ต้องติดต่อ พ.ร.บ ให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นหลักประกันในการักษา

              ผู้เขียนได้พานพบเหตุการณ์ตรงที่เกี่ยวข้องกับการประสบอุบัติเหตุทางรถจักยานยนต์  เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า  พี่ชายของภรรยาประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์   ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน  แต่จากการสอบปากคำของตำรวจ จากผู้นำตัวส่งโรงพยาบาล 

             เวลา1 นาฬิกา ของวันเสาร์ ที่ 15 ส.ค.   พี่ชายภรรยาได้ขับรถ ฯ พลิกคว่ำและมีผู้นำตัวส่งโรงพยาบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส กระโหลกศรีษะด้านหลังร้าว  หมวกกันน็อกกระเด็นออกจากศรีษะจากแรงกระแทก  เข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา 

             จากการวินิจฉัยเบื้องต้นของแพทย์อย่างที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้น  แพทย์ให้การรักษาโดยการให้ยา ใส่เฝือกที่คอและใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา เพราะผู้บาดเจ็บหายใจด้วยตนเองได้ไม่สะดวก 

            วันอาทิตย์ที่ 16 ผู้เขียนและภรรยาได้ไปเยี่ยมและดำเนินเรื่องการเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล กับ พ.ร.บ. แต่ก็ได้แค่เตรียมเอกสารไว้เพราะไม่สามารถยื่นเอกสารได้เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ต้องรอวันจันทร์ ผู้เขียนคิดไปเองหรือไม่ มิอาจทราบได้  หลังจากเดินเรื่องแล้วผู้ได้ประสบเหตุได้รับการดูแลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เหมือนกับว่าทางโรงพยาบาลมีหลักประกันว่ามีเงินค่ารักษาพยาบาลแน่นอนแล้ว ( คิดมากเกินไปเพราะเป็นห่วง....มั้ง ) แต่ผู้ได้รับบาดเจ็บก็ได้รับการดูแลดีขึ้นจริง ๆ และอาการก็เหมือนจะดีขึ้น เพราะ แพทย์มาแจ้งว่าจะถอดเครื่องช่วยหายใจออกเพราะเริ่มหายใจเองได้แล้วแต่ก็ยังใส่ท่อออกซิเจนไว้

             เนื่องต้องมาทำงานผู้เขียนและภรรยาต้องมาทำงานจึงกลับมาทำงานที่โรงเรียน ( ก.ท.ม.) ในวันจันทร์ โดยมีญาติพ่อแม่พี่น้อง 4 - 5 คน  สลับกันเฝ้าผู้บาดเจ็บ และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น 4 นาฬิกาของวันที่ 19 ส.ค. 51 ขณะที่กำลังจะตื่นเพื่อแต่งตัวไปทำงานตามปกติ ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์บ้านที่อยู่หัวนอนดังขึ้น   ( ชัก...นึก...เอะใจ ... เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเวลาอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ )  พี่เขยอีกคนโทรมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ง่าย ๆ ช้า ๆ   

           ตื่นนอนกันหรือยัง ?                       พี่เขยถาม 

          ตื่นแล้วครับพี่...  มีอะไรครับ             ผู้เขียนตอนด้วยอาการ  ....เงา...เงีย

          พี่เล็ก..ไปดีแล้วนะ...                        พี่เขยตอบอย่างง่าย ๆ เรียบ ๆ สั้น ๆ แต่ได้ใจความ

     หลังจากนั้นผู้เขียนปลุกภรรยา...และส่งโทรศัพท์ให้ภรรยาทันที  ...โดยที่ไม่ถามอะไรต่อ..

         หลังจากที่ได้รับโทรศัพท์ ....คงไม่ต้องบรรยายต่อนะครับ.....

หลังจากนั้นผู้เขียนและภรรยาก็เดินทางมาโรงเรียนเพื่อแจ้งและทำหนังสือลาหยุด... เพื่อไปประกอบพีธีตามประเพณี  ที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์  บ้านเกิดเมืองนอนของผู้เสียชีวิต

 

       ผู้เขียนได้อะไรหลายอย่างจากเหตุการณ์ครั้งนี้...มีอะไรบ้าง   อยากจะแบ่งปันชาว  G.T.K   ครับ

       1. ขับรถมอเตอร์ไชร์อย่าประมาท สวมหมวกกันน็อกและรัดสายรัดให้แน่นทุกครั้ง  หมวกกันน็อกมีไว้ป้องกันศรีษะจากแรงกระแทก ไม่ได้มีไว้เพื่อสวมหลวม ๆ และใช้ป้องกันตำรวจ

       2. โรงพยาบาลทุกแห่งทำงานด้วยความเหนื่อย บางครั้งต้องแบกภาระ ความเป็นความตาย และความหวังของญาติมิตรผู้ป่วย เราต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า โรงพยาบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องสร้างหลักประกันที่แน่นอนกับโรงพยาบาลว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลนะ  เพื่อทางโรงพยาบาลจะได้ให้การรักษาอย่างเต็มที่ ถ้าสามารถดำเนินเรื่องอะไรที่เป็นสิทธิ์ที่ผู้ป่วยมีและพึงได้รับ ต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อยืนยันกันโรงพยาบาลครับ

       3.จากเหตุการณ์การดำเนินการเพื่อใช้สิทธิ์ค่อนข้างล่าช้าเพราะติด เสาร์ - อาทิตย์  ประกอบกับการหาเอกสารค่อนข้างช้าเพราะไม่รู้ว่าผู้ประสบเหตุเก็บไว้ที่ใหน เพราะฉะนั้น เราควร เก็บเอกสาร สำคัญที่เกี่ยวกับตัวรถไว้ใต้เบาะ  เช่น ทะเบียนรถ , พ.ร.บ. เป็นต้น ( แต่ถ้ากลัวหาย ถ่ายสำเนา เก็บใต้เบาะและเอาตัวจริงเก็บไว้ที่บ้าน)

   และอีกหลาย ๆ อย่างที่ผู้เขียนได้รับ...โอกาสหน้าจะมาแวะเยี่ยมเยียนใหม่  ท้ายนี้ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ความดีงามที่พี่สร้างมา ดลบัณดาลให้วิญญาณของพี่ไม่สู่สุขติ   พี่เขาไปดีแล้ว เหลือพวกเราที่ยังต้องดิ้นและสู้ชีวิตต่อไป  จุดหมายของชีวิตสิ่งนี้ทุกคนต้องประสพ...อย่างไร ...เมื่อไหร่  แล้วแต่บุญ แต่กรรมที่เราสร้างไว้    ชื่อและกายจากไป คงไว้ซึ่งความดีที่สร้างมา   หมั่นทำความดีนะครับเพราะชีวิตคนเรา ไม่แน่ -  ไม่นอน