หลังจากเราพักดื่มกาแฟกันแล้ว ก็มาเรียนกันต่อ อาจารย์ได้พูดถึงระบบการศึกษาไทยที่มีปัญหาอ่อนแอมาก
โครงสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนแข่งขันเอาเปรียบเห็นแก่ตัว เช่น –
-ระบบการศึกษาที่ไม่เอื้อให้เด็กแบ่งปันหรือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
-สังคมบริโภคนิยม เช่น สื่อโฆษณาที่ปั่นให้เราอยากได้ อยากเอา อยากมี และยั่วยุให้เราขาดพลังแห่งสติหรือขาดการใคร่ครวญอย่างแท้จริง
-ระบบการศึกษา ที่ขาดความเป็นเพื่อน แข่งขันสูง สร้างหรือตอกย้ำให้ต้องเหนือกว่าผู้อื่นเป็นคนธรรมดาไม่ได้ ปัจจุบันระบบการศึกษาเชื่อว่าต้องแข่งขันจึงจะเรียนรู้
การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ตั้งแต่ในระดับครอบครัว ระดับโรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆ ความคิด ความเชื่อ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองสถาบันต่างสอนให้รู้สึกว่าตัวกูคือผู้ยิ่งใหญ่
การมองอย่างคลาดเคลื่อนจากความจริง การตัดสินจึงตายตัว
๑.มองแต่เปลือกนอกจึงปิดบังความจริง ไม่เห็นแก่นแท้ของเขา เห็นแต่กะพี้ บางทีเราดูคนว่าดีหรือไม่น่าคบหรือไม่ จากฐานะ ดูจากการแต่งกาย สถานะทางการเงิน
การศึกษาไม่ได้สอนให้ดูธาตุแท้ของมนุษย์ (เอ่ยถึงอ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ซึ่งจะมาสอนพวกเรา ไม่จบอะไรเลย)
ความสามารถในการเข้าถึงการปล่อยวางได้ จึงจะเป็นมนุษย์แท้
๒.มองแบบหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เรามองเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเขาเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็มองเขาอย่างนี้ มองว่าคนนี้ไม่ดีก็จะมองว่าเขาไม่ดีตลอดเวลาไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ผมได้พูดคุยกับ อ.ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ บังยุบ และพวกเราในกลุ่ม ถึงเรื่องนี้ บังยุบน่าจะขยายได้) ต้องเชื่อว่าเมื่อเราจัดหรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่เหมาะสมได้ก็สามารถทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ มนุษย์มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง
๓.มอบแบบดำหมดขาวหมด มองในแง่เดียว ไม่มองในแง่ดีของเขามองแต่ด้านมืดมนุษย์มีเมล็ดพันธุ์ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี และเราก็มักจะรดน้ำเมล็ดพันธุ์ด้านไม่ดีซึ่งกันและกันตลอดเวลา เช่น ใช้ความรุนแรงทั้งวาจาและการกระทำ
๔.การตัดสินความจริงที่เกิดขึ้นเฉพาะตรงหน้าเท่านั้นว่าจริงแท้ และมองจากความคิดทั้งๆที่ไม่เห็นจริง เช่น กรณีในเรื่องคำพิพากษา ที่ไอ้ฟักนอนให้ห้องกับแม่เลี้ยง แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็นแต่เข้าใจเอาเองว่าต้องหลับนอนกันแน่ หรือกรณีเด็กร้องไห้ในรถไฟฟ้าใต้ดินแต่พ่อไม่ดูแล เราก็ตัดสินว่าพ่อเขาไม่ดูแล เราไม่เห็นว่าก่อนหน้าที่เราจะเห็นเหตุการณ์นั้นๆมันมีอะไรเกิดขึ้นก่อน
