น้ำตาแห่งความปลื้มปิติ

ความประทับใจจากการร่วมประชุมกับเครือข่ายหมอพื้นบ้านพระธาตุนางเพ็ญ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551 ผมได้มีโอกาสร่วมกับอ.ดร.อัจฉรา จิณวงศ์ ร่วมประชุมกับเครือข่ายหมอพื้นบ้านที่ตำบลจอมศรี อ.เพ็ญ ซึ่งอยู่ในโครงการเสวนาภาษาหมอพื้นบ้าน (เป็นชื่อเล่นของโครงการนะครับ) โดยมีเรื่องที่คุยกันที่น่าสนใจ 3 4 เรื่อง ได้แก่

1.กลุ่มจะมาใช้พื้นที่ในอนามัย คืออาคารแพทย์แผนไทยที่ได้ร่วมกันกับหมอจิต (คุณวาสนา ผิวเหลือง) ของบประมาณจาก อบต.มาสร้างไว้ น่าจะตั้งแต่ปี 2547 และมีการพัฒนามาเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้นกลุ่มยังรวมกันไม่ติด (โดยฟังจากพ่อคำสิงห์ บอกว่าผมเห็นว่ากลุ่มน่าจะไปได้จริงผมเลยเข้ามาช่วยกันทำงาน) ทางกลุ่มตกลงกันว่าจะหมุนเวียนกันมาทุกวันศุกร์ จุดอ่อนก็คือการจัดเวร หมอจิตเลยอาสาจะจัดให้  จากที่คนในกลุ่มมีกัน 32 คน มีภารกิจมาก 2 คน เลยเหลือ 30 คน และจะให้มีทั้งการอบสมุนไพร การนวดพื้นบ้าน (จับเส้น) การเป่า และการแพทย์พื้นบ้านอื่น ๆ   และให้หมอแต่ละพื้นที่ชวนคนไม่สบายมาใช้บริการ สรุปรูปแบบที่จะทำคือ

1.จัดเวรให้หมอมา (หมอจิตรับไปจัด)

2.ชักชวนคนไข้มา (แต่ละพื้นที่)

3.ตรวจเบื้องต้น (อนามัยรับไป)

4.ถ้าเป็นคนป่วย หมอพื้นบ้านรักษาฟรี ถ้ามาอบสบายจ่าย 30 บาท ลงกล่อง

5.ช่วงแรกประเมินดูว่าจะมีเงินพอหรือไม่ก่อน (เหรัญญิก พ่อมีรับไป)

 

2.ทางกลุ่มคุยกันว่าจะจัดให้มีตัวยามาวางให้คนไข้บูชาไป ยาที่จะเอามาเป็นยาตามอาการเบื้องต้น มีคนทำบัญชีไว้ หักเข้ากลุ่ม และ คนขาย รวม 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือให้แก่เจ้าของยา  หมออื่น ๆ ที่ไม่มียาก็หักเหมือนกัน  ยาจะต้องดูดี มีฉลาก และมีข้อมูลสมุนไพร  มีฝ่ายดูแลฉลากคือ ลุงสิงห์ , พ่อประธาน และ พ่อเพชร (ตอนนี้ ผู้ใหญ่แสวง เข้าใจว่าจะเป็นเลขากลุ่ม ก้อมหน้าก้มตาจดเอา จดเอา)

 

3.การร่วมเยี่ยมบ้านผู้พิการ เป็นเรื่องของการให้แรงใจ กำลังใจ  ข้ออ่อนที่พบคือยังไม่ได้ตกลงกับคนไข้ว่าจะมีหมอพื้นบ้านไปทำอะไรให้และยังไม่ได้ตรวจสอบวิธีการที่จะให้ ทำให้เกิดการปวดเมื่อยมากกว่าเดิม หรือบางทีหมอพื้นบ้านอาจต้องใช้ความรู้ของกายภาพบำบัด ซึ่งจะเป็นการไม่ได้ใช้ความรู้เดิมของตน  ต้องมีการปรับแก้ให้ดี จุดนี้เห็นว่าทำไปนาน ๆ เข้าจะเกิดผลดีมากกว่าเพราะคนพิการจะเริ่มเชื่อถือหมอพื้นบ้าน เพียงแต่ต้องจัดให้มีความรู้อะไรที่ชัดเจน วิธีการอะไร ทำอย่างไรขั้นตอนอะไรบ้าง และควรมีหลักฐานเอกสารที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งข้อตกลงร่วมกันของทั้ง 3 ฝ่าย คือ จิตอาสาหมอพื้นบ้าน หมออนามัย และ คนพิการ อย่างนี้น่าจะเกิดนวัตกรรมที่ดีได้  เปรียบเหมือนงานผู้พิการ สอ.เป็นโปรโมเตอร์ให้ค่ายมวย ก็คือชมรมหมอพื้นบ้านจัดนักมวยฝ่ายแดง และไปเจอกับคนพิการ คือ ฝ่ายน้ำเงิน เพราะหมอพื้นบ้านมีหมัดเด็ด ไม่ว่าจะเป็นการจับเส้นที่มีเอกลักษณ์ การเป่าให้กำลังใจ การใช้ยาสมุนไพร ยาต้ม ยามัด ยาซุม

 

4.ได้ติดตามความก้าวหน้าเรื่องการทำสารานุกรมสมุนไพรท้องถิ่น และการทำพิพิธภัณฑ์พืช ที่ชาวบ้านเย็บเองครับ ด้วยความภาคภูมิใจนำเสนอ

 

ก่อนจบกิจกรรมวันนั้นผมได้เสนอให้มีแผ่นพับแนะนำชมรม ทำป้ายศูนย์ประสานงานชมรม และวิเคราะห์ภารกิจของชมรมว่าหลัก ๆ น่าจะมี

1.รวมความรู้เพื่อเผยแพร่

2.มีพื้นที่รูปธรรมในการทำงาน ได้แก่ ที่บ้านหมอเอง และ ที่อนามัยทุกวันศุกร์

3.งานผู้พิการ น่าจะเป็นตัวตน เป็นจุดขาย เป็นจุดเด่นของที่นี่ได้ดีมาก ๆ

น่าจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริง ที่เป็นรูปธรรมของพื้นที่นี้ได้

บทสรุปที่เห็น มีน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ มีรอยยิ้มที่จริงใจประทับจิต  ผมเห็นอะไรบ้าง สรุปง่าย ๆ คือ

ผมเห็นเจ้าหน้าที่รัฐ สาธษรณสุขให้การอำนวยช่วยเหลือ ดีจัง ทำใม เพราะอะไร

ผมเห็นความต่อเนื่องที่จะเกิด เพราะประธานระเบิดเถิดเทิง แต่ก็มีคนดึง ๆ กันไว้ ภายในกลุ่มกันเอง

ผมเห็นคนที่มาร่วมประชุมทุกคนผูกพันกัน ผูกพันกับภารกิจ

ผมเห็นการบริหารจัดการที่อาจจะยังเตาะแตะ หรือปัจเจกในบางเรื่อง ก็คงต้องคุยกัน ปรับกัน จูนกัน

ผมอยากให้เป็นไปอย่างนี้และดีขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะต้องมี SUB PROJECT MANAGER เป็นเยาวชนที่คอยวิ่งงานในพื้นที่ รับงานเป็นจ๊อบ  ๆ ไป