แล้วใครรู้บ้างว่าใครผิด

1

 

ลูกเอ้ย !ลูกเอ้ย !“ลุกขึ้นมากิ๋นเข่า กิ๋นน่ำ บ้างไอ้นายเอ้ย

มึงจิ นอนกิ๋น บ้านกิ๋นเมืองนี่ .. 

อย่าไป๋คิด  ไป๋เครียดมันหลาย ไอ้เรื่องหางานนะ

บ้านเอ๋งก็มีงานทำหลายไป อย่าไป๋งึดมันเลย

กะไอ้ขามนะ มันก็ไปเป็นลูกจ้างเขานั่นแหล่ะมึงเอ้ย

งานเดี๋ยวนี่ใครเขาก็รู้.....ว่ามันลำบาก...  ที่จะได้งานดีดี๋ทำ มันหายาก

อย่าไปกลุ้มเล้ย....เสียงแม่แกตะโกนเรียกผมแถมตำนิที่ผมนอนตื่นสาย

แต่เป็นแบบให้กำลังใจแก่ผม หลังจากที่หางานมาหลายเดือน

เฝ้าพยายามเขียนจดหมายส่งไปเพื่อสมัครงานตามที่ประกาศรับตามหน้าหนังสือพิมพ์

ฉบับแล้วฉบับเล่าไปทั่วผืนดินไทย ผลสำเร็จที่ได้คือ ความว่างเปล่า

เงียบ...และเงียบ..หาย.......

สังคมบ้านนอก ลูกของใครจบมาแล้วหางานทำไม่ได้ก็จะถูก

ถูกว่า ถูกเยาะเย้ย ระรานไปถึงพ่อแม่   ว่าสอนลูกอบรมลูกอย่างไร

ไม่รู้จักขวนขวยหางานทำ อุตส่าห์ส่งไปเรียนตั้งไกล ได้รับปริญญา

แล้วยังหางานทำไม่ได้ ก็จะถูกถาก ถูกถางต่างๆนา ให้เป็นที่เจ็บช้ำ เจ็บใจ

บางคนรับสภาพไม่ได้ก็   กลายเป็นพวกสำมะเรกเกเรสำมะเร

เทเมา  เป็นที่อิดหนาระอาใจแก่คนในครอบครัว ไปถึงเพื่อนบ้าน 

แถมยังรวมระรานไปทั้งหมู่บ้าน  จนมีคำพูดเหน็บแนม   

ว่าไอ้พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จบปริญญาฝุ่น พวกหมาไม่เยียบรอยไม่กลับบ้าน.

หลายคำแล้วแต่เขาจะตั้งให้

มีคนบอกว่า......ความว่างเปล่าเล่าถึงความสุขที่ง่ายดาย 

และก็อีกว่า...ความวุ่นวายเล่าถึงความทุกข์เศร้าลำเค็ญ

ถ้าพ่อแม่ ไม่คอยเป็นแบ็คให้   ก็ใจผมมันคิดไปสารพัด

วุ่นวายใจไปหมดกลัวไปเรื่อย กลัวบ้านนั้นจะว่า บ้านนี้จะว่า    

กลัวไอ้น้องบ้านข้างกันจะถาม ว่าทำไมไม่ไปทำงาน เมื่อไหร่จะมีงานทำ

รับปริญญามาหลายเดือนแล้ว    กลัวสาดเซ

ไอ้ผมนี่ก็เกือบเป๋ไปเหมือนกัน

อยู่ที่บ้าน ในหมู่บ้าน จนเป็นที่คุ้นเคยในสายตาของคนรอบข้าง 

ไม่รู้ว่าพวกเขาหรือผมเองที่ยอมรับสภาพกันได้ ชีวิตชนบท มันก็สนุกดี  

มีงานให้ทำมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นกาดลานบ้าน  ถางหญ้า  ขุดดิน

  ตัดแต่งกิ่ง  ปลูกต้นไม้    ในสวนหลังบ้าน แล้วเอาเศษหญ้า  เศษกิ่งไม้คลุมโคนต้นไม้  

ต้นมะม่วงไว้   ต้นน้อยแหน่(น้อยหน่า) ออกดอกออกลูกหลายต้น

คงเป็นหน้ามัน  ฤดูมันที่จะให้ดอกออกผล  

 ก็ได้กระดาษจากหนังสือพิมพ์  ที่ซื้อมาอ่านหางานนั่นแหล่ะ  

มัดห่อผลมันไว้ไม่ให้แมลงวันผลไม้มันมาไข่ใส่  

ทำให้ลูกไม่สวย  สวนหลังบ้านผมนี่ก็ไม่ใช่น้อยๆนะมีตั้งห้าหกไร่...

ทำไปเถอะงานที่บ้านไม่ต้องห่วงว่ามึงจิตกงาน..แม่เคยบอกไว้..

 

 

ผมลองทำดูก็เห็นสัจธรรมจริง    ตามที่แม่แกบอก...โอ้ย!

ทำไม่ชนะ ทำไม่มีหมด วันนี้เสร็จ   สายตา ความคิดผมมันก็มองหาเรื่องทำอีกพรุ่งนี้   

มะรืนนี้   เหนื่อยก็หยุด เดี๋ยวก็เห็นว่านั่นไม่ดี   นี่ไม่สวย   รั้วสวนมันปักเสาเว้นระยะทำเขตไว้เฉยไม่แข็งแรง...

ทำไมไม่ทำรั้วให้มันดี  ให้มันมั่นคง   จะได้กันพวกขโมยที่คอยมาเก็บลูกตาล  

 ลูกมะพร้าว เวลามันหล่นไม่เคยเก็บทันเขาเลย   หรือแม้แต่หัวปลี    

แถมเครือกล้วยอีกต่างหากที่พวกขโมยได้ไปเป็นของแถม ผมถาม

แถมใส่เหตุผลสนับสนุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ไอ้นายเอ้ย บ้านเอ๋งมันบ้านนอกแต่ก่อน 

ก็ไม่เห็นมีรั้วมีเขตเล้ย ปลูกต้นไม้เป็นแนว ของใครเป็นของใครก็เก็บกิ๋นกันได้

เก็บไปแล้วเขาบอกทีหลังก็มี  ขอกันกิ๋น

เดี๋ยวนี่ คนมันลำบากมันบ่มีกิ๋น..  ของบ้านเราเหลือก็ให้เขาเก็บไป๋กิ๋น..ก็ไม่เป็นไรดอก

..มีของเหลือเผื่อแผ่เขามันดี๋แล้ว..มันเป็นบุ๋ญ..”….พ่อแกร้องบอก..พร้อมเหตุผลที่เถียงไม่ขึ้น

 จากความคิดเดิมที่จะทำรั้วให้แข็งแรงก็เปลี่ยนไป  แต่ผมก็ไม่ลดความตั้งใจเดิมเพราะความกระสันอยากทำรั้ว  มัน ตะงิดๆ อยู่ในใจ

แต่ผมว่าปลูกต้นไม้เป็นรั้วอย่างน้อยก็ให้เขาเก็บยอด 

เก็บดอกไม้ริมรั้วไปแทนแล้วกัน แทนที่จะให้เขาเข้ามาในสวนเดินเก็บโน่น

เก็บนี่อย่างสบายอารมณ์   เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว

ผมก็ไม่ยอมแพ้

 เออ!.เออ!.  แล้วแต่มึงเถอะ  แกตอบแบบปัดความรำคาญ

มึงจิปลูกอะไรเหล่า ?...

 แน้.??...  ไหนบอกว่าแล้วแต่มึง..  ยังจะมาถามอีก......ผมเฉยสิ