การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์

โดยพิมพ์ศิริ สิทธิวัง  - 19 มิ.ย. 2547


การพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์

 

 

การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ครูต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ก่อน คือ


      1.
ความหมายของความคิดสร้างสรรค์
      2.
แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
      3.
วิธีการสอนและการจัดกิจกรรมการสอนของครู
      4.
การสอนความคิดสร้างสรรค์

ความหมายของความคิดสร้างสรรค์


      
ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง กระบวนการทางปัญญาระดับสูงที่ใช้กระบวนการทางความคิดหลาย ๆ อย่างมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น โดยมีอิสรภาพทางความคิด

แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์


ทอร์เรนซ์ได้กล่าวถึงการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้
      1.
ส่งเสริมให้เด็กถามและให้ความสนใจต่อคำถาม และคำถามที่แปลก ๆของเด็กครูไม่ควรมุ่งที่คำตอบที่ถูกแต่เพียงอย่างเดียวแต่ควรกระตุ้นให้เด็กได้วิเคราะห์ค้นหาโดยใช้การสังเกตและประสบการณ์ของตัวเด็กเอง
      2.
ตั้งใจฟังและเอาใจใส่ต่อการคิดแปลก ๆ ของเด็ก ด้วยใจเป็นกลางเมื่อเด็กแสดงความคิดเห็นในเรื่องใด ถึงแม้ว่าจะไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ควรรับฟังไว้ก่อน
      3.
กระตือรืนร้นต่อคำถามที่แปลก ๆของเด็กด้วยการตอบคำถามอย่างมีชีวิตชีวาและชี้แนะให้เด็กหาคำตอบจากแหล่งต่าง ๆด้วยตนเอง
      4.
แสดงและเน้นให้เด็กเห็นว่าความคิดของเด็กนั้นมีคุณค่า และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เช่น จากภาพที่เด็กวาด อาจให้นำไปเป็นภาพปฏิทิน ส.ค.ส. เป็นต้นซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ และมีกำลังใจที่จะคิดสร้างสรรค์ต่อไป
      5.
กระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูจะลดบทบาทของการชี้แนะและลดการอธิบายลงให้เด็กมีโอกาสริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเองมากขึ้นและยกย่องเด็กที่พยายามเรียนรู้ด้วยตนเอง
      6.
เปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้ หรือค้นคว้าอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอโดยไม่ต้องใช้วิธีบีบบังคับด้วยคะแนน
      7.
พึงระวังว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กต้องใช้เวลาและพัฒนาอย่างคอยเป็นค่อยไป
       8.
ส่งเสริมให้เด็กใช้จินตนาการของตนเองและยกย่องชมเชยเมื่อเด็กมีจินตนาการที่แปลกกว่าคนอื่น

วิธีการสอนและการจัดกิจกรรมการสอนของครูเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

 


