การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ตั้งแต่ในระดับครอบครัว ระดับโรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆ ความคิด ความเชื่อ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองสถาบันต่างสอนให้รู้สึกว่าตัวกูคือผู้ยิ่งใหญ่

        หลังจากเราพักดื่มกาแฟกันแล้ว ก็มาเรียนกันต่อ อาจารย์ได้พูดถึงระบบการศึกษาไทยที่มีปัญหาอ่อนแอมาก

        โครงสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนแข่งขันเอาเปรียบเห็นแก่ตัว  เช่น

-ระบบการศึกษาที่ไม่เอื้อให้เด็กแบ่งปันหรือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

-สังคมบริโภคนิยม เช่น สื่อโฆษณาที่ปั่นให้เราอยากได้ อยากเอา อยากมี และยั่วยุให้เราขาดพลังแห่งสติหรือขาดการใคร่ครวญอย่างแท้จริง

-ระบบการศึกษา ที่ขาดความเป็นเพื่อน แข่งขันสูง สร้างหรือตอกย้ำให้ต้องเหนือกว่าผู้อื่นเป็นคนธรรมดาไม่ได้ ปัจจุบันระบบการศึกษาเชื่อว่าต้องแข่งขันจึงจะเรียนรู้

        การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ตั้งแต่ในระดับครอบครัว ระดับโรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆ ความคิด ความเชื่อ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองสถาบันต่างสอนให้รู้สึกว่าตัวกูคือผู้ยิ่งใหญ่

การมองอย่างคลาดเคลื่อนจากความจริง การตัดสินจึงตายตัว

๑.มองแต่เปลือกนอกจึงปิดบังความจริง ไม่เห็นแก่นแท้ของเขา เห็นแต่กะพี้ บางทีเราดูคนว่าดีหรือไม่น่าคบหรือไม่ จากฐานะ ดูจากการแต่งกาย สถานะทางการเงิน

        การศึกษาไม่ได้สอนให้ดูธาตุแท้ของมนุษย์ (เอ่ยถึงอ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ซึ่งจะมาสอนพวกเรา ไม่จบอะไรเลย)

        ความสามารถในการเข้าถึงการปล่อยวางได้ จึงจะเป็นมนุษย์แท้

        ๒.มองแบบหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เรามองเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเขาเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็มองเขาอย่างนี้ มองว่าคนนี้ไม่ดีก็จะมองว่าเขาไม่ดีตลอดเวลาไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ผมได้พูดคุยกับ อ.ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ บังยุบ และพวกเราในกลุ่ม ถึงเรื่องนี้ บังยุบน่าจะขยายได้) ต้องเชื่อว่าเมื่อเราจัดหรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่เหมาะสมได้ก็สามารถทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ มนุษย์มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง

        ๓.มอบแบบดำหมดขาวหมด มองในแง่เดียว ไม่มองในแง่ดีของเขามองแต่ด้านมืดมนุษย์มีเมล็ดพันธุ์ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี และเราก็มักจะรดน้ำเมล็ดพันธุ์ด้านไม่ดีซึ่งกันและกันตลอดเวลา เช่น ใช้ความรุนแรงทั้งวาจาและการกระทำ

        ๔.การตัดสินความจริงที่เกิดขึ้นเฉพาะตรงหน้าเท่านั้นว่าจริงแท้ และมองจากความคิดทั้งๆที่ไม่เห็นจริง เช่น กรณีในเรื่องคำพิพากษา ที่ไอ้ฟักนอนให้ห้องกับแม่เลี้ยง แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็นแต่เข้าใจเอาเองว่าต้องหลับนอนกันแน่ หรือกรณีเด็กร้องไห้ในรถไฟฟ้าใต้ดินแต่พ่อไม่ดูแล เราก็ตัดสินว่าพ่อเขาไม่ดูแล เราไม่เห็นว่าก่อนหน้าที่เราจะเห็นเหตุการณ์นั้นๆมันมีอะไรเกิดขึ้นก่อน

        ๕.การมองแบบติดกับพฤติกรรมของคน เช่น เห็นเขาก้าวร้าว เวลาคุยกับเรา ก็เชื่อว่าเขาต้องก้าวร้าวกับคนอื่นๆโดยไม่มองว่าเขาก้าวร้าวเพราะเหตุใดหรือมีเหตุเบื้องหลังความก้าวร้าวนั้นอย่างไร

        ๖.มองแบบเชื่อหรือยึดมั่นในความเชื่อของกลุ่มตัวเอง เช่น อยู่ในกลุ่มศาสนาใดก็ยึดมั่นตามความเชื่อทางศาสนานั้นๆว่าถูกต้องเพียงเท่านั้น

        การแปรเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นพลังสร้างสรรค์

-การสื่อสารที่สร้างสรรค์ระหว่างกัน ไม่บิดเบือนความจริง ไม่บิดเบือนสร้างข่าวลือ ใคร่ครวญคำพูดให้มากขึ้นไม่พูดส่อเสียด ดูถูกดูหมิ่น กดขี่ ข่มเหง เหยียดหยาม พูดกันด้วยความรัก

-ปรับโครงสร้างที่อยุติธรรมในสังคมใหม่ ให้เป็นโครงสร้างที่มีเมล็ดพันธุ์ด้านดีของมนุษย์ได้แสดงพลังออกมาให้เต็มที่ เราอยู่โครงสร้างที่ปิดบังการตรวจสอบได้ เลวร้ายมากทำให้เกิดปัญหา ต้องกระตุ้นให้คนคิดเอง สร้างความมั่นใจตนเอง ให้เป็นระบบที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

ดร.ต่าย : ในเรื่องความเชื่อหรือศาสนาที่ถูกยึดมั่นมานาน เราจะมีวิธีการคลี่คลายได้อย่างไร

อาจารย์ตอบ: ลดการต่อต้าน ต้องสร้างความเชื่อใหม่ว่า ศาสนาเราไม่ได้ดีที่สุดศาสนาเดียว ศาสนาอื่นๆก็มีสิ่งดีๆที่น่าเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละศาสนา ทุกศาสนามีคำสอนในสาระสำคัญสอนเรื่องความรัก แต่เราลืมที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ ถอดเสื้อศาสนาที่สวมออกไปก่อน,ต้องมีการปลดระวางการตั้งป้อมออก แล้วจึงมาคุยกัน

 

พี่แดง เตือนใจ ดีเทศน์ :คณะกรรมการศาสนาเพื่อสังคม มีกิจกรรมเชื่อมโยงให้นักบวชทุกศาสนาเข้าหากัน อยากเห็นการประสานงานกับกระทรวงวัฒนธรรม อยากให้นักการเมืองสนใจศาสนธรรมมากขึ้นเพื่อให้สภาเป็นสภาของสัปบุรุษอย่างแท้จริงและนศ.หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ควรนำหลักศาสนธรรมมาปฏิบัตินำไปใช้กับตนเองกับเครือข่ายและเชื่อมโยงกับคณะกรรมการศาสนาเพื่อสังคม และขอให้อาจารย์เล่าว่ายังมีการดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร

อาจารย์ตอบว่า ยังทำอยู่แต่เป็นกลุ่มเล็กๆ และยังเชื่อมโยงเครือข่ายอยู่

 

คุณ ศุภชัย : ในภาพยนต์เรื่อง ชอแชงรีเด็มชั่น (อิอิ คุณศุภชัยยกตัวอย่างหนังถามอาจารย์แต่ละท่านเป็นชื่อภาษาอังกฤษ ผมไม่รู้จักสักเรื่อง อิอิ เพราะเวลาไปดูหนังจะดูแต่ชื่อไทย แล้วเรื่องนี้ก็ไม่กล้าเขียนภาษาอังกฤษด้วย ไม่รู้เขียนว่าไง เอิ้กๆ)(ShawShank Redemsion อิอิ บังเอิญไปเจอะหนังสือเขียนถึงหนังเรื่องนี้หน่อยนึง เขาเขียนยังงี้แหละ อิอิ) และยังเศร้าใจกับเรื่องราวในหนัง ซึ่งมีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน ส่วนของสังคมจะเอื้อมเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหาตรงนี้ในทัศนะของอาจารย์มีอะไรบ้าง

อาจารย์ตอบ : ต้องทำตั้งแต่เด็ก โดยหากมีการจัดปรับระบบการศึกษาให้ได้เรียนรู้ที่จะหลีกหนีไปจากโลภ โกรธ หลง น่าจะช่วยได้บ้าง ทำที่ครอบครัวก่อน ตอนนี้การเรียนการสอนมันมุ่งเข้าไปหาโลภะ โทสะ โมหะ ถ้าครอบครัว สังคมเปิดโอกาสให้คนทำสิ่งใดด้วยตนเองได้บ้าง โดยอาจจะเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆที่พอจะทำเองได้ก่อน การจัดโฮมสกูลของครอบครัวเองก็อาจจะมีส่วนที่จะแก้ไขปัญหาได้

คุณศิริบูรณ์ : ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมายกำลังบอกว่าประชาชนของเรากำลังพึ่งพิงคนอื่น เราปล่อยให้มีการพึ่งพิงอำนาจของกระบวนการยุติธรรม เราควรแสดงออกถึงการไม่พึ่งพิง เช่น การประท้วง และไม่ตัดสินตายตัวโดยตัดสินจากสถานการณ์ที่เราเห็น ปัญหาคือ เราจะรู้ปูมหลังได้อย่างไร เราควรจะเชื่ออย่างไร เพราะข่าวมันเยอะมาก จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

อาจารย์ตอบว่า หากเราเปิดโอกาสให้เราทำด้วยตัวเราเองได้ มันก็น่าจะดีกว่าเรื่องการพึ่งพิง เช่น พ่อแม่ลูก จะทำอะไรมีคนอื่นทำให้ เด็กทำเองไม่เป็น ควรกำหนดเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ ให้เขาทำเอง คิดเอง ก็ทำได้ หากเป็นเรื่องยากต้องใช้ผู้มีความรู้เฉพาะทางก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ท่านชาติชาย: ชายลักทรัพย์สร้อยคอ ๑ บาท ส่งศาล อีกคนหนึ่งลักทรัพย์ ๑ บาท ไปสืบเสาะ คนแรกลักเพราะติดนิสัยขี้ลักขี้โขมยเป็นประจำ คนที่สองที่ลักเพราะเป็นหนี้ จะลงโทษเท่ากันหรือไม่ แล้วก็จูงให้ว่าเราคิดว่าคนลักเพราะติดนิสัยขี้ลักขี้โขมยควรจะถูกลงโทษหนักกว่า

อาจารย์ก็ตอบว่า: มีแนวโน้มเช่นนั้น

ท่านชาติชาย : เฉลยว่าการตัดสินที่ควรทำคือลงโทษเท่ากัน แต่อาจจะใช้วิธีรอการลงโทษสำหรับกรณีสองให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละกรณีไป

ผมจดไว้แค่นี้แหละครับ รู้สึกว่าจะมีอีกสักสองสามคำถามที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา แต่ไม่ได้จด เพราะมีภาระกิจทำอะไรสักอย่าง แต่แค่นี้ก็ยาวเฟื้อยแล้ว อิอิ จบก็แล้วกันนะ ไว้ตามอ่านเรื่องอื่นต่อเหอะ...อิอิ