าประมาณการเดิม 7.3% และการนำเข้าขยายตัว 8.4% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ขยายตัว 10% ทำให้ดุลการค้าเกินดุล เพิ่มขึ้นจาก 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 7.5 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากประมาณการเดิมที่เกินดุล 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายอำพนกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 สิงหาคม จะเสนอที่ประชุมพิจารณาเรื่องการเลื่อนการจัดงานมั่นใจไทยแลนด์ออกไปเป็นช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ของเดือนตุลาคม จากเดิมที่กำหนด จะจัดในเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากติดขัดเรื่องสถานที่และการประสานงานกับบริษัทเอกชนที่รับจัดงานในส่วนของนิทรรศการการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) สำหรับรูปแบบการจัดงานในเบื้องต้นนั้น สศช.จะรับงานทั้งหมดมาดูเอง เพราะก่อนหน้านี้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ที่ ครม.เคยอนุมัติให้จัดงานส่วนนี้ มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ซึ่งยังไม่ลงตัว หาก สศช.รับมาดูเองน่าจะดีกว่า
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ชะลอตัวว่า อาจเป็นเพราะช่วงไตรมาส 2 ปีนี้มีปัญหาเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น แต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และหากราคาน้ำมันไม่สูงเกินกว่า 150 เหรียญต่อบาร์เรล เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น โดยครึ่งปีหลังนี้รัฐบาลจะออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) ที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุน ที่คาดว่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น และโดยส่วนตัวเชื่อว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวประมาณ 6%
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาซื้อขายน้ำมันดิบไลต์สวีท ในตลาดเอเชีย ปรับขึ้น 88 เซนต์ ไปอยู่ที่ 115.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกังวลเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและจอร์เจีย หลังจากราคาลดลงไปถึง 6.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในการซื้อขายที่นิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม ต่อมาในการซื้อขาย ที่ลอนดอน ราคาปรับขึ้นไปอีกอยู่ที่ 115.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเห็นโอกาสซื้อกลับหลังจากราคาน้ำมันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาลดไปมากถึง 5.4% หรือลดมากที่สุดในรอบ 3 ปี
มติชนออนไลน์ แนวหน้า ไทยรัฐ ข่าวหุ้น ข่าวสด
คม ชัด ลึก สยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2551