โจทย์การเรียนรู้อยู่ที่ใจ สุดแท้แต่ใครจริงจังและจริงใจกับการที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ช่วงบ่ายต้น ๆ ของวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ขณะที่นิสิตกำลังเตรียมตัว เตรียมใจลงแรงปลูกต้นไผ่อยู่นั้น ผมถือโอกาสเข้าไปพูดคุยกับนิสิต โดยให้นิสิตทั้งหมดนั่งลงกับพื้น ส่วนผมขออนุญาตนั่งบนเก้าอี้ เนื่องจากมีอาการปวดหลังอย่างหนัก อันเป็นผลพวงของการเดินทางอย่างต่อเนื่องของชีวิต

ผมจำเป็นต้องก้าวเข้าไปคั่นกลางกิจกรรม เพราะจากการสังเกตนั้น พบว่านิสิตจำนวนหนึ่งยังออกอาการงง ๆ กับรูปแบบการเรียนรู้ของกิจกรรมที่เราจัดขึ้น โดยเบื้องต้นผมก็เกริ่นบอกว่า นี่น่าจะเป็นเสมือนการปฐมนิเทศค่ายในแบบ “กลางครัน” เพราะกิจกรรมก็ดำเนินการต่อเนื่องมาถึงสองวันแล้ว แทนที่จะปฐมนิเทศก่อนลงสู่กระบวนการ แต่ผมกลับเลือกที่จะโผล่มาแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว

อันที่จริงเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้ มอบหมายหมายให้คุณสุริยะ สอนสุระ บอกกล่าวกับนิสิตบนรถบัสบ้างแล้ว ซึ่งว่าด้วยที่มาที่ไป รูปแบบการดำเนินงาน ข้อมูลทั่วไปที่เกี่ยวกับกิจกรรมที่จะมีขึ้น และบางเรื่องราวของมหาชีวาลัยอีสาน -

แต่จากการประเมินกว้าง ๆ นิสิตจำนวนหนึ่งยังคงสงสัยกับกระบวนการเรียนรู้นี้มาก โดยเขาคงมองว่า ไม่รู้จะทำอะไรดี ควรเตรียมอะไรบ้าง และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นนั้น ปั้นแต่งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใดบ้าง สำคัญคือ ไม่รู้โปรแกรมล่วงหน้าเลยว่าจะพบเจออะไรบ้าง

ผมถือโอกาสบอกย้ำให้ชัดๆ อีกรอบว่าโครงการนี้มีชื่อว่า “เรียนนอกห้องเรียน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สู่จิตสำนึกสาธารณะครั้งที่ 2”


ผมพยายามบอกย้ำให้นิสิตได้รับรู้ว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นนี้ เป็นเสมือนกระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ติดยึดกับกรอบเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยกับความเป็นมหาวิทยาลัยและองค์กรที่นิสิตสังกัด นี่คือการเรียนรู้อย่างไร้รูปแบบ โจทย์การเรียนรู้อยู่ที่ใจ สุดแท้แต่ใครจริงจังและจริงใจกับการที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองมากแค่ไหนเป็นสำคัญ โดยผมและทีมงาน เป็นเสมือนพาหนะคันหนึ่งเท่านั้นที่ทำหน้าที่พาพวกเขามา เมื่อถึงบึงใหญ่ก็จอดนิ่งให้ทุกคนลง เพื่อให้ทุกคนได้ดุ่มเดินสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง


บึงใหญ่ที่ผมเปรียบเปรยนั้น ก็คือมหาชีวาลัยอีสานที่ที่พวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ ณ ขณะนี้ .. มหาชีวาลัยอีสาน จึงเป็นเสมือนบึงใหญ่ที่หลากหลายไปด้วยวัตถุดิบแห่งเรียนรู้
เป็นบึงใหญ่ที่นกน้ำ นกทุ่ง สามารถเริงรื่นได้อย่างเสรี
เป็นบึงใหญ่ที่ไม่เคยขาดน้ำ เป็นบึงใหญ่ที่ไม่เคยไร้ร้างซึ่งพันธุ์พืช สัตว์ แมลง และนานาสรรพสิ่ง

ทั้งหลายทั้งปวงจึงขึ้นยู่กับว่าแต่ละคนจะมีความสุขกับการเรียนรู้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะมีความสุขกับการเรียนรู้ในมิตินี้กี่มากน้อย
และขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนกล้าพอที่จะเปิดตัวเองออกสู่กระบวนการเรียนรู้ในสไตล์นี้หรือไม่ ?

และบึงใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ คงไม่ขยับเข้าหาพวกเขา แต่พวกเขาต่างหาก ที่ต้องเคลื่อนตัวและเคลื่อนใจเข้าไปสัมผัส หรือจะกระโจนออกมาแล้ววิ่งตามมานั่งแช่อยู่บนรถที่จอดนิ่ง รอเวลากลับคืนสู่ห้องหับเดิม ๆ ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ก็คงสุดแท้แต่ใครจะปรารถนาเช่นใดเป็นสำคัญ

ผมพูดเช่นนั้นอย่างหนักแน่น แต่ก็ซ่อนเร้นนัยสำคัญอย่างลึก ๆ ว่า แท้ที่จริงแล้ว ทั้งผมและทีมไหล หรือแม้แต่พ่อครูบา ฯ ก็ยังคงแอบทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ประคับประคองพวกเขาอยู่อย่างเงียบ ๆ ..

