จิตอาสา จิตแท้แห่งมนุษย์
เมื่อวันอาทิตย์และจันทร์ที่ผ่านมา (23-24 สิงหาคม) ผมได้มีโอกาสไปทำกิจกรรม World Cafe ให้กับบุคลากรและอาสาสมัครของโรงพยาบาลตรัง ในวาระที่จะผลักดัน ผนึกกำลัง ระหว่างเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและชุมชนมาร่วมมือกันทำอะไรเพื่อชุมชน แค่ฟังประเด็นก็ตัวสั่น (ด้วยความอยากไป) อะไรจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจขนาดนั้น ถึงแม้ว่าจะทำสองวัน แต่เป็นสองกลุ่ม คือวันแรกเป็นของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อีกวันเป็นของอาสาสมัครที่มาช่วยงานโรงพยาบาล ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตัดแต่งและเปลี่ยนทรงเล็กน้อย กิจกรรมยังไปสู่สิ่งที่พึงประสงค์ได้เหมือนเดิม"จิตอาสา" คำๆ นี้ดูจะมาแรงในระยะหลังๆ ไม่ทราบแน่ชัดว่าเริ่มที่ตรงไหน แต่ก็ช่างเถอะ จากการที่คำนี้ "ติดตลาด" คือโดนใจผู้คนอย่างรวดเร็ว แสดงถึงการที่คำๆนี้อยู่ "มานาน" แล้วในจิตลึกๆของคนจำนวนมาก ไม่ใช่เป็นคำที่ใหม่อะไร แต่การโดนใจที่ว่านี้ ทำให้ผมเกิดใคร่ครวญถึงสมมติฐานว่า "ทำไม" คนจำนวนมากถึงถูกดึงดูดด้วยคำนี้ พูดปั๊บ ได้ยินปุ๊บ ก็รู้สึกพลังงานวิ่งแผ่ซ่านอยู่ในผิวหนัง รู้สึกกระดุบกระดิบไปทั่วตัวอยากจะทำอะไรสักอย่างและที่น่าสนใจต่อไปก็คือ คำว่า "จิตอาสา" มันมีความรู้สึกของความเป็น "อิสระ" แฝงอยู่ โจทย์ต่อไปก็คือ น่ากระนั้นเราจะ "สร้าง" หรือจะหล่อเลี้ยง เพาะเลี้ยง ให้จิตอาสางอกงามโดยตั้งใจได้หรือไม่ และทำอย่างไร?
|
|
ตอนนี้มาตรฐาน World Cafe ฉบับกะทัดรัดที่ผมทำ มักจะเป็นสามรอบของ short conversation เพราะมักจะได้เวลามาประมาณ 2 ชั่วโมง ที่เราจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีในการ "warm-up & preparation" คืออุ่นเครื่อง ชี้แจงกติกามารยาทเล็กน้อย (รวมทั้งการตระเตรียมขนมนมเนย และกาแฟ... เฉพาะตรงนี้เราก็เริ่มสะสมภูมิปัญญาเชิงปฏิบัติแล้วว่า มันไม่ใช่ทำยังไงก็ได้ซะทีเดียวนะเนี่ย ถ้าไม่ลืมจะเล่าให้ฟัง) ในสามรอบที่ว่านี้ จะเป็น sequential questions คือจัดเป็นพยุหะของคำถามเพื่อให้เกิด spiral dynamic หรือเกลียวพลวัตรของพลังงานที่เกิดจากการสนทนาของรอบก่อนไปสู่รอบต่อๆไป สำหรับครั้งนี้ผมใช้คำถามคนละชุดกันของแต่ละวัน ทั้งๆที่เป็นคนละกลุ่มกัน แต่เพราะบริบทต่างนี่เองทำให้ไม่ใช้ชุดเดียวกัน และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผมอยากจะลองเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามฌานทัศนะ (โห....) ของเช้าวันนั้น ว่าวันนี้เอาอะไรดี