๕.การมองแบบติดกับพฤติกรรมของคน เช่น เห็นเขาก้าวร้าว เวลาคุยกับเรา ก็เชื่อว่าเขาต้องก้าวร้าวกับคนอื่นๆโดยไม่มองว่าเขาก้าวร้าวเพราะเหตุใดหรือมีเหตุเบื้องหลังความก้าวร้าวนั้นอย่างไร
๖.มองแบบเชื่อหรือยึดมั่นในความเชื่อของกลุ่มตัวเอง เช่น อยู่ในกลุ่มศาสนาใดก็ยึดมั่นตามความเชื่อทางศาสนานั้นๆว่าถูกต้องเพียงเท่านั้น
การแปรเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นพลังสร้างสรรค์
-การสื่อสารที่สร้างสรรค์ระหว่างกัน ไม่บิดเบือนความจริง ไม่บิดเบือนสร้างข่าวลือ ใคร่ครวญคำพูดให้มากขึ้นไม่พูดส่อเสียด ดูถูกดูหมิ่น กดขี่ ข่มเหง เหยียดหยาม พูดกันด้วยความรัก
-ปรับโครงสร้างที่อยุติธรรมในสังคมใหม่ ให้เป็นโครงสร้างที่มีเมล็ดพันธุ์ด้านดีของมนุษย์ได้แสดงพลังออกมาให้เต็มที่ เราอยู่โครงสร้างที่ปิดบังการตรวจสอบได้ เลวร้ายมากทำให้เกิดปัญหา ต้องกระตุ้นให้คนคิดเอง สร้างความมั่นใจตนเอง ให้เป็นระบบที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ดร.ต่าย : ในเรื่องความเชื่อหรือศาสนาที่ถูกยึดมั่นมานาน เราจะมีวิธีการคลี่คลายได้อย่างไร
อาจารย์ตอบ: ลดการต่อต้าน ต้องสร้างความเชื่อใหม่ว่า ศาสนาเราไม่ได้ดีที่สุดศาสนาเดียว ศาสนาอื่นๆก็มีสิ่งดีๆที่น่าเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละศาสนา ทุกศาสนามีคำสอนในสาระสำคัญสอนเรื่องความรัก แต่เราลืมที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ ถอดเสื้อศาสนาที่สวมออกไปก่อน,ต้องมีการปลดระวางการตั้งป้อมออก แล้วจึงมาคุยกัน
พี่แดง เตือนใจ ดีเทศน์ :คณะกรรมการศาสนาเพื่อสังคม มีกิจกรรมเชื่อมโยงให้นักบวชทุกศาสนาเข้าหากัน อยากเห็นการประสานงานกับกระทรวงวัฒนธรรม อยากให้นักการเมืองสนใจศาสนธรรมมากขึ้นเพื่อให้สภาเป็นสภาของสัปบุรุษอย่างแท้จริงและนศ.หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ควรนำหลักศาสนธรรมมาปฏิบัตินำไปใช้กับตนเองกับเครือข่ายและเชื่อมโยงกับคณะกรรมการศาสนาเพื่อสังคม และขอให้อาจารย์เล่าว่ายังมีการดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร
อาจารย์ตอบว่า ยังทำอยู่แต่เป็นกลุ่มเล็กๆ และยังเชื่อมโยงเครือข่ายอยู่
คุณ ศุภชัย : ในภาพยนต์เรื่อง “ชอแชงรีเด็มชั่น” (อิอิ คุณศุภชัยยกตัวอย่างหนังถามอาจารย์แต่ละท่านเป็นชื่อภาษาอังกฤษ ผมไม่รู้จักสักเรื่อง อิอิ เพราะเวลาไปดูหนังจะดูแต่ชื่อไทย แล้วเรื่องนี้ก็ไม่กล้าเขียนภาษาอังกฤษด้วย ไม่รู้เขียนว่าไง เอิ้กๆ)(ShawShank Redemsion อิอิ บังเอิญไปเจอะหนังสือเขียนถึงหนังเรื่องนี้หน่อยนึง เขาเขียนยังงี้แหละ อิอิ) และยังเศร้าใจกับเรื่องราวในหนัง ซึ่งมีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน ส่วนของสังคมจะเอื้อมเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหาตรงนี้ในทัศนะของอาจารย์มีอะไรบ้าง
