สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตก็หาใช่จำเป็นอย่างแท้จริงไม่

อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทที่ต่างกัน

                                      พงศา สำราญพงษ์

                                                           ๙ สิงหาคม ๒๕๕๑

 

                เงินบาทเป็นเงินไทย เป็นสกุลเงินหนึ่งในโลกที่เป็นที่ยอมรับของเงินสกุลอื่น สามารถแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลอื่นได้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามฐานะทางเศรษฐกิจและหน่วยนับสมมุติของเงินสลกุลนั้น ๆ

                เงินทุกสกุลเป็นสิ่งสมมุติขึ้นว่ามีค่า ใช้เป็นตัวกลางเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือสิ่งที่เจ้าของเงินต้องการในอัตราที่สมมุติขึ้นเช่นกัน ว่าสินค้าใด มีความจำเป็น มีความต้องการมากก็ใช้ตัวกลางแลกเปลี่ยนมากขึ้น

                หัวเรื่องบทเขียนฉบับนี้ มิได้มีเจตนานำเงินบาทแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลอื่น แต่จะเปรียบเทียบค่าของเงินบาท แลกกับสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพ หรือ ให้ได้มาซึ่งความสุข ต้องใช้เงินจำนวนมากแลกมา ในขณะที่บางคนใช้เงินน้อยกว่าแต่ได้สิ่งจำเป็นและความสุขมาได้   กับต้องขออภัยที่ข้อเขียนแสดงความคิดเห็นรุนแรงไปบ้าง

                สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตก็หาใช่จำเป็นอย่างแท้จริงไม่ บางสิ่งจำเป็นมาก บางสิ่งจำเป็นน้อย บางสิ่งจำเป็นเทียม ความสุขในการดำรงชีวิต มีทั้งสุขแท้จริง สุขไปวัน ๆ สุขสมมุติ (ความจริงมันคือทุกข์) การจะได้สิ่งจำเป็น สิ่งที่ต้องการ การจะได้ความสุข (หรือทุกข์ไม่แน่ใจ) ต้องใช้เงินแลกเปลี่ยนมา เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่ว  แต่สิ่งของจำเป็นจริง ๆ ความสุขจริง ๆ กับชีวิตอาจไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก หรือไม่ต้องใช้เงินแลกเปลี่ยน กินอาหารอิ่มหนึ่งบางคนใช้เงินไม่เกินห้าสิบบาทหรือร้อย  บาท บางคนต้องใช้เงินแลกเปลี่ยนมากกว่านั้น อิ่มหนึ่งใช้เงินหนึ่งร้อยบาท กับอิ่มหนึ่งใช้เงินห้าร้อยบาทหรือมากกว่านั้น ได้พลังงานเท่ากัน อิ่มเหมือนกัน แต่ค่าของเงินต่างกัน อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่างกัน    บางทีอิ่มที่ใช้เงินมากอาจเกิดทุกข์มากกว่า  ความสุขมากมายใช้เงินน้อยหรืออาจไม่ต้องใช้เลย กับความสุขที่ต้องใช้เงินแลกมาจำนวนมาก จึงเห็นได้ชัดว่าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินต่างกัน ผู้ฉลาดเท่านั้นที่เข้าใจในสิ่งสมมุติได้ ฉะนั้น คนหาเงินได้มากไม่เก่งเท่ากับคนที่ใช้ประโยชน์อันแท้จริงจากเงินได้มากกว่า

                ขอฝากให้คิดว่าไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนที่แน่นอนว่าเงินกับผลประโยชน์ตอบแทนควรใช้อัตราแลกเปลี่ยนเท่าใด อย่างไร อยู่ที่ใจของเจ้าของเงินต่างหาก ที่จะใช้ให้เป็น ประโยชน์สุข  ห่วงใยต่อพนักงานในโรงงาน เพราะเป็นสังคมชั้นสูง มีรายได้สูง ใช้จ่ายสูง แล้วเหลืออะไร ในสังคมชั้นสูงของท่าน มิใช่มีรายได้สูงทุกคง แต่เมื่ออยู่ในสังคมชั้นสูงเห็นเขาใช้จ่ายสูง ก็จ่ายบ้างลืมไปว่าเรารายได้ต่ำ แต่รสนิยมสูง กิเลสหนา ตันหาครองโลก เป็นเครื่องมือของวัตถุนิยม บุคคลเหล่านี้น่าเป็นห่วง

                จงใช้ความฉลาดของทุกท่านแลกเปลี่ยนเงินบาทให้ได้อัตราสูงสุดเถิด