ฟ้าทะลายโจร เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับเป็นสมุนไพรไทยมานาน ปัจจุบันมีการนำฟ้าทะลายโจรมาทำเป็นยาลูกกลอน หรือ ใส่แคปซูลเพื่อความสะดวกในการกิน มีผู้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยถึงสรรพคุณยา และได้พบสารเคมีในส่วนต่าง ๆ ของพืชอยู่หลายชนิด รวมทั้งสาร แอนโดกราฟโฟลิด(Andrographolide) ที่เป็นตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในทุกส่วนคือ ราก ต้น ใบ และได้ทำการศึกษาทดลองเพื่อจำแนกโรคที่รักษาได้ดีให้ชัดเจน ซึ่งพบว่าฟ้าทะลายโจรรักษาโรคได้หลายโรค อาทิ แก้ติดเชื้อทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ แก้อาการไอ เจ็บคอ หรือคออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ แก้ไข้ทั่วไป เป็นยาขมเจริญอาหาร เป็นต้น ฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์ การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วย บรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ ร้อนในบ่อย ๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทาน อ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อน ในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยังป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยา แก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสม ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตก กิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซม. ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ สีขาว มีรอบประสีม่วงแดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก ส่วนที่ใช้เป็นยาคือรากใบทั้งต้น การปลูกใช้เมล็ดโรยลงดิน กลบดินไม่ต้องลึกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม มักนิยมปลูกตอนต้นฤดูฝน ไม่ชอบแดดจัดมาก หากอยู่ในที่แจ้งต้นจะเตี้ยใบเล็กหนา ในที่ร่มต้นจะสูง ใบใหญ่แต่บาง ควรปลูกในที่ไม่ร่มและไม่แจ้งนัก ในฤดูฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่ ในฤดูแล้งควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ ถ้าปลูกขึ้นได้หนึ่งต้นจนมีฝักแก่ เมล็ดจะกระจายออกไปขึ้นทั่วจนต้องถอนทิ้งบ้าง ประโยชน์ด้านสมุนไพรไทยใช้รักษาอาการ เจ็บคอใช้แก้อาการท้องเสีย และโรคอุจจาระร่วงเฉียบ พลันบรรเทาอาการหวัดและเสริมภูมิต้านทาน ทำ ให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นหายจากหวัด ภูมิแพ้ที่มักเป็นบ่อย ๆ ให้หายเร็วขึ้นใช้เป็นยาภายนอกเป็นยาพอกฝีรักษาแผลที่เป็นหนอง วิธีการนำไปใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอ ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือ ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับ น้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทานครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูปยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในรูปยาแคปซูล ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันดีริน เอาน้ำดื่มกากที่เหลือใช้พอกแผล-ฝีแล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้ สำหรับข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่สำคัญคือ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีความดันต่ำ และมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย บางคนเมื่อกินยาฟ้าทะลายโจรแล้วมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย เวียนหัว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ซึ่งควรหยุดยาทันที ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกิน ไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป.
ได้จาก หนังสือสมุนไพร: ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์ เสนอโดย “หนุ่มภูไท” สถานีวิทยุ 98.25 MHz บ้านโนนศิลา โพนพิสัย หนองคาย
โรคปอดบวม ในเด็ก (Pneumonia) คอลัมน์ พบแพทย์จุฬาเรียบเรียง โดย รศ. นพ.รุจิภัตต์ สำราญสำรวจกิจ
ปอดอักเสบหรือปอดบวม หมายถึงการอักเสบ ติดเชื้อของเนื้อปอด ซึ่งส่วนใหญ่รวมทั้งหลอดลม และถุงลม เมื่อมีการอักเสบของปอดจึงทำให้ความสามารถเหล่านี้ลดลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน หรือมีการคั่งของกาซคาร์บอนไดออกไซด์
สาเหตุในเด็กส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เช่น เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือเชื้อ RSV เป็นต้น หรือเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบได้บ่อย เช่น จากเชื้อสเตร็บโตคอคคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumonia) หรืออาจเกิดจากเชื้อชนิดอื่นๆ เช่น เชื้อวัณโรค
อาการ ส่วนใหญ่เด็กจะมีไข้ อาจจะมีไข้สูงหรือต่ำ แล้วแต่เชื้อที่เป็นสาเหตุ เช่น ถ้าเป็นจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่จะมีไข้ต่ำๆ มีน้ำมูก ไอมาก อาจจะมีหรือไม่มีเสมหะ บางครั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจพบว่ามีเสมหะข้นสีเหลือง เขียว หรือพบว่ามีเลือดปน เป็นอาการนำ ต่อมามีหายใจเร็ว หอบ ถ้าเป็นรุนแรงอาจพบว่ามีอาการเขียว ซึมลง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น มีน้ำ หรือหนองในเยื่อหุ้มปอด หรืออาจพบว่ามีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่งกระแสโลหิต ซึ่งส่วนใหญ่พบตามหลังการติดเชื้อกลุ่มแบคทีเรีย
การสังเกตอาการด้วยตนเองว่าเด็กเป็นปอดบวมหรือไม่ สามารถทำได้จากการสังเกตเด็ก ว่ามีการหายใจเร็วหรือแรงขึ้น ตามหลังจากไข้หวัด 2-3 วัน หรือในกรณีเชื้อรุนแรงอาจพบอาการหอบตั้งแต่แรก การสังเกตว่าเด็กมีการหายใจเร็วหรือไม่ ให้นับอัตราการหายใจของเด็กขณะนอนหลับ โดยนับ 1 เมื่อหน้าอกเคลื่อนขึ้นลง 1 ครั้ง โดยในเด็กเล็ก ถ้าพบว่ามีการหายใจมากกว่า 40 ครั้ง หรือในเด็กโต หายใจมากกว่า 30 ครั้ง หรือพบว่ามีอาการหอบร่วมไปกับการ หดตัวเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกหรือใต้ลิ้นปี่ ให้รีบนำเด็กมาพบแพทย์ทันที
การดูแลเมื่อเด็กเป็นปอดบวม ถ้าสงสัยให้รีบนำมาพบแพทย์ 2.ดูแลให้เด็กกินยาให้ถูกต้องตาม 3.ถ้ามีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ 4.ดูแลให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย ในเด็กเล็กให้ระวัง การสำลักนมถ้าเด็กหายใจ
เสนอโดย "หนุ่มจ๊ะ" สถานีวิทยุ 93.50 MHz บ้านจอมนาง โพนพิสัย หนองคาย