ในยุคปัจจุบันนี้ การศึกษาเจริญก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนมาก

เจริญพร สมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน

บุตรที่ยังไม่เกิด1 บุตรที่ตายไปแล้ว1 และบุตรที่โง่เขลา1 บุตร 2 จำพวกข้างต้นยังดีกว่าจำพวกท้าย เพราะ 2 จำพวกข้างต้นให้เกิดความทุกข์ชั่วคราว ส่วนบุตรข้อหลังให้เกิดความทุกข์อยู่ทุกเวลา

ความข้างต้นมีในหิโตปเทศ

การศึกษาเรียนรู้ โยมทั้งหลายคงทราบกันเป็นอย่างดีว่าสำคัญมากสำหรับชีวิต พ่อแม่และผู้ปกครองทั้งหลาย จึงให้การศึกษาแก่ลูกหลานของตน ถึงจะให้อย่างอื่นก็ไม่เท่ากับให้การศึกษา เพราะวิชาเหมือนทรัพย์ที่ติดตัวทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ในยุคปัจจุบันนี้ การศึกษาเจริญก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนมาก มีทั้งการเรียนในระบบ นอกระบบ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และเรียนรู้ทางออนไลน์เป็นต้น จะเห็นได้ว่า เด็กนักเรียนสมัยนี้ เรียนรู้พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

ทางมาของความรู้มาโดยตรงก็มี มาโดยแอบแฝงก็มี ฉะนั้น พ่อแม่และผู้ปกครองหลายท่าน ไม่ค่อยเท่าทันลูกหลาน เพราะลูกหลานอยู่กับสื่อหลายประเภทมากมาย มีทั้งด้านดีและด้านเสีย

การที่คนเราทุกคนต้องศึกษาเรียนรู้ โยมทั้งหลายก็ทราบดีว่าทุกคนเรีนนรู้เพื่อ

1.ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถประกอบอาชีพการงานเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว

2.ให้มีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์คือ มีทั้งความรู้และคุณธรรม จริยธรรม

จุดประสงค์ของการศึกษาข้อแรก มีความชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนข้อที่ 2 หมายความว่า คนที่ถือกำเนิดมานั้น ยังไม่จัดว่าเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ เพราะเหตุเพียงเกิดมามีรูปร่างครบอาการ 32 ต่อเมื่อมีการปฏิบัติประกอบด้วย ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี สมกับความเป็นมนุษย์ จึงจะเรียกว่าเป็นโดยธรรม เมื่อคนมีธรรม จึงจะชื่อว่า เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ในหิโตปเทศท่านกล่าวไว้ว่า "การกิน การนอน ความกลัวภัย และการสืบเผ่าพันธุ์ ของคนและสัตว์เดรัจฉานมีเสมอกัน แต่ธรรมของคนและสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นแปลกกว่ากัน เว้นจากธรรมเสีย คนก็เสมอด้วยสัตว์เดรัจฉาน"

เพราะฉะนั้น การศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ สูงส่งเพียงใด แต่หากขาดธรรม เป็นเหตุให้ใช้ความรู้ ความสามารถ นั้นไปในทางที่ผิดแล้ว ย่อมเป็นโมฆบุรุษ หมายความว่า เป็นนักปราชญ์กำมือเปล่า คือ นักปราชญ์คนนั้นรู้อะไรมากมาย แต่ในกำมือนั้นเปล่า ไม่มีอะไรเป็นชิ้นป็นอัน