ท่วงทำนองของวรรณกรรม เช่น การอ่าน การขับ การร้อง การเห่ การสวด การแหล่ การเทศน์ การพากย์

             วันนี้  (25  สิงหาคม  2551)  ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสอนภาษาไทยแนวคีตวรรณกรรม  เนื้อหาในวันนี้เริ่มตั้งแต่การบ่นความของท่านวิทยากรผู้มากความสามารถ อาจารย์ธนกฤต  อกนิษฐ์ธาดา  ประธานกองทุนคีตวรรณกรรม  กล่าวถึงปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเพราะปัจจัยหลายอย่าง และได้รณรงค์ให้ช่วยกันแก้ไข  นอกจากนี้ท่านวิทยากรได้อธิบายความหมายของคำว่า คีตวรรณกรรมไว้เป็น  นัยยะสำคัญคือ

           .  ท่วงทำนองของวรรณกรรม  เช่น การอ่าน  การขับ  การร้อง  การเห่  การสวด  การแหล่  การเทศน์  การพากย์  หรือท่วงทำนองใดก็ตามที่นำมาใช้ประกอบงานวรรณกรรมนับตั้งแต่โบราณจนถึงอนาคต  แม้เพลงลูกทุ่งเพลงสตริงที่กำลังโด่งดังในปัจจุบันก็ถือเป็นคีตวรรณกรรม  เพราะมีทำนองที่นำมาร้องกับเนื้อเพลงที่ถือเป็นงานวรรณกรรมแม้เพลงประกอบภาพยนตร์ก็ถือเป็นงานคีตวรรณกรรม  เพราะบทภาพยนตร์ถือเป็นงานวรรณกรรม 

.   วรรณกรรมที่มีท่วงทำนอง   ได้แก่  งานวรรณกรรมทุกประเภทที่สามารถนำมาขับขานเป็นทำนอง  หรือใช้เป็นตัวหลักให้มีทำนองดนตรีมาประกอบ  เช่น  เรื่องขุนช้างขุนแผนใช้ขับเสภา  กาพย์เห่เรือใช้สำหรับเห่เรือ  กาพย์พระไชยสุริยาใช้สำหรับสวดโอ้เอ้วิหารราย  บทละคร-บทภาพยนตร์ที่ต้องใช้ดนตรีประกอบ  เป็นต้น

 

ความสำคัญของการเรียนการสอนภาษาไทยแนวคีตวรรณกรรม

จากการที่มาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ ในแต่ละช่วงชั้น ได้กำหนดไว้ว่า ผู้เรียนจะต้อง  อ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองให้ถูกต้องตามอักขรวิธีและลักษณะคำประพันธ์ และการอ่านทำนองเสนาะ 

อีกทั้งเป้าประสงค์ของหลักสูตรยังมุ่งให้เกิดการเรียนรู้อย่างบูรณาการ โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสามารถบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับสาขาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทย อาทิ การขับขานวรรณคดีกวีนิพนธ์เป็นท่วงทำนองต่าง ๆ เช่น การอ่านทำนองเสนาะ การขับเสภา การเห่เรือ การขับร้องเพลงไทย ฯลฯ  ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างภาษาและวรรณคดีไทยกับการขับร้องและการบรรเลงดนตรี  ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์  การบูรณาการในลักษณะนี้กำหนดเป็นคำศัพท์ทางวิชาการว่า คีตวรรณกรรม (Musical  Poetry)”

          ดังนั้นครูผู้สอนภาษาไทยจึงต้องมีทักษะความรู้ในด้านคีตศิลป์อย่างเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการสอน เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้และโน้มน้าวให้ผู้เรียนเข้าถึงสุนทรียรสของวรรณคดีกวีนิพนธ์ที่ได้รับการคัดสรรมาใช้เป็นบทเรียน  หรือเพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดผลสัมฤทธิ์ของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การประกวดอ่านทำนองเสนาะ เป็นต้น

          เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพการสอนและการเรียนรู้ภาษาไทย อันถือเป็นการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมไทยไปสู่อนุชนรุ่นหลัง  จึงสมควรที่ครูผู้สอนและผู้เรียนรู้ภาษาไทยทุกคนจะได้มีโอกาสในการฝึกฝนเสริมสร้างทักษะการเรียนการสอนภาษาไทยตามแนวคีตวรรณกรรม