ทั้งสองวันผมให้อาหารว่าง (ทางความคิด) โดยเริ่มด้วย งาม ดี จริง ซึ่งค้นพบว่าเป็น short-cut ที่ดีมากในการนำเข้ากิจกรรม ใช้เวลาน้อย และไม่ต้องอาศัย sound effects มาก (ที่จริงห้องประชุมที่ รพ.ตรังนี้ก็มีระบบเสียงดีมากเลย เพียงแต่แสงสว่างไปนิดสำหรับการฉาย video clips) แล้วต่อด้วย video ของมูลนิธิพุทธฉือจี้ วันแรกผมฉาย "เรื่องของป้าวันนา" เป็น journey การช่วยเหลือคุณป้าวันนาโดยมูลนิธิพุทธฉือจี้ประเทศไทย ส่วนวันที่สองผมใช้ "ประวัติมูลนิธิพุทธฉือจี้" และ "กิจกรรมบรรเทาโลกร้อนในประเทศไทย" ทั้งสองชุดได้ความกรุณาจากคุณเมตตาที่ส่ง materials มาให้ และปรากฏว่าเอาไปใช้ได้เยอะแยะหลากหลายเวทีไปหมด
เรื่องของป้าวันนา
video clip ชุดนี้ เล่าโดยท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนเป็นภาษาจีน มี subtitle ภาษาไทย เป็นเรื่องของคุณป้าวันนา (วันนาผอผ่อ ตามที่ท่านธรรมาจารย์เรียก) ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีความผิดปกติทางสมอง พูดไม่ได้ ในบรรดาลูกสามคนนั้น คนโตคือป้าวันนาและคนรองมีความผิดปกติ พุดไม่ได้เหมือนกัน ส่วนคนสุดท้องนั้นปกติดี ตอนนี้มูลนิธิพุทธฉือจี้ประเทศไทย ไปพบป้าวันนานั้น ป้าวันนาอาศัยอยู่ในกะต๊อบหลังหนึ่ง อยู่คนเดียว มีเพื่อนบ้านแถวๆนั้น ที่คอยช่วยดูแลให้บ้าง ป้าวันนามีแผลที่หน้าแข้งขนาดใหญ่ทั้งสองขา แผลค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว ตอนแรกที่อาสาสมัครฉือจี้เข้าไปหาป้าวันนา แกก็ค่อนข้างสับสนและมีความหวาดกลัวอยู่พอสมควรทีเดียว แต่ด้วยความอดทนของอาสาสมัคร ในที่สุดป้าวันนาก็ยอมให้อาสาสมัครเข้ามาช่วยเหลือ จัดการอาบน้ำอาบท่า สระผม แต่งเนื้อแต่งตัวให้ป้าวันนาให้สะอาดสะอ้านมากขึ้น อาสาสมัครมาช่วยกันทำแผลที่ขาทั้งสองข้าง ค่อยๆลอกเอาหนังและเนื้อตายออก เปลี่ยนผ้าทำแผล ทำความสะอาดเป็นอย่างดี ใช้เวลาน่าจะนานพอควรทีเดียวกว่าแผลทั้งหมดจะหายดีขึ้น
พอดีช่วงนั้นเป็นฤดูฝน ลมฝนค่อนข้างแรง อาสาสมัครฉือจี้เห็นสภาพกะต๊อบป้าวันนาก็เกรงว่าจะไม่ทานลมฝนไปได้สักเท่าไหร่ จึงช่วยกันหาวัสดุอุปกรณ์มา รื้อเอาฝากะต๊อบเก่าออก แล้วตีประกบกระเบื้องใหม่ ฝาบ้านใหม่ สะอาดเอี่ยมเลยทีเดียว
อาสาสมัครค่อยๆหาทางช่วยป้าวันนาให้ถึงที่สุด ค่อยสืบค้นเรื่องราว หาญาติพี่น้องที่พอจะหลงเหลือ ในที่สุดก็เจอลูกพี่ลูกน้องที่นามสกุลเดียวกัน ชื่อคุณสุพรรณ ก็เลยตามไปหาจนกระทั่งพบ และได้ทราบประวัติความเป็นมาของป้าวันนา แล้วก็เลยทราบว่าน้องสาวคุณป้าวันนาคนรองนั้น ก็ยังมีชีวิตอยู่ ทำงานอยู่อีกที่หนึ่งใน กทม. นั่นเอง อาสาสมัครฉือจี้จึงจัดการประสาน จนกระทั้งเจอตัว และติดต่อกับนายจ้างเพื่อขอพาสองพี่น้องนี้ได้มาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น อาสาสมัครที่ทราบเรื่องราวของป้าวันนาเพิ่ม ก็ทราบว่าป้าวันนาที่แท้มีลูกสาวอีกคน