นอกจากนี้แล้ว
ผมยังไม่ลืมที่จะขยายความเกี่ยวกับความหมายของชื่อโครงการที่ผมตั้งขึ้นอีกครั้ง โดยตอนแรกกะจะเฉลยในตอนท้าย แต่เกรงว่านิสิตจะพลัดหลงไปมากกว่านี้ เลยปรับแผนใหม่วกกลับมากล่าวซ้ำอีกรอบว่า โครงการดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นเพราะต้องการนำพานิสิตออกมาเรียนรู้สารัตถะชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งที่ยากยิ่งต่อการค้นพบในรั้วมหาวิทยาลัย และคงยากแสนเข็ญกับการต้นพบในห้องเรียนของแต่ละคน

- นอกห้องเรียน หมายถึง (1) นอกห้องเรียนในรายวิชาต่าง ๆ ที่เรียนในหลักสูตรมหาวิทยาลัย (2) นอกวิถีวัฒนธรรมของชมรม หรือองค์กรต้นสังกัดของนิสิต
- ปรับเปลี่ยนทัศนคติหมายถึง การต้องการให้นิสิตได้เข้าใจแนวคิดของการเรียนรู้ที่ไม่ติดยึดอยู่กับตำราเรียน แต่อยากให้นิสิตได้ตระหนักและเข้าใจว่า “ความรู้มีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง” ทุกสิ่งล้วนเป็นครู ทุกสิ่งล้วนเป็นความรู้ ทั้งความรู้ในคน และความรู้ในสิ่งแวดล้อมที่รายรอบตัวเรา
- สู่จิตสำนึกสาธารณะ หมายถึง การเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อบ่มเพาะจิตวิญญาณของการเป็น “ผู้ให้” และรวมไปถึงการสร้างเครือข่ายของกลุ่มคนที่มี “จิตอาสา” (จิตสำนึกสาธารณะ) ในมหาวิทยาลัย ที่พร้อมเสมอกับการเป็นผู้ให้ ทั้งในมิติของคนใกล้ตัว และผู้คนอันแสนไกลในชุมชนเมืองและชนบท


ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผมจึงร้องขอให้ทุกคนตั้งหลักใหม่กันอีกครั้ง ถอดวางหัวโขน ปล่อยวางวัฒนธรรมเดิม ๆ ขององค์กรลงอย่างสุภาพ และเปิดใจสู่การเรียนรู้ใน “บึงใหญ่” แห่งนี้ และโปรดอย่าเข้าใจว่า ค่ายนี้ไม่ใช่การออกค่ายเพื่อมาสร้างโน่นสร้างนี่ในทางวัตถุ หากแต่เป็นค่ายแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญา



และพึงรับรู้ว่า การเรียนรู้ในค่ายนี้ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ไม่ใช่ความรู้จะถูกจัดเตรียมให้อย่างเบ็ดเสร็จราวกับอาหารจานสวยที่แช่รอไว้ในตู้เย็น เพียงเดินไปเปิดตู้เย็นก็สามารถแต่ต้องสัมผัสลิ้มรสได้อย่างง่าย ๆ (เหมือนที่เคยพบเจอมาแล้วนับไม่ถ้วน) แต่จงพึงตระหนักว่า ณ ที่แห่งนี้ คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความรู้มีอยู่ในทั่วทุกวิถีก้าว ซึ่งนั่นก็ยังหมายรวมถึง การเรียนรู้กันและกันด้วยเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำอีกรอบว่า ที่นี่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เป็นเสมือนบึงใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่คงไม่ได้หมายความว่า ที่นี่จะมีป้ายแขวนไว้อย่างเป็นลายลักษณ์ว่าก่อเกิดมาอย่างไร มีอะไรบ้างเป็นเมนูพิเศษ แต่ขอให้ทุกคนก้าวเข้าไปด้วยใจ สัมผัสด้วยใจ และนำพาสิ่งที่สัมผัสได้ในแต่ละวันมาเปิดเปลือยแลกเปลี่ยนกันอีกรอบ เพราะเราต้องการให้การเรียนรู้ในครั้งนี้เป็นเสมือนการค้นหาสมบัติที่ต้องขึ้นเขาลงห้วย ท่องทะยานไปตามเส้นทางที่ไม่อาจรู้เลยว่าต้องพบเจออะไร ชวนให้เกิดภาวะตื่นเต้นและท้าทาย และนั่นก็หมายถึงสีสันของการเรียนรู้ ..สีสันของชีวิต …และสีสันที่ว่านั่นก็คือ การเรียนรู้อย่างมีความสุขนั่นเอง

เหนือสิ่งอื่นใด ผมยังสำทับอีกรอบว่า มหาชีวาลัยอีสาน เป็นหนึ่งในพื้นที่อีกมากมายของการเรียนรู้ที่มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งหวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเขาจะมีโอกาสได้ไปศึกษาเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผมแล้ว
ผมเป็นเพียงพาหนะที่นำพาพวกเขามายังที่นี่ ส่วนเขาจะกลับไปมือเปล่าหรือไม่นั้น ก็สุดแท้แต่ใจเขาจะปรารถนาก็แล้วกัน !

....

16 สิงหาคม 51
13.21 น.
ที่พัก มมส.
ก่อนการเดินทางกลับสู่มหาชีวาลัยอีกรอบ