อาจารย์ตอบ : ต้องทำตั้งแต่เด็ก โดยหากมีการจัดปรับระบบการศึกษาให้ได้เรียนรู้ที่จะหลีกหนีไปจากโลภ โกรธ หลง น่าจะช่วยได้บ้าง ทำที่ครอบครัวก่อน ตอนนี้การเรียนการสอนมันมุ่งเข้าไปหาโลภะ โทสะ โมหะ ถ้าครอบครัว สังคมเปิดโอกาสให้คนทำสิ่งใดด้วยตนเองได้บ้าง โดยอาจจะเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆที่พอจะทำเองได้ก่อน การจัดโฮมสกูลของครอบครัวเองก็อาจจะมีส่วนที่จะแก้ไขปัญหาได้
คุณศิริบูรณ์ : ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมายกำลังบอกว่าประชาชนของเรากำลังพึ่งพิงคนอื่น เราปล่อยให้มีการพึ่งพิงอำนาจของกระบวนการยุติธรรม เราควรแสดงออกถึงการไม่พึ่งพิง เช่น การประท้วง และไม่ตัดสินตายตัวโดยตัดสินจากสถานการณ์ที่เราเห็น ปัญหาคือ เราจะรู้ปูมหลังได้อย่างไร เราควรจะเชื่ออย่างไร เพราะข่าวมันเยอะมาก จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
อาจารย์ตอบว่า หากเราเปิดโอกาสให้เราทำด้วยตัวเราเองได้ มันก็น่าจะดีกว่าเรื่องการพึ่งพิง เช่น พ่อแม่ลูก จะทำอะไรมีคนอื่นทำให้ เด็กทำเองไม่เป็น ควรกำหนดเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ ให้เขาทำเอง คิดเอง ก็ทำได้ หากเป็นเรื่องยากต้องใช้ผู้มีความรู้เฉพาะทางก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ท่านชาติชาย: ชายลักทรัพย์สร้อยคอ ๑ บาท ส่งศาล อีกคนหนึ่งลักทรัพย์ ๑ บาท ไปสืบเสาะ คนแรกลักเพราะติดนิสัยขี้ลักขี้โขมยเป็นประจำ คนที่สองที่ลักเพราะเป็นหนี้ จะลงโทษเท่ากันหรือไม่ แล้วก็จูงให้ว่าเราคิดว่าคนลักเพราะติดนิสัยขี้ลักขี้โขมยควรจะถูกลงโทษหนักกว่า
อาจารย์ก็ตอบว่า: มีแนวโน้มเช่นนั้น
ท่านชาติชาย : เฉลยว่าการตัดสินที่ควรทำคือลงโทษเท่ากัน แต่อาจจะใช้วิธีรอการลงโทษสำหรับกรณีสองให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละกรณีไป
ผมจดไว้แค่นี้แหละครับ รู้สึกว่าจะมีอีกสักสองสามคำถามที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา แต่ไม่ได้จด เพราะมีภาระกิจทำอะไรสักอย่าง แต่แค่นี้ก็ยาวเฟื้อยแล้ว อิอิ จบก็แล้วกันนะ ไว้ตามอ่านเรื่องอื่นต่อเหอะ...อิอิ
สวัสดีครับท่านอัยการชาวเกาะ
กราบขออภัยด้วยนะครับที่ย้าย ออกจากภูเก็ตแต่ไม่ได้ไปอำลา คงมีโอกาส ได้ไปคารวะ อีกครั้งครับ
ด้วยความระลึกถึงครับ
รพี กวีข้างถนน
สวัสดีครับ
ยิ่งเรียนไปก็ยิ่งอยากจะยกมือถามมากมายหลายคำถาม
และบางครั้งก็คิดว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนนั้น มีข้อจำกัดเหลือเกิน