แต่ไม่เคยได้เลี้ยงดูเองเลย เพราะสภาพของป้าวันนาเอง ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ในที่สุดอาสาสมัครฉือจี้ก็สืบค้นจนเจอว่าลูกสาวอาศัยอยู่ที่ไหน ได้พากันเดินทางไปหา และเล่าเรื่องราวของแม่ที่ไม่เคยพบเจอกันเลยให้ฟัง เอารูปภาพ และวิดีโอคลิปที่ชาวอาสาสมัครฉือจี้ไปช่วยกันดูแลป้าวันนาให้ลูกสาวได้เห็น ได้ดู ลูกป้าวันนาก็เสียใจมากที่พึ่งทราบเรื่องราวทั้งหมด ตอนแรกก็ยังลังเล เพราะไม่เคยได้พบปะ เจอหน้าเจอตามารดาบังเกิดเกล้าเลย ไม่รู้จะเป็นอย่างไร จะพูดอะไร จะแสดงออกอย่างไร แต่ในที่สุด หลังจากที่ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อาสาสมัครฉือจี้ได้ทำให้คุณแม่คือป้าวันนา ก็คิดขึ้นได้ว่า นี่ขนาดคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับป้าวันนา ยังมีความมุ่งมั่นจะช่วยเหลือและลงมือกระทำได้ขนาดนี้ ตนเองเป็นลูกก็น่าจะทำได้สักอย่างสองอย่าง จึงตกลงไปพบ
พอเจอหน้ากัน ก็เห็นได้เลยว่าหน้าตาแม่ลูกเหมือนกันมาก สองคนที่เป็นแม่เป็นลูก พึ่งได้มาเจอกันเป็นครั้งแรก ตอนแรกๆก็ยังตะขิดตะขวง แต่แล้วความผูกพันในสายเลือดก็ค่อยๆหล่อหลอมทั้งสองชีวิตเข้าหากัน และความสัมพันธ์ก็เริ่มผุดกำเนิดขึ้น ท่ามกลางความชื่นใจของอาสาสมัครทุกคน
|
|
ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนเล่าเรื่องจบ ก็สรุปผลงานและกล่าวชื่นชมอาสาสมัครฉือจี้ประเทศไทยอย่างมาก ชื่นใจในผู้ดำเนินรอยตามปรัชญาแห่งการอุทิศตน แรงงาน แรงใจ แรงสมอง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ท่านเจิ้นเหยียนเชื่อว่า เพราะอาสาสมัครที่สามารถตุกตวงความสุข และความหมายในชีวิต จากการช่วยเหลือผู้อื่นนี่เอง ที่เป็นสาเหตุสำคัญ ที่งานต่างๆของฉือจี้ ลุล่วงไปตามเจตจำนงที่ได้ตั้งไว้ ฉือจี้นั้น ไม่ได้สนใจว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นที่ไหน ที่ไต้หวัน ที่ประเทศไทย หรือที่ใดๆในโลกนี้ เพราะว่า "เมตตาธรรม" นั้น เป็นคุณค่าที่เป็นสากล ไม่ว่าเชื้อชาติสัญชาติอะไรก็เข้าใจ และเมื่อมีความทุกข์ ก็จะตอบสนองต่อจิตเมตตา กรุณานี้เหมือนๆกันหมด งานมูลนิธิพทุธฉือจี้จึงสามารถเกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นพุทธเถรวาท ในประเทศจีน ที่มีปัญหาระหว่างรัฐบาลกับประเทศไต้หวัน เพราะ ณ ที่ใดก็ตามที่มีความทุกข์ การโหยหาจิตเมตตาก็จะไม่ต่างกัน |
พอฉายภาพยนต์สั้นเรื่องป้าวันนาเสร็จ ก็พอสังเกตเห็นแววตา สีหน้าท่าทางของบรรดาบุคลากรของ รพ.ตรัง ว่าเริ่ม "เชื่อมโยง" กับเรื่องราวพอสมควรแล้ว ก็จัด serial themes ที่จะให้พูดคุยสนทนาตาม style World Cafe
-
เรื่องราวแบบไหนที่คนอาสาจะทำ และแบบไหนที่ตนเองเคยอาสาทำ
-
ประโยชน์ของจิตอาสาต่อชุมชนของตนและต่องาน รพ.
