ตึกอะไรเอ่ย เก่าที่สุดในคณะแพทย์ ม.อ.

            คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 ปีเดียวกับที่กระผมเกิดออกมาดูโลกแห่งนี้ มันจึงจำได้แม่นว่าอายุของคณะตัวเองนั้นเท่าไหร่กันแล้ว ยิ่งนับก็ยิ่งแก่ เฮ้อ

            สมัยก่อน เป็นที่กล่าวขานกันว่า โรงพยาบาลสงขลานครินทร์นั้นมีลักษณะโครงสร้างตึกที่ดีที่สุด เพราะดูโล่ง ทางเดินกว้างขวาง ไม่มีกลิ่นเหม็นยา (อันนี้ผมอ่านมาจากบทความที่คุณสุนทร อดีตเลขาฯคณะแพทย์เขียนลงในข่าวคณะแพทย์อีกทีครับ) แต่นั่นก็เป็นเมื่อก่อนนู้น ที่โรงพยาบาลมีตึกเพียง ตึก 13 ชั้น (ศัลย์ med) ตึก 8 ชั้น (เด็ก สูติ) ตึกพยาธิ-ออร์โธฯ 4 ชั้น และตึกผ่าตัดที่มี 3 ชั้นเท่านั้น

            ล่วงเข้ามาจนกระทั่งปีพ.ศ. 2538 เราก็มีตึกเพิ่มขึ้นมาอีกตึก นั่นก็คือ ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือตึก 100 ปีสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งการมาของตึกนี้ก็ได้ทำให้บรรยากาศทางทิศตะวันตกของโรงพยาบาลเปลี่ยนแปลงไป

            แรกเริ่มเดิมที เราคงจะยังพอจำกันได้ ว่าชั้นใต้ดินด้านนี้จะเป็นห้องฉุกเฉิน ที่เมื่อขับรถเข้ามา ต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อลงเนินมายังห้องฉุกเฉิน ความทรงจำของผมที่เกี่ยวกับห้องนี้ชักจะเลือนลางเต็มที นั่นก็เพราะว่า เมื่อต้องมาเป็นนักศึกษาแพทย์กองศัลย์ฯที่ต้องมาอยู่เวรที่ห้องฉุกเฉิน เขาก็ปิดให้บริการส่วนนี้ ไปเปิดห้องฉุกเฉินชั่วคราวอยู่ที่ห้องทำแผลฉีดยาในปัจจุบัน เนื่องจากมีการก่อสร้างตึกใหม่นั่นเอง

            คลินิกอายุรกรรมและนรีเวช ได้รับผลกระทบจากตึกนี้เต็มๆ เพราะแต่เริ่มเดิมทีเขาจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มองออกไปข้างนอกก็เห็นป่ายางเขียวขจี สลับกับฤดูใบไม้ยางร่วงราวเดือนเมษายนของทุกปี น่าจะสวยงามมากนัก แต่นั่นผมก็ไม่เคยเห็นเช่นเดียวกัน อาศัยจินตนาการเอา เพราะเมื่อมาเรียนในบริเวณนี้ เขาก็เริ่มเอาสังกะสีมาบังไว้เพื่อสร้างตึกไปซะแล้วเช่นเดียวกัน

            แต่ตึกร้อยปีที่เราภูมิใจนักหนา ก็เป็นที่ภูมิใจผมไปได้ไม่กี่ปี เพราะหลายๆอย่างนั้นไม่สามารถยืดอกได้เต็มๆนัก นั่นก็เพราะว่า ประตูลิฟท์ช่วงแรกขนาดเล็กกว่าปกติ เข็นเตียงคนไข้เข้าไม่ได้ ตัวตึกบดบังอากาศที่ควรไหลไปมาได้อย่างสะดวกบริเวณคลินิกอายุรกรรมและนรีเวช กลับกลายเป็นอากาศอับไปในทันที มืดทึบ และเสียงดังอื้ออึงจากพัดลมระบายอากาศ

            ระบบของภายในตัวตึกก็ค่อนข้างจะเป็นปัญหา เพราะว่าการระบายอากาศก็ไม่ค่อยดี ยิ่งยามบ่าย ที่พระอาทิตย์ส่องแสงเข้ามาทักทาย รับรองได้เลยว่า คนไข้หอผู้ป่วยศัลยกรรมประสาทและหอผู้ป่วยอุบัติเหตุต้องนอนชุ่มเหงื่อ ส่วนห้องผ่าตัดชั้น 3 ที่เคยวางแผนว่าจะได้ใช้ ก็ไม่ได้ใช้ดังใจหมาย อันนี้ผมก็ไม่ทราบสาเหตุ ว่าเป็นเพราะเหตุอันใด

