ประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีอยู่ในกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ไม่สนับสนุนประวัติศาสตร์ไทยของราชการ แต่กลับบอกตรงข้ามคือ แท้จริงแล้วกรุงศรีอยุธยากับกรุงสุโขทัย เป็นรัฐ "เครือญาติ" ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน หรือคราวเดียวกัน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ-การเมืองเดียวกัน โดยไม่มีใครที่ไหนเป็นราชธานีแห่งเดียว เพราะต่างเป็น "นครรัฐ" อิสระ

ประวัติศาสตร์ไทยของราชการ บอกว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก ต่อเมื่อสุโขทัยล่มสลายแล้วจึงเกิดกรุงศรีอยุธยา


แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีอยู่ในกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ไม่สนับสนุนประวัติศาสตร์ไทยของราชการ แต่กลับบอกตรงข้ามคือ แท้จริงแล้วกรุงศรีอยุธยากับกรุงสุโขทัย เป็นรัฐ "เครือญาติ" ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน หรือคราวเดียวกัน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ-การเมืองเดียวกัน โดยไม่มีใครที่ไหนเป็นราชธานีแห่งเดียว เพราะต่างเป็น "นครรัฐ" อิสระ


ถ้าพิจารณาความเป็นมาในอดีตของรัฐทั้งสองแล้ว อาจกล่าวได้ว่ากรุงศรีอยุธยาเก่าแก่กว่ากรุงสุโขทัยด้วยซ้ำไป จึงมีวรรณคดีที่ใช้ภาษาไทยก่อนใคร วรรณคดีเก่าแก่เล่มนั้นยังเหลือร่องรอยชื่อ กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) เก่ากว่าจารึกสุโขทัยเกือบ 100 ปีทีเดียว


กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ เป็นชื่อเรียกตามความเข้าใจปัจจุบัน แต่ตัวเขียนในสมุดข่อยมีว่า "พระอายการเบดเสรจ" หมายถึง พระไอยการเบ็ดเสร็จ


คำว่า "เบ็ดเสร็จ" ตรงกับ "เบ็ดเตล็ด" ทุกวันนี้


เหตุที่เรียกชื่อกฎหมายฉบับนี้ว่า "เบ็ดเสร็จ" หรือ "เบ็ดเตล็ด" ก็เพราะเป็นกฎหมายต่างๆ หลายเรื่องเอามารวมไว้ในที่เดียวกัน และไม่อาจให้ความสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ถนัด อันเนื่องเพราะเป็นเรื่องย่อยๆ เบ็ดเตล็ดทั้งนั้น


กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ มี 2 ตอน คือ


ตอนต้น ลงศักราช 1263 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ.1886 ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา 7 ปี ว่าด้วยลักษณะวิวาท เรื่องกระหนาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน


ตอนท้าย ลงศักราช 1146 ปีมะแม ซึ่งเป็นตอนเก่าแก่ที่สุด ว่าด้วยลักษณะวิวาทเรื่องกระทำกฤติยาคุณ มีฉมบ จะกละ กระสือ กระหาง เป็นต้นเหตุ


กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) ฉบับตัวเขียนในหอสมุดแห่งชาติบอกปีที่ตราเอาไว้ว่า "1146 ศกมแมนักสัตวเจตมาศปัญจมีดิถีรวิวาร" แต่ จิตร ภูมิศักดิ์ ยกเลขศักราช "1156" จากฉบับ ร. แลงกาต์ ซึ่งต่างจากฉบับตัวเขียน 10 ปี (เข้าใจว่าจะผิดพลาดจากการพิสูจน์อักษรตอนพิมพ์เป็นเล่มโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อ พ.ศ.2482) ตรวจสอบและคำนวณเป็นคนแรกว่ากฎหมายฉบับนี้ปีที่ตราขึ้น "ตรงกับ พ.ศ.1778 ปีมะแม. ก่อนหน้าการสร้างกรุงศรีอยุธยา 100 ปีเศษ" ต่อมาอีก ล้อม เพ็งแก้ว ตรวจสอบและคำนวณซ้ำเพื่อให้รัดกุมมั่นคงขึ้น แล้วสรุปตรงกับ จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าเป็น "ปีมะแม พ.ศ.1778 วันตรากฎหมายตรงกับวันอาทิตย์ เดือนห้า ขึ้น 5 ค่ำ ตรงกับสุริยคติ วันที่ 25 มีนาคม" แต่ถ้ายึดเลขศักราช "1146" ตามฉบับตัวเขียนจะเป็น พ.ศ.1768


สรุปได้แล้วว่ากฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ.1768 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ.1893 ถึง 125 ปี ขณะนั้นกัมพูชาเป็นยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ขึ้นเสวยราชย์เมืองพระนครหลวง (นครธม) ระหว่าง พ.ศ.1763-1786


มีปัญหาว่าถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ขัดกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ระบุว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองเพิ่งสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 ก่อนหน้านี้ยังไม่มี "กรุงศรีอยุธยา"


เรื่องนี้อธิบายตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีสนับสนุนชัดเจน ว่าบริเวณที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 นั้น มีบ้านเมืองอยู่ก่อนนานแล้ว และได้ชื่อตามจารึกที่พบสมัยหลังว่า อโยธยาศรีรามเทพนคร สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก็ทรงครองอยู่เมืองอโยธยาฯ นี้ก่อนหลายปี แต่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น โรคระบาด ฯลฯ จึงทรงสถาปนาใหม่ แล้วให้ชื่อใหม่ว่า กรุงศรีอยุธยา


นี่ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กรุงศรีอยุธยาไม่ได้เพิ่งมีขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 แต่มีสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคทวารวดี แล้วผ่านยุคละโว้ ยุคอโยธยาศรีรามเทพมาก่อนนานมาก