      
วิลเลียมส์(Frank E. Williams) ได้สรุปวิธีสอนและการจัดกิจกรรมการสอนของครู เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไว้ 18 ลักษณะ ดังนี้
      1.
การสอน หมายถึงการสอนเกี่ยวกับความคิดเห็นในลักษณะความคิดเห็นซึ่งขัดแย้งในตัวของมันเองเป็นการฝึกฝนให้คิดในสิ่งที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิมที่เคยมีดังนั้นในการสอนครูจึงควรกำหนดหรือให้นักเรียนรวบรวมและเลือกข้อคิดเห็นแล้วให้นักเรียนอภิปรายโต้วาทีหรือแสดงความคิดเห็นในกลุ่มย่อยก็ได้
      2.
การพิจารณาลักษณะหมายถึงการสอนให้นักเรียนคิดพิจารณาถึงลักษณะที่แปลกแตกต่างไปกว่าที่เคยคิดรวมทั้งลักาณะที่คาดไม่ถึงด้วย เช่นให้คิดหาสาวนใดส่วนหนึ่งที่เห็นว่าแปลกประหลาดไม่เหมือนอย่างอื่นของดินสอ ยางลบหนังสือ เป็นต้น
      3.
การอุปมาอุปมัยหมายถึงการเปรียบเทียบสิ่งของหรือสถานการณ์ที่เหมือนกันคล้ายคลึงกันแตกต่างหรือตรงกันข้าม อาจอยู่ในรูปคำเปรียบเทียบ คำพังเพย สุภาษิตก็ได้ เช่น ลองคิดดูว่า ช้อนกับรถยนต์มีลักษณะเหมือนกันอย่างไร
      4.
การบอกสิ่งที่คาดเคลื่อนไปจากความจริง หมายถึง การแสดงความคิดเห็น ระบุบ่งชี้ถึงสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความจริง หรือขาดบกพร่องหรือสิ่งที่ยังไม่สมบูรณฅ์เช่น สมมุตว่า นักเรียนเป็นแมวที่เจ้าของลืมให้อาหารลองคิดดูว่าแมวมีวิหาอาหารอย่างไรบ้าง
      5.
การใช้คำถามยั่วยุและการกระตุ้นให้ตอบหมายถึงการตั้งคำถามแบบปลายเปิดและเป็นคำถามที่ยั่วยุและเร้าความรู้สึกนึกคิดให้ชวนคิดค้นให้ได้ความหมายที่ลึดซึ้งสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คำตอบจากคำถามลักษณะนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว แต่มีหลาย ๆ คำตอบเป็นคำถามที่มักลงท้ายว่า วิการใดบ้าง มีประโยชน์อย่างไรบ้างท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง
      6.
การเปลี่ยนแปลง หมายถึงการฝึกให้คิดถึงการเปลี่ยนแปลง ดัดแปลง การปรับปรุงสิ่งต่าง ๆที่คงสภาพมาเป็นเวลานานให้เป็นไปในรูปแบบอื่นและเปิดโอกาสให้เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีต่าง
      7.
การเปลี่ยนแปลงความเชื่อหมายถึงการฝึกให้นักเรียนเป็นคนที่มีความยือหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงคลายความยึดมั่นต่าง ๆ เพื่อปรับตนเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ
      8.
การสร้างสิ่งใหม่จากโครงสร้างเดิม หมายถึงการฝึกให้นักเรียนรู้จักสร้างสิ่งใหม่ กฎเกณฑ์ใหม่ ความคิดใหม่โดยอาศัยโครงสร้างเดิมหรือกฎเกณฑ์เดิมที่เคยมีแต่พยายามคิดพลิกแพลงให้ต่างไปจากเดิม
      9.
ทักษณะการค้นคว้าข้อมูลหมายถึงการฝึกให้นักเรียนรู้จักการสำรวจเพื่อหาข้อมูล
      10.
มานะที่จะค้นหาคำตอบจากคำถามที่กำกวมไม่ชัดเจนเป็นการฝึกให้นักเรียนมีความอดทนและพยายามที่จะค้นหาคำตอบต่อปัญหาที่กำกวมหรือเป็นสองนัย ลึกลับ หรือท้าท้ายความนึกคิดต่าง ๆ
      11.
ส่งเสริมการคิดเชิงญาณเป็นการฝึกให้รู้จักการแสดงความรู้สึกความคิดที่เกิดจากมีสิ่งมาเร้าอวัยวะรับสัมผัสการคิดทางอารมณ์ หรือการคิดจากลางสังหรณ์
      12.
การปรับตัวเพื่อพัฒนาตนเปฃ้นการฝึกให้นักเรียนรู้จักพิจารณาดูความพลาดพลั้งล้มเหลวซึ่งเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
      13.
ลักษณะบุคคลและกระบวนการคิดสร้างสรรค์เป็นการให้ศึกษาประวัติบุคคลสำคัญทั้งในแง่ลักษณะพฤติกรรมและกระบวนการคิดตลอดจนประสบการณ์ของเขาด้วย
      14.
การประเมินสถานการณ์เป็นการฝึกให้หาคำตอบโดยคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นและความหมายเกี่ยวเนื่องกันด้วยการตั้งคำถามว่าถ้าเกิดสิ่งนี้แล้วจะเกิดผลอย่างไร
       15.
พัฒนาทักษะการอ่านอย่างสร้างสรรค์เป็นการฝึกให้รู้จักคิด แสดงความคิดเห็นแสดงความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องที่อ่าน
      16.
พัฒนาทักษะการฟังอย่างสร้างสรรค์ เป็นการฝึกให้เกิดความรู้สึกนึกคิดในขณะที่ฟังหลังจากฟังบทความเรื่องรวดนตรี เพื่อเป็นการศึกษาข้อมูล ความรู้ซึ่งโยงไปหาสิ่งอื่น ๆ ต่อไป
       17.
พัฒนาทักษะการเขียนอย่างสร้างสรรค์เป็นฝึกให้แสงดความคิด ความรู้สึกและจินตนาการด้านการเขียนบรรยายหรือพรรณาให้เห็น ชัดเจน
       18.
ทักษะการมองเห็นภายในมิติต่าง ๆเป็นการฝึกให้แสดงความรู้สึกนึกคิดจากภาพในแง่มุมแปลก ๆ ใหม่ ๆ ไม่ซ้ำของเดิม

การสอนความคิดสร้างสรรค์

 


      
การสอนความคิดสร้างสรรค์นี้เป็นรูปแบบที่ใช้ปฏิสัมพันธ์ของกลุ่ม กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบรูปแบบการนี้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสอนที่ต้องการให้ผู้เรียนสำรวจเปรียบเทียบค้นหาเอกลักษณ์ และเข้าใจอย่างแท้จริง
      
การสอนความคิดสร้างสรรค์</ย่อหน้า<
มีขั้นตอนการสอน 6 ขั้น ดังนี้ (ชนาธิป พรกุล. 2545 : 131)
       1.
อธิบายหัวข้อผู้สอนเลือกวิชาสาขาใดก็ได้ที่ต้องการให้ผู้เรียนฝึกหัวข้อที่นำมาใช้อาจเป็นตัวละครจากนิยายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือมโนทัศน์ เช่นเสรีภาพ หรือ ความยุติธรรม ให้ผู้เรียนอธิบายหัวข้อเรื่องด้วยคำพูดหรือการเขียนผู้สอนเขียนคำเหล่านี้ลงบนกระดาษดำ โดยไม่เลือกว่าเป็นคำตอบที่ถูกหรือผิด
       2.
สร้างการเปรียบเทียบ จากข้อความบนกระดานดำที่ไม่มีความสัมพันธ์กันผู้สอนให้ผู้เรียนจัดให้เป็นหมวดหมู่พร้อมกับตั้งชื่อหมวดหมู่และอธิบายเหตุผลในการจัดหมวดหมู่เหล่านั้น
       3.
อธิบายการเปรียบเทียบของตนเอง ให้ผู้เรียนเลือกเรื่องแล้วสมมุติว่าตนเองเป็นสิ่งนั้น แสดงความรู้สึกถ้าเป็นสิ่งนั้น
            
ไม่มีการช่วยเหลือ - ฉันต้องทำสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ
      
มีอำนาจ -ฉันเป็นราชินี และฉันสามารถทำให้ผู้อื่นทำตามที่ฉันสั่ง
       4.
ระบุคำที่ขัดแย้ง ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญและน่าตื่นเต้นผู้สอนให้ผู้เรียนจับคู่คำที่ไม่ถูกกันเป็นคู่อริกัน เช่น
            
น่ากลัว กับ ปลอดภัย
            
ไม่มีการช่วยเหลือกับ มีอำนาจ
            
อิสระเสรี กับ ถูกจองจำ
            
คำแต่ละคำมีความขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัดเจนให้ผู้เรียนอธิบายเหตุผลที่เขาคิดว่าคำแต่ละคำเป็นอริกันแล้วให้ผู้เรียนให้คะแนนว่าคำคู่ใดมีความขัดแย้งกันมากที่สุด
            5.
สร้างการเปรียบเทียบขึ้นใหม่ให้ผู้เรียนสร้างคำเปรียบเทียบคู่ใหม่ โดยใช้คำคู่ที่เลือกว่าดีที่สุดในขั้น 3 เช่นถ้าเลือกอิสระเสรี และจองจำ
การเปรียบเทียบใหม่อาจเป็น
            
เสืออยู่ในกรง
            
มนุษย์ในสังคม
            
นักบินในยานอวกาศ
       6.
ทบทวนหัวข้อที่เริ่มต้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำมาเปรียบเทียบที่สร้างใหม่ไปเปรียบเทียบกับหัวข้อในขั้นที่ 1 ถ้าคำเปรียบเทียบที่เลือกคือเสือในกรง และผู้สอนกำลังต้องการสอนตัวละครในนิยายผู้สอนจะให้ผู้เรียนอธิบายลักษณะของเสือในกรง แล้วเปรียบเทียบกับตัวละคร