            มาดูสภาพตัวตึกกันบ้างสิครับ สมัยก่อนเรามักจะเห็นเฉพาะตัวตึกด้านข้าง เพราะด้านหน้านั้นจะถูกบดบังไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย บางต้นอายุอานามก็น่าจะมากกว่าโรงพยาบาลด้วยซ้ำ แต่การเห็นเพียงด้านข้างก็เกินพอที่จะสาธยาย นั่นก็เป็นเพราะว่าสภาพของตัวตึกเก่าเร็ว ล่วงหน้ากว่าตึกใดๆในโรงพยาบาลนี้หลายเท่านัก ใครที่ไม่รู้จักโรงพยาบาลม.อ.มาก่อน ก็อาจจะเข้าใจว่า ตึกนี้สร้างมาร้อยปีแล้วเห็นจะได้ ทั้งโทรม ทั้งลอก แล้วยิ่งตอนนี้มีการตัดต้นไม้ด้านหน้าทั้งหมดออกไป เพื่อสร้างตึกใหม่ มองมาจากถนนหน้าห้างตราดอกบัวยามรถติดแล้วยิ่งใจหด เพราะเห็นตัวตึกร้อยปีนี้ได้อย่างชัดเจน ชัดแจ้งแดงแจ๋ จนในใจก็อดคิดไม่ได้เลยแม้แต่นิดว่า มันเป็นไปได้อย่างนี้เชียวหรือ ไม่อยากติดไฟแดงเลยครับ ต้องรีบๆไปดูกันนะครับ แบบนี้ อนาคตอาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว เพราะตึกใหม่กำลังจะเจริญงอกงามขึ้นมาบัง

           ปล.ย่อความ สังเกตดูอีกที ตึกเก่าของโรงพยาบาลผ่านการใช้น้ำแรงอัดสูง ล้างมาทั้งตึก ผมจำไม่ได้แล้วว่า 1 หรือ 2 ครั้ง ตลอดการเป็นหมอของที่นี่ แต่ตึกร้อยปีกลับไม่ยักกะมีใครมาล้างตึก ท่าจะกลัวสีมันลอกออกจนหมดตึกเป็นแน่แท้ ฮา

            มาถึงตึกใหม่ล่าสุดที่เปิดใช้ไม่ถึง 10 ปีกันดีกว่า นั่นก็คือ ตึกเฉลิมพระบารมี ที่ได้รับงบประมาณมาจากกองสลาก ตึกนี้สวยครับ สีเหลืองอ่อนๆ ตั้งเด่นเป็นสง่า ยามเมื่อเราถ่ายรูปมาจากลานพระรูปพระราชบิดา สวยงามมากจริงๆนะครับ

            ตึกนี้ก็มี 13 ชั้น โดยที่ชั้น 13 นั้นไม่ได้เป็นหอผู้ป่วย ผมเคยขึ้นไปดูชั้นบนสุด ที่ยังสร้างไม่เสร็จ (จนถึงปัจจุบัน) มันน่าจะเป็นห้องโถงที่สามารถสร้างเป็นห้องจัดเลี้ยง จัดประชุมได้สบายมาก น่าเสียดายทะลุหัวใจ ที่มันไม่ยอมมีการก่อสร้างต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผมเคยฝันหวาน ว่าสักวันหนึ่ง งานรับน้องใหม่ งานอำลา extern น่าจะได้จัดบนตึกนี้ที่ชั้น 13 คงจะซึ้งน่าดู

            แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรู้สึกดีกันมากเกินไป เพราะมองให้ดีๆก็จะเริ่มเห็นรอยราดำกินตัวตึกบ้างแล้ว บนสุดบริเวณด้านหน้าของตัวตึกอาจจะเป็นคราบสนิมเหล็กที่ย้อยลงมาอาบสี ทำให้บริเวณตัวอักษรชื่อตึกเริ่มสกปรก มองลงมาเรื่อยๆก็จะเริ่มพบคราบสีดำเปื้อนๆมากขึ้นทุกวัน ดีที่ยังไม่มีการหลุดลอกของสีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

            แปลกดีนะครับ วิทยาการสมัยใหม่ขึ้นทุกวัน เทคโนโลยีการผลิตสีมีมากมายมาแข่งขันกันในตลาด แต่ทำไมตึกของรัฐบาลกลับใช้สีที่โบราณอย่างรุนแรง หลุดลอกเป็นแผ่นๆง่ายดายเหลือเกิน ดูสิครับ ตึกไหนที่มีการสร้างขึ้นมาไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้ สีลอกจนแทบแยกไม่ออก ว่ามันลอกหรือเป็นเพราะตึกมันโบราณ อย่างตึกร้อยปีและตึกหอพักนักศึกษาแพทย์บินหลา 3 ซึ่งตอนนี้ต้องถูกปิดบูรณะเรียบร้อยโรงเรียนแพทย์ไปแล้ว ผมยังหมายความรวมไปถึงตึกของพวกเราคณะอื่นๆ หน่วยงานอื่นๆด้วยนะครับ ดูหอพักนักศึกษาที่อ่างน้ำก็เป็นตัวอย่างที่ดี ตอนนี้สีเขียวมันกลายเป็นสีเขียวด่างขาวไปเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ตึกนี้นี่สุดยอดกว่าใครๆ เพราะมันเพิ่งถูกเปิดใช้มาไม่ถึง 3 ปีด้วยซ้ำ หรือว่า เราต้องการแต่ของถูก ใช้เงินให้มันน้อยๆ สีที่ใช้จึงมีคุณภาพแย่ถึงแย่มากๆ บ้านเราที่มองเข้ามาจึงไม่งามตากว่าที่ควรจะเป็น

            เป็นอย่างไรครับ เราๆท่านๆ อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง สำหรับผมนั้น รู้สึกสะท้อนในใจลึกๆ ว่าบ้านที่เรารัก เราไม่สามารถดูแลการก่อสร้าง การทำนุบำรุงรักษาให้เป็นไปด้วยดี ความภาคภูมิใจที่เป็นเจ้าของบ้านมันเลยเปล่งไม่ออก บอกไม่ถูก แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังรักบ้านของผมแห่งนี้ไม่เคยเสื่อมคลายครับ