-
ทำอย่างไร จิตอาสาจึงจะยั่งยืน
สำหรับชุดของบุคลากร ผมอยากจะให้เกิดการอธิบาย concept ของจิตอาสา เพื่อเป็นเครื่องมือในการเปิดใจ เปิดพื้นทีี่ของบุคลากร ที่จะให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพ เพื่อในที่สุดแล้ว ชาวบ้านนี่แหละที่ควรจะเป็นเจ้าภาพในการดูแลสุขภาพภายในชุมชนของตนเอง เป็นการเกิด Empowerment อย่างแท้จริง
ในวันที่สอง เรามีกลุ่มผู้เข้าร่วมใหม่เป็นอาสาสมัครล้วนๆกว่าร้อยคน อายุก็หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นกระเตาะ รุ่นไก่โต้ง ไปจนถึงรุ่นเดอะ ผมก็เลยเปลี่ยนชุดคำถามใหม่
-
เล่าเรื่องประสบการณ์จิตอาสาที่ตนเองประทับใจ
-
จินตนาการไปในอนาคต อีก 5 ปี 10 ปี ชุมชนเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดจิตอาสาและประสบความสำเร็จ
-
ถ้าหากเราจะหล่อหลอม ปลูกฝังจิตอาสาให้กับคนที่เรารักมากที่สุด เช่น ลูก หลาน น้อง จะทำกันอย่างไรดี?
คำถามหลักที่ผมใช้ ยังอิง Theory U คือเป็น ladders ของ I in It, I in You และ I in Now เพื่อให้เปิดสมอง เปิดใจ และเกิดความมุ่งมั่นในการทำกิจการต่างๆมากขึ้น ในที่นี้ผมมี hidden agenda พอสมควรในแต่ละคำถาม อาทิ ผมตั้งใจจะให้เกิดการพูดถึงการเปิด boundary ที่กั้นระหว่าง รพ.กับชุมชนออก และเชื้อเชิญ เปิดความเป็นไปได้ ในการเกิด authentic involvement ของชุมชนกับการดูแลสุขภาพที่เคยพิจารณาเป็นงานของหมอ ของพยาบาลเพียงฝ่ายเดียว
ตอนไปดูงานโรงพยาบาลของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ที่ไต้หวันนั้น เราได้ทราบว่าทุกๆวัน โรงพยาบาลได้ free workforce มาจากระบบอาสาสมัคร ประมาณ 200+ คน เป็นแรงงานที่มาด้วยใจ และอาสาสมัครเหล่านี้ พิจารณาว่าโรงพยาบาลนั้นเป็นของเขา มีเพื่อสุขภาวะของพวกเขา (ประชาชน) และตนเองในฐานะชาวบ้าน ชาวช่องธรรมดา ดังนั้นในฐานะเจ้าของ ก็ต้องช่วยกันดูแลรักษา ให้โรงพยาบาลของชุมชนของตนเองสวยงาม น่าใช้ มีความสง่างาม
ปรากฏว่าปรากฏการณ์ที่ว่านี้่ไม่ใช่ unique phenomenon ที่เกิดขึ้นเฉพาะชาวฉือจี้ หรือคนไต้หวัน ที่จริงคนไข้ของเรา และอาสาสมัครของเรา ก็มีความผูกพันกับโรงพยาบาลไม่น้อยเลย ขอเพียงเราเปิดโอกาส เปิดโรงพยาบาล และยอมรับความคิดเห็น ยอมรับการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อกิจกรรม กิจการต่างๆของโรงพยาบาล เราก็จะมีคนช่วยงานเพิ่มในพริบตา อาสาสมัครฉือจี้ที่ qualified (เขามีการอบรมและต้องผ่านการประเมินหลังเริ่มมาทำงานเป็นอาสาสมัครเป็นปี ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ระดับเข้าไปช่วยคนไข้) และคนงานเหล่านี้ ไม่ได้ต้องการเงินเดือนอะไร (เราเคยอยากจะขอบคุณอาสาสมัครท่านหนึ่งที่อาคารเย็นศิระ วัดโคกนาว ที่ช่วยดูแลคนไข้ฉายรังสี ปรากฏว่าแกไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนอะไรเลย พอคณบดีเชิญแกมามอบโล่ห์รางวัล เสื้ออาสาสมัคร และประกาศนียบัตรขอบคุณ แกก็ดีใจมาก เพราะหมอและโรงพยาบาล regonize สิ่งที่แกทำ)
ในวันที่สอง ในช่วง harvesting (เก็บเกี่ยว) หลัง World Cafe เวียนครบสามรอบ มีอาสาสมัครชมรมผู้ป่วยเรื้อรังลุกขึ้นมาเล่าเรื่อง แกเล่าว่าแกเป็นคนไข้โรคเรื้อรังรักษาอยู่ที่ รพ.ตรัง มาเป็นสิบปีแล้ว สิ่งที่ทำให้แกมาเป็นอาสาสมัครก็เพราะว่า แกประทับใจในพยาบาลทุกคนเลยที่ รพ.ตรัง ครั้งหนึ่งแกเคยมาธุระที่ รพ. ปรากฏว่าแกเป็นลม ทันใดก็มีน้องพยาบาลเข้ามาหา มาไต่ถามอาการ มาช่วยพยุงไปนั่ง และไปหายาดมมาให้ ให้กำลังใจ ถามว่าจะมาธุระอะไร มีอะไรจะให้ช่วยบ้าง ด้วยความประทับใจในความใส่ใจของคนที่ รพ.ตรัง แกก็เลยมาเป็นอาสาสมัคร ที่จะทำอย่างเดียวกับที่แกเคยถูกดูแลให้แก่คนไข้คนอื่นๆบ้าง
"สิ่งหนึ่งที่พี่ภูมิใจมากที่สุดคืออะไรรู้ไหม?" พี่อาสาสมัครคนนี้ถามในที่ประชุม "ก็คือลูกสาวพี่กำลังเรียนจบพยาบาล และกำลังจะได้ตำแหน่งมาอยู่ที่โรงพยาบาลตรังนี่แหละ" แกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ "วันที่พี่จะภูมิใจมากที่สุดในชีวิตก็คือวันที่พี่จะได้รับยาจากมือลูกสาวของพี่ที่เป็นพยาบาล เพราะเธอช่างสวยงามเหลือเกินในชุดสีขาวบริสุทธิ์และทำงานอันมีความหมายที่สุดนี้"
ถ้าให้ผมเดาว่าทำไมลูกสาวของพี่อาสาสมัครคนนี้มาเป็นพยาบาล ผมว่าเราทุกคนอาจจะเดาได้ดีพอๆกัน จิตอาสานั้นบางทีก็เหมือน hereditary หรือพันธุกรรม คุณค่าเหล่านี้ที่ human species สามารถ "ส่งต่อ" ไปให้ generations ต่อๆไปได้ไม่มีที่สิ้่นสุด มนุษย์จึงเป็น species ที่เน้นเรื่องการ "เรียนรู้" สิ่งที่ generations หนึ่งๆเรียนรู้่ สามารถถูกเก็บสะสมและส่งต่อ สร้างสรรค์เพิ่มเติม ต่อยอดไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด


อ่านแล้ว ภูมิใจ นับถือ ค่ะ นับถือ
คนอ่านยังพลอยมีพลังใจ ไปด้วยเลย
ขอบคุณครับ ยินดีที่แวะมาเยี่ยมเยียน เรื่องแบบนี้ฟังเท่าไหร่ก็มิรู้เบื่อเลยนะครับ
สวัสดีค่ะ
ครูอ้อยมาอ่าน และเก็บกำลังใจ ไปทำงานต่อค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับครูอ้อย
อนุโมทนาในงานครูด้วยครับ
ขอบคุณครับ