เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถพัฒนาการได้เท่ากับเด็กทั่วไป

   การที่พ่อ แม่หรือผู้ปกครองทราบว่าลูกที่เกิดมานั้นมีความบกพร่องทางการได้ยิน(หูหนวก หูตึง ) อาจจะรู้สึกตกใจ ไม่เชื่อ มีความรู้สึกผิด รู้สึกโกรธ เกิดความทุกข์ในใจ รู้สึกเสียใจ เกิดความท้อแท้ เกิดอาการพาลโทษไปถึงโชคชะตา โทษตนเอง และโทษว่าเกิดจากสาเหตุจากกันและกัน ทำให้ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ ไม่รักลูก เลี้ยงดูตามยถากรรม ไม่ให้ออกจากบ้านมาสู่โลกภายนอก เพราะอายที่ลูกเกิดมาพิการ ไม่ให้เรียนหนังสือเพราะไม่รู้ว่าเรียนแล้วจะไปทำอะไรได้ ซึ่งก็จะนำไปสู่ผลที่เกิดกับเด็กในอนาคต เด็กไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เดินอาจหลงผิด เด็กอาจใช้ชีวิตในทางที่ผิด กลายเป็นภาระของครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติในอนาคต  แต่ถ้าพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง รู้ว่าตนเองมีความสำคัญต่อเด็กให้ความสนใจ ให้ความสำคัญซึ่งกันและกันของผู้ปกครองต่อชีวิตใหม่ตัวน้อยๆที่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งเข้าใจว่าการเลี้ยงดูเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินต้องอาศัยความอดทนในการดูแลเอาใจใส่ ให้ความรัก ให้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็กพร้อมทั้งการให้การส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างถูกวิธี จะทำให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีพัฒนาการในด้านต่างๆเท่ากับเด็กทั่วไปได้เป็นอย่างดี

                   จากเหตุผลดังกล่าวผู้เขียนในฐานะผู้บริหารโรงเรียนโสตศึกษาปานเลิศจังหวัดลพบุรี และคณะครู อาจารย์ทุกคนในฐานะผู้