และส่วนใหญ่เป็นการรับข้อมูลที่มากมายฝ่ายเดียว
หากฟังแล้ว มีประสบการณ์ ก็สามารถมีความคิดที่สอดคล้องหรือแตกต่างได้
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประสบการณ์ทั้งจากผู้สอนและผู้เรียนรับฟังนั้นไม่เท่ากันแน่นอน
จึงทำให้น่าสนใจที่จะหาความจริงของแต่ละคนกันต่อไป
เป็นการอบรมที่ดีจริงๆ ครับ
ขอบคุณท่านอัยการอีกครั้งที่นำมาถ่ายทอดได้อย่างดี
ผ่านมาศึกษาร่วมรู้ด้วยครับ ได้รับความรู้สึกที่ดีๆ
เกณฑ์การศึกษาที่เป็นกรอบ แม้กระทั่งสิ่งเร้าทางวัตถุขยะรอบตัว ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญครับ
ขอบคุณมากครับท่าน
เรียนท่านอัยการค่ะ
ขาดเรียนไปหลายวันเลยค่ะช่วงนี้ แต่ติดตามเรียนย้อนหลังเรียบร้อยแล้ว (ต้องรีบบอกเดี๋ยวท่านจะเข้าใจว่าเรตติ้งตก อิอิ)
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการเรียนของเด็กนะคะ ขอเล่าสู่กันฟังว่า ที่ รร.ของลูกในชั้นประถม ก่อนวันปิดเทอม คุณครูใหญ่จะมี จม.ถึงผู้ปกครองเพื่อแจ้งให้ทราบว่า วันสุดท้ายจะแจกผลการเรียนของลูก ขอความร่วมมือผู้ปกครอง เช่น
การเปิดผลการเรียนของลูก ขอให้ทำที่บ้าน หรือในที่ส่วนตัวและค่อยๆ อธิบายให้เด็กเข้าใจถึงผลการเรียนของเขา โดยไม่ให้เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เพราะ รร.เชื่อว่าเด็กทุกคนมีความสามารถ มีศักยภาพในการเรียนรู้ และผลการเรียนไม่ได้ตัดสินอะไรมากมาย เพียงต้องการดูพัฒนาการของเด็กในแต่ละเทอม หากลูกของท่านทำได้ถึงเลขนี้ แปลว่า ทำได้ตามเป้าหมาย แต่หากทำได้ถึงเลขนี้ แปลว่าเกินสิ่งที่ครูคาดหวัง ผลการเรียนไม่มีการจัดลำดับที่ หนึ่ง ถึงคนสุดท้าย ไม่เคยมีผู้ปกครองหรือเด็กในห้องทราบกันว่าใครได้อะไรเท่าไหร่ ซึ่งเท่าที่พบ ไม่มีใครถามกันเลยค่ะ ว่าลูกเธอได้อะไร ลูกฉันได้อะไร ถือว่าเป็นมารยาท เพราะการที่ครูบอกแล้วว่าไม่ให้เปิดผลการเรียนที่ รร.เพราะ ไม่ต้องการการเปรียบเทียบ
จากตรงนี้ เราได้อะไร อ้อยสังเกตว่าว่าเด็กๆ ไม่เครียด ไม่ปลูกฝังแนวคิดของการแข่งขันและการเปรียบเทียบ และทุกเทอมจะมีวันให้ ผู้ปกครองพบคุณครูในทุกวิชา เป็นรายบุคคล เปิดโอกาสให้เราถามได้หมด รวมทั้งแนะนำวิธีการต่างๆ ให้เรานำกลับมาใช้ที่บ้าน โดยไม่ให้มีเด็กเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ คุณครูก็จัดอบรมการเป็นพ่อแม่เชิงบวกให้เราด้วย(Positive parent)ประมาณ 9 ชม.ค่ะ ฟรีพร้อมอาหารว่าง (เลยชอบไป ฮ่าๆๆ)ให้ผู้ปกครองแลกเปลี่ยนความเห็นกัน อันนี้ค่ะสนุก เพราะแต่ละคนจะมีกลยุทธ์ในการจัดการกับลูกได้สารพัดวิธี เอามาแลกเปลี่ยนกัน และเราจะได้วิธีการเก๋ๆ ที่สร้างสรรค์ มาปรับใช้กับลูกเราบ้าง (ซึ่งต่างกับการประชุมผู้ปกครองของบาง รร.ในปท.สารขันธ์ ที่เชิญพ่อแม่มานั่งฟัง รายงานผลประกอบการของ รร.)
จากตรงนี้ จะเห็นว่าพัฒนาการของเด็กต้องเชือมโยงกันเป็นระบบ ตั้งแต่ครอบครัวถึงสถาบันการศึกษา ไม่ใช่การผลักภาระไปที่สถาบันใดสถาบันหนึ่ง และก็โยนปัญหาให้ก๊าซโซฮอล์ อิอิ
วันนี้ เล่ายาวเลยค่ะ เพราะขาดเรียนไปหลายวัน อิอิ
ขอบคุณนะคะสำหรับบทเรียน อ้อย
สวัสดีครับทุกท่านครับ
ขออภัยที่มาตอบช้า เนื่องจากเดินทางกลับจากระยองในวันจันทร์ถึงภูเก็ตดึกครับ รุ่งเช้าขึ้นมาเป็นวันแม่ไปพังงา ไปบรรยายให้เด็กๆฟังเพื่อให้เรารักการอ่านที่ห้องสมุดชุมชนบ้านช้างเชื่อ กว่าจะเข้าไปถึง ขับรถไปร้อยกว่ากิโลครับ กลับอีก ร้อยกว่ากิโล ไม่ได้มีค่าตัวอะไรหรอกครับ เห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตตั้งใจทำความดี เพื่ออนาคตของชาติก็ไปช่วยเขาบรรยายให้เด็กอนุบาลและเด็กประถมฟังครับ ต้องมีลูกเล่นทุกรูปแบบทำให้เขานั่งฟัง ๑ ชั่วโมงเต็มๆ แต่ถือว่าตั้งใจเป็นความสุขที่ได้ทำประโยชน์ในวันแม่ครับ กลับมาที่พังงาตอนเย็นมารับแม่ไปทานข้าวกับพี่และน้อง แล้วจึงกลับภูเก็ตครับ หมดแรงเลยไม่ได้ตอบอีก อิอิ ตื่นเช้าขึ้นมา อิอิ ตื่นสายครับ ไปทำงานเจอสำนวนกองโต นั่งอ่านสำนวนจนเย็น กลับมาเปิดคอมนี่แหละครับ
สวัสดีครับคุณรพี
อ้าว...ย้ายแล้วหรือครับ เสียดายไม่ได้เลี้ยงส่งกันสักตั้ง แต่ช่วงนี้ผมก็ขึ้นลงกทม.เกือบทุกอาทิตย์ครับ
เอาไว้เจอกันผมจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงสักมื้อนะครับ
เรียนท่าน อท.ครับ
บรรยากาศในการเรียนแบบนี้ดีมากครับ แต่การเรียนแบบใหม่ๆนี่มีปัญหากับการเบิกเงินเหมือนกันนะครับ เราไปเรียนนอกสถานที่ วิทยากรก็บรรยายบนรถ ไปบรรยายที่สถานที่จริง เห็นลุงเอกบอกว่าการเบิกเงินมีปัญหา เพราะเจ้าหน้าที่ท้วงติงว่าจะเรียกว่าบรรยายได้อย่างไร การบรรยายต้องบรรยายในห้อง เล่นเอาลุงเอกมึนไป ป่านนี้ยังไม่หายมึนเลยครับ อิอิ
การเรียนแบบนี้ ที่สำคัญผู้เรียนก็ต้องอยากรู้ อยากและเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย แล้วความคิดจะแตกฉาน อย่างที่ท่านอ่านแล้วรู้สึกมีคำถามมากมาย แสดงว่าท่านคิดตามในสิ่งที่พวกเราเรียนกัน แต่บางทีก็เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ ไม่น่าจะใช่นะ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม วิทยากรก็จะยั่วให้เราเกิดความคิด คนที่ชอบฟังชอบคิดหาคำตอบก็จะสนุก แม้บางครั้งเที่ยงแล้วก็ยังมันที่จะเรียนรู้ แต่เพื่อนอีกหลายคนก็อยากไปกินข้าว ที่สนุกก็คือเพื่อนๆมองเป็นเรื่องตลกในการที่มีเพื่อนชอบซักถามและมีดาราประจำ อิอิ มาอำมาแซวกัน สนุกดีครับ
อยากให้ท่านเห็นบรรยากาศในห้อง และเสนอความคิดโต้แย้งกับอาจารย์ครับ ผมพอนึกได้เลาๆว่าสองสามคำถามที่ไม่ได้จดนั้นเป็นเรื่องความคิดเห็นทางศาสนา ที่อาจารย์ยกตัวอย่างว่า หากผู้นับถืออิสลามลดความเชื่อลงบ้างก็อาจคลายความรุนแรงหรืออะไรทำนองนั้น แต่ก็ถูกโต้แย้งทันทีในทำนองว่าจะให้ลดความเชื่อคงไม่ได้เพราะเท่ากับกับว่ายอมรับว่าศาสนาเขาบกพร่อง
ตอนนี้กำลังอ่านงานของ ดร.หิมพรรณ รักแต่งาม ที่ทำวิทยานิพนธ์การตีความแนวความคิดของติช นัท ฮันก์ ท่านก็พูดถึงว่าในที่สุดแล้ว แม้ศาสนาพุทธเองก็ต้องยอมรับความแตกต่างของศาสนาอื่นและยอมรับคำสอนของศาสนาอื่น เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาเพียวๆ แต่ก็เป็นการนำเอาสิ่งดีๆของแต่ละศาสนามาอยู่ในคำสอนของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธจึงประกอบด้วยความจริงและความหลากหลายของศาสนาต่างๆ ยังอ่านไม่จบครับ การตีความผมจึงอาจคลาดเคลื่อนบ้าง แต่เป็นทำนองนี้แหละครับ
ขอบคุณที่ท่านยังติดตามอ่านอย่างเหนียวแน่นครับ
ลอกการบ้านไว้แล้ว อิอิ
สวัสดีครับพี่เหลียง
เรียนไปจดไปก็สนุกไปอีกแบบ แต่ก็มีข้อเสียคือมีภาระเพิ่มขึ้นมาเฉยๆโดยที่ใครก็ไม่ได้ขอให้ทำ อิอิ
กระบวนการหล่อหลอมเด็กและเยาวชนของเรามีปัญหา นี่ผมจะต้องไปพูดวันมะรืนนี้เกี่ยวกับเรื่องเด็กและเยาวชน ที่มีโจทก์แห่งการพัฒนากายและใจในสังคมยุคดิจิตอล ครับ ถ้ามีเวลาจะมาเล่าสู่กันฟังครับ แต่ช่วงนี้งานเยอะครับ เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต ถูกมอบหมายให้เข้าไปดูแลคดีที่น้องๆเขาทำอยู่ เพราะน้องๆไม่ค่อยรู้เบื้องหลังความเป็นมา แต่เราอยู่มานานรู้ว่าแปลงไหนเป็นอย่างไร จึงต้องมารับภาระโดยปริยาย และรู้สึกตัวว่าเริ่มเครียดๆนิดๆ อิอิ
สวัสดีครับ ศน.เอื้องแซะ
ยินดีครับที่มาเก็บเกี่ยวความรู้
การเรียนหัวข้อนี้ทำให้คิดอะไรได้หลายอย่างกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนครับ
สวัสดีครับ อ.อ้อย
วิธีการของโรงเรียนเขาดีนะครับ
สมัยมราลูกยังเล็ก ผมเขียนจดหมายถึงครูประจำชั้นว่า ขอให้ครูช่วยเขียนจดหมายน้อยบอกให้ทราบบ้างว่าวันนี้ลูกผมเป็นอย่างไรบ้าง เขาควรพัฒนาอะไรบ้าง ครูเขาตอบว่าเขาไม่มีเวลาว่างพอ ผมก็เลยย้ายลูกไปเรียนที่อื่น
ครูควรจะภูมิใจผู้ปกครองอย่างผมที่เอาใจใส่ต่อการพัฒนาของลูก เผื่อจะช่วยดูแลไม่ให้ครูต้องเหนื่อยมาก แถมครูคนนี้สอนทิศผิดทิศตะวันออกไปอยู่ทางซ้ายมือสลับกับทิศตะวันตกไปอยู่ทางขวามือ พาลูกย้ายออกมาอย่างไม่เสียดาย เฮ้อ...
เชิญผู้ปกครองมาฟังรายงานประกอบการยังดี ดีกว่าเชิญมาทราบว่าโรงเรียนของเรายังขาดแคลนอะไรบ้าง ต้องใช้งบประมาณเท่านั้นเท่านี้ และขอบริจ๊ากกกกก...อิอิ
สมัยนี้ บริจ๊ากกกก ...ตั้งแต่เดินเข้า รร.แล้วค้า อิอิ