สตอมเซอจ

            ตามที่ได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเกิดสตอมเซอจ (Storm Surge) โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทย โดยความรุนแรงเท่ากับพายุไซโคลน นาร์กีส ก่อให้เกิดความแตกตื่นของประชาชนโดยทั่วไป นั้น
         
กรมอุตุนิยมวิทยา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง  ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ  ดังนี้

1. จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในรอบ 57 ปี ที่ผ่านมา พบว่ามีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาในอ่าวไทยตอนบน ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน แต่ความแรงลมของพายุมักน้อยกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2. การเคลื่อนตัวของพายุในอ่าวเบงกอลที่เข้าประเทศพม่าเกิดจากลมที่มีความชื้นมาก ทำให้พายุมีกำลังแรงขึ้นก่อนขึ้นฝั่ง แต่พายุที่เคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทย เกิดจากลมที่มีความชื้นน้อย ซึ่งจะทำให้พายุอ่อนกำลังลง และมีแรงลมน้อยกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
                3. สตอมเซอจที่เป็นอันตราย ส่วนมากเกิดจากพายุที่มีแรงลมมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
                 4. ลักษณะภูมิประเทศของพม่าเป็นแบบเปิดรับลมแรงจากพายุพัดเข้าฝั่ง ส่วนอ่าวไทยตอนบนเป็นแบบแคบและปิด รวมทั้งลมแรงที่พัดเข้าหาพายุ เป็นลมที่พัดออกจากฝั่ง มิได้พัดเข้าบริเวณก้นอ่าวไทย
                5. พื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทยตอนบนเคยเกิดสตอมเซอจ เมื่อครั้งพายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดชุมพร ในปี 2532 และพายุไต้ฝุ่นลินดา ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี 2540 แต่ไม่รุนแรง ซึ่ง
กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่าถ้าจะมีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาอีก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงมาก จะใกล้เคียงกับที่เคยเกิดจากอิทธิพลของพายุเกย์และพายุลินดา
                6. จากการติดตามการก่อตัวของพายุ
กรมอุตุนิยมวิทยา ยังไม่พบปัจจัยในการก่อตัวของพายุ

ที่จะเคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทยในระยะนี้ หากพบการก่อตัวของพายุและมีแนวโน้มว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาสามารถแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมป้องกันได้ไม่น้อยกว่า

5 วัน
                สำนักพยากรณ์อากาศ
กรมอุตุนิยมวิทยา  อังคารที่ 19 ส.ค. 2008

 

จากหลักฐานและข้อเท็จจริงที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ชี้แจงแล้วนั้น  ก็ขอแสดงความคิดเห็นว่า  สำหรับประเทศไทยคงจะไม่เกิดสตอมเซอจอย่างแน่นอน  เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศที่น่าเชื่อถือที่สุด