รอยยิ้มในโรงเรียนแห่งความสุข บ้านน้ำลัด

รอยยิ้มในโรงเรียนแห่งความสุข บ้านน้ำลัด ตอนที่ 2 (จบ)

Posted by ..ปาปารัสโซ่.. , ผู้อ่าน : 107 , 10:51:59 น.  
พิมพ์หน้านี้


ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ
http://www.oknation.net/blog/paparusso/2007/10/16/entry-2

ตัวอย่างเช่นในชั่วโมงภาษาไทยในวันหนึ่งที่เด็กเสนอว่าอยากทำการ์ดอวยพรให้กับครูอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นที่กำลังจะกลับประเทศ พวกเขาบรรจงแต่งแต้ม ออกแบบการ์ดนั้นเป็นงานฝีมือหลากแบบแล้วแต่จินตนาการของแต่ละคน บ้างไปเอาใบไม้มาแปะหรือลอกเอาเส้นใยมาแปะเป็นรูปต่าง ๆ เป็นงานฝีมือที่แทรกไปด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาไทยไปด้วย และเด็ก ๆ ก็ภูมิใจกับผลงานของตัวเอง

ในช่วงกลางวัน ณ โรงอาหารหรืออาคารเอนกประสงค์จะมีกิจกรรมหลายอย่างรวมทั้งเรื่องราวของ"จิตอาสา"ก็เกิดขึ้นที่นี่  ตั้งแต่พี่ช่วยดูแลการรับประทานอาหารของน้อง ๆ การเก็บกวาดทำความสะอาดเมื่อเสร็จแล้ว กิจกรรมร้องเพลงที่รุ่นพี่ที่สนใจดนตรีและเครื่องเสียงก็ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียง จัดลำดับการขึ้นร้องเพลงตามที่มาลงชื่อไว้ในสมุด เรียกว่าที่โรงเรียนแห่งนี้ เด็กทุกคนจะได้ร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้องอย่างน้อย 1 คน 1 เพลงต่อไป เป็นนโยบายของผู้อำนวยการเพื่อให้เด็กได้แสดงออก

ขณะที่ครูเปรมศรี ศรีแก้วขัน ประจำชั้น ป.1 และฝึกการทำของใช้ในครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่ายอาทิ น้ำยาล้างจาน   น้ำยาซักผ้า ฯลฯ ที่นอกจากเป็นกิจกรรมอาสาที่เมื่อจะทำเมื่อใดเด็ก ๆ จะอาสามาช่วยกันทำ และใช้ในโรงเรียนซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในโรงเรียนได้เพราะไม่ต้องซื้อจากข้างนอกเลย อีกทั้งเด็ก ๆ ยังนำความรู้นี้ไปถ่ายทอดให้กับผู้ปกครองทำใช้ที่บ้าน

ผอ.วิวัฒน์ กล่าวว่า  การที่จะทำให้เด็กมีความสุข  ครูต้องมีความสุขด้วย  มีปัญหาอะไรเราก็จะคุยกันเหมือนพี่เหมือนน้อง  3 ปีที่ได้อยู่ที่นี่ตนให้ความสำคัญกับครูทุกคน  ช่วยกันทุกเรื่อง    ทำงานเป็นทีม  ถึงแม้จะมีการแบ่งความรับผิดชอบตามงาน     แต่ทุกคนก็จะช่วยกันหมด    เพราะเราช่วยกันทั้งครูและเด็กบรรยากาศโรงเรียนแห่งความสุขจึงเกิดขึ้นที่นี่

สิ่งหนึ่งที่พบอยู่เสมอในโรงเรียนแห่งนี้ คือ อาสาสมัคร   ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ  (ส่วนใหญ่ผ่านทางมูลนิธิกระจกเงา)  รวมทั้งคนในชุมชนที่มีความสามารถด้านต่าง  ๆ ทั้งศิลปะ  วัฒนธรรม  หัตถกรรม  และงานช่าง     ทำให้เด็กที่นี่มีโอกาสได้เรียนรู้จากบุคคลภายนอกมาก   ซึ่งอาจจะมากกว่าเด็กในโรงเรียนอื่นๆ  อีกหลายโรงเรียน

อย่างไรก็ตามเพราะความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษาของนักเรียน รวมทั้งปัจจัยเงื่อนไขอื่นที่บีบรัด แม้จะมีความตั้งใจดีแต่บางครั้งครูก็ทุกข์เช่นกัน โดยเฉพาะกรณีเด็กมีปัญหาในการอยู่ร่วมกันอย่างไร  ทีมสุขภาพจิตโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์  และแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปช่วยเหลือด้วยการให้มีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับโรงเรียนอื่น ๆ ซึ่งโรงเรียนบ้านน้ำลัดก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการทำงานช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาร่วมกัน และมีตัวอย่างดี ๆ ให้กับโรงเรียนอื่นและก็เรียนรู้ตัวอย่างดี ๆ จากโรงเรียนอื่นเช่นกัน

ครูจินตนา   พึ่งขยาย   โรงเรียนบ้านน้ำลัด เล่าประสบการณ์แก้ปัญหากรณีเด็กที่มีปัญหาในโรงเรียน ด้วยวิธีการง่าย ๆ แต่ทำสามารถทำให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมได้ นั่นคือ ด้วยการใส่ใจ  ให้ความรัก  แทนการลงโทษ เป็นโดยเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ทำตัวเป็นทอม  ห้าว   และชอบใส่กางเกงลายพรางทหารมาโรงเรียนแทนการใส่กระโปรง  ซึ่งจากการหาข้อมูลจากคนใกล้ชิด  และจากการชวนเด็กคุย   และชวนเด็กรับประทานอาหารเช้าที่ครูห่อมาจากบ้าน  เนื่องจากเด็กไม่ได้รับประทานมาจากบ้าน ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน   ทำให้เด็กรู้สึกสนิทสนม และไว้วางใจ  จนในที่สุดเด็กก็เปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งตัว  ด้วยการพูดคุยเรื่องดังกล่าวของครูเพียงครั้งเดียว  

การแก้ปัญหาพฤติกรรม ที่ทีมผู้รับผิดชอบระบบการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาในโรงเรียนบ้านน้ำลัดใช้ในกรณีเด็กทะเลาะวิวาทกัน  คือ  การจับตัวคู่วิวาทมากอดและยิ้มให้กัน    ซึ่งเป็นการลงโทษที่ทำให้ทั้งผู้ที่ถูกทำโทษ และผู้ที่พบเห็นต้องอดยิ้มด้วยไม่ได้    พบว่าสามารถแก้ปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทกันได้ผลจริง

การเข้าไปร่วมช่วยเหลือทั้ง ครูและนักเรียนในลักษณะ "อาสาสมัคร" ล้วนมีส่วนทำให้เกิดบรรยากาศโรงเรียนแห่งความสุขขึ้นในวันนี้เพื่อส่งต่อเยาวชนเหล่านี้สู่ประชาชนที่ดีต่อไป ดังเช่นเสียงสะท้อนของเด็ก ๆ ชนเผ่าอย่าง "อาเอาะ เฌอหมื่อ" นักเรียนหญิงชั้น ป.6 จากชุมชนอาข่า ที่บอกว่าได้ทำกิจกรรมอาสามาตั้งแต่อยู่ ป.1 ช่วยโน่นทำนี่กับเพื่อน ๆ จนมาอยู่ ป.6 ก็คิดว่าถ้าจบไปไม่ได้เรียนต่อก็น่าจะมีทักษะอาชีพไปหาเลี้ยงตัวได้ จึงอาสาไปช่วยงานแม่ครัวเตรียมอาหาร ทำให้รู้เคล็ดลับในการทำอาหารหลายอย่างชนิดแล้ว  ในห้องครัว "อาเอาะ" มีหน้าที่เป็นลูกมือช่วยแม่ครัวเตรียมส่วนประกอบในการทำอาหาร เช่น ล้างผัก หั่นผัก หั่นฟักทอง เพื่อให้แม่ครัวลงมือบรรเลงอาหารรสชาติโอชะสำหรับเด็กๆ ต่อไป  "อาเอาะ" บอกว่ารู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการทำอาหารมื้อกลางวันสำหรับคุณครู เพื่อนๆ และน้องๆ ในโรงเรียน เมื่ออยู่ที่บ้าน "อาเอาะ" มีหน้าที่ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร ตักน้ำ ล้างจาน ซึ่ง "อาเอาะ" บอกว่าเธอขยันและกระตือรือร้นในการทำมากขึ้น เช่นเดียวกันเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่มาช่วยงานเช่นกัน

โรงเรียนบ้านน้ำลัดเป็นตัวอย่างหนึ่งของการปลูก "จิตอาสา"ให้แก่เด็กในโรงเรียนและจะติดตัวเขาไปในอนาคต โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องชาติพันธุ์ใด ๆ ขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันของครูนอกโรงเรียนทำให้ความเครียดและความทุกข์ของครูลดลง   ภูมิใจและมีกำลังใจตระหนักในหัวใจของความเป็นครูอย่างแท้จริง