บทเรียนจากคดี และ เหตุปัจจัยที่ทำให้แพทย์ถูกฟ้องร้อง
เนื่องจากว่ามีข้อมูลเพิ่มเติม และประกอบกับ ในบันทึก"เข้าคุกสามปีไม่รอลงอาญา"
ได้มีผู้มาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้.........
จากเหตุการณ์ศาลทุ่งสง ได้ตัดสินจำคุกแพทย์เป็นเวลาสามปีใน ความผิดที่กระทำโดยประมาท
เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยไม่รอลงอาญา ......ตามข้อเท็จจริงที่ทราบจากหนังสือพิมพ์
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ และจากคำพิพากษา
...เป็นกรณีผู้ป่วยมารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอำเภอเนื่องจากให้ติ่งอักเสบ
โดยมาพร้อมกับลูกสาว ทางรพ.ได้รับตัวไว้ แพทย์ชายคนหนึ่งเป็นผู้ผ่าตัด
และแพทย์หญิงอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ฉีดยาชาเข้าไขสันหลังเพื่อระงับความรู้สึก โดยมีพยาบาลสองคน
เป็นผู้ช่วยในห้องผ่าตัด
หลังจากแพทย์หญิงฉีดยาชาระงับความรู้สึกและเดินออกไปล้างมือ แพทย์ชายลงมีดผ่าตัด
ในช่วงเวลาที่ลงมีดพบมีพบเลือดสีดำไหลออกมา
และพบว่าผู้ป่วยเกิดอาการช็อก ระบบไหลเวียนล้มเหลว
จึงหยุดการผ่าตัดและช่วยฟื้นคืนชีพ จนหัวใจกลับมาเต้นได้อีก จากนั้นจึงส่งต่อรพ.จังหวัด
และผู้ป่วยได้เสียชีวิตใน 15 วันถัดมา
ผลชันสูตร พบว่าสาเหตุการตายเกิดจากระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวซึ่งเป็นผลโดยตรงจากเลือด
ไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ หรือเป็นผลจากจากฉีดยชาเข้าไขสันหลัง
ประเด็นที่นำมาสู่การพิจารณาคือ สาเหตุการตายคืออะไร ซึ่งในชั้นศาลสืบความทางการแพทย์ว่า
การฉีดยาชาในปริมาณสูง ผู้ป่วยอาจหมดสติแล้วหยุดหายใจได้ เชื่อว่าเกิดหลังจากการที่แพทย์หญิงฉีด
ยาชาให้ก่อนผ่าตัด มิได้เกิดจากการรักษาของแพทย์ชาย โดยแพทย์หญิงเองไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า
ให้ยาชาตามปกติ ตามกำหนดทางการแพทย์ (ตรงนี้ทำให้เห็นว่าไม่มีmedical recordที่ถูกต้อง)
ศาลจึงเห็นว่าแพทย์หญิงหาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอไม่ ถือเป็นการกระทำโดยประมาท
ปราศจากความระมัดระวังมาวิสัยที่พึงมี และหลังเกิดเหตุก็ไม่ได้บรรเทาผลร้ายแก่ญาติผู้ตาย
และให้การปฏิเสธตลอดมา จึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา มีผิดตามฟ้อง
เหตุการณ์ที่เกิด
ในตอนแรกญาติไม่ได้เริ่มต้นด้วยการฟ้องคดี เพียงแค่ต้องการทราบ และต้องการคำชี้แจงจากทางรพ.
ซึ่งก็มีอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทช่วยชี้แจงทำความเข้าใจ โดยญาติขอเพียงคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น
และหากเป็นควาบกพร่องจริงก็ขอให้ทำบุญเลี้ยงพระและขอโทษแม่เขา จะได้จบเรื่องกันไป
แต่มีความเห็นอื่นจากรุ่นพี่ส่วนกลางและกรรมการส่วนหนึ่งในสภาวิชาชีพให้ความเห็นว่าไม่ควรขอโทษ!!
การทำความเข้าใจเลยไม่เกิดขึ้น!!!
ญาติร้องเรียนผ่านกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา ซึ่งศาลพิพากษาให้กระทรวงชดใช้
เป็นจำนวนเงินหกแสนบาท (ซึ่งก็เทียบไม่ได้หรอกกับชีวิตคนที่สูญเสีย) ระบุว่า เป็นกรณีที่แพทย์ประมาท
แต่ไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทางกระทรวงต้องจ่ายเงินและมาไล่เบี้ยกับแพทย์ไม่ได้
แต่ปรากฎมีการอุทธรณ์ต่อว่า "คดีขาดอายุความ" ญาติจึงไม่ได้รับการชดเชยใดๆ
ขณะเดียวกันแพทยสภาวินิจฉัยว่า คดีไม่มีมูล ยกคำร้องเรียน!!! และตำรวจประสานงานทราบเรื่อง
ก็ไม่รับแจ้งความอีก ญาติจึงหมดหนทางใดๆ
จากนั้นได้ไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานอื่นๆรวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จนนำมาสู่คดีอาญาในที่สุด..........
บทเรียนจากคดี
เรื่องสำคัญทีสุดคือ....ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ กับผู้ป่วยและญาติ ควรเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
ไม่มีแพทย์คนไหนตั้งใจจะได้เกิดความเสียหายต่อผู้ป่วย และก็ไม่มีใครที่จะไปรพ.เพื่อหาเรื่องฟ้องแพทย์
ทุกอย่างเกิดจากการปฏิบัติตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกัน
กลายเป็นความขัดแย้ง และเมื่อเป็นความขัดแย้งก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยทำความเข้าใจระงับข้อพิพาท
ซ้ำร้ายยังมีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องฉวยโอกาสหาประโยชน์จากกรณีพิพาท ดังกล่าว
ทั้งแพทย์และญาติล้วนตกเป็นเหยื่อของระบบ!!!
แนวทางแก้ไขระบบ
-
ในช่วงแรกผู้บังคับบัญชา เช่น ผอ.รพ.ควรดูแลไกล่เกลี่ยและ
ถ้าเห็นว่าการกระทำนั้นมีความบกพร่อง อาจตั้งกรรมการสอบสวนและให้โทษทางวินัยเพื่อยุติเรื่อง
-
แพทย์รุ่นพี่ หรือใครก็ตาม ต้องไม่แนะนำแพทย์รุ่นน้องไม่ให้ขอโทษ ไม่บรรเทาความทุกข์ร้อนแก่ญาติ
แพทย์รุ่นพี่หรือบุคคลใดๆ ต้องมีมนุษยธรรม เห็นใจผู้อื่น คือเห็นใจเพื่อมนุษย์ด้วยกัน (คนที่แนะนำไปแล้วควรแสดงความรับผิดชอบด้วย)
-
หน่วยงานของรัฐควรจ่ายค่าเสียหายชดเชยให้
-
แพทยสภาควรรับเรื่องไว้ก่อน โดยถือว่าคดีมีมูล โดยเหตุการณ์นั้นมีผลถึงชีวิต โดยพิจารณาจากหลักจริยธรรม
หรือจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เมื่อมีผู้มาร้องเรียนและเกิดเหตุการณเช่นนั้นก็ควรรับเรื่องไว้
(คดีมีมูล ไม่ใช่แพทย์ผิดทุกประการ แต่หมายถึง เรื่องที่เกิดมีความเป็นไปได้ถึงการผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
และอนุกรรมการจริยธรรมก็จะสอบสวนพิจารณาโทษต่อไป)
-
กระบวนการฟ้องคดีอาญา การเขียนคำให้การในการต่อสู้คดี ต้องได้รับคำปรึกษาและการเตรียนการที่ถูกต้อง
สวัสดีครับ คุณหมออิน :)
คงต้องขอให้ความเห็นใจซึ่งกันและกันจริง ๆ ครับ ... เรื่องคงไม่เกิดขึ้นแบบนี เสียหายกันทั้งสองฝ่าย
ไม่เขียนบันทึกมานานนะครับ อิอิ
ขอบคุณครับ
เข้ามาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ขอบคุณค่ะคุณwasawat
เดี๋ยวจะขอหายไปอีก 2 เดือนนะคะ
----------------------------------------
ขอบคุณค่ะ อาจารย์ขจิต
นอกจากจะสอนภาษาอังกฤษ ยังสอนภาษาไทยด้วย อิ อิ
-----------------------------------------
ขอบคุณค่ะ หมอsarahที่มาี่ให้กำลังใจ
ขอส่งกำลังใจให้ด้วยค่า
จะสอบ board หรือยังครับ เอาใจช่วยนะ
^^ กำลังใจอยู่ตรงนี้ครับ
ค่า พี่โรจน์
สอบบอร์ดปีหน้าค่ะ
ไม่รู้จะได้เจอกันที่แพร่รึเปล่า(ประชุมเครือข่ายเวชศาสตร์ครอบครัวภาคเหนือ)
-------------------------------------------------------------
ขอบคุณค่าคุณsuksom
รับ +ให้กลับด้วยค้าบบบ
-------------------------------------------------------------
ตามท่านข้างบนมาครับ :)
เอารูปมาโม้ให้กับน้องหมอด้วย 555
สวัสดีค่าอาจารย์ทั้งสองท่าน
เห็นบรรยากาศน่าชื่นใจมั่กๆเลยค่า
มาให้กำลังใจหมอคนเก่งครับ
หมอคือผู้เสียสละ
การสื่อสารให้ข้อมูลซึ่งกันและกันจะช่วยป้องกันการเกิดปัญหาได้
สัมพันธภาพระหว่างประชาชนกับทีมสุขภาพเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก
คุณหมอหายไปครบ 2 เดือนแล้วนะคะ
สดชื่น สดใส รับปีใหม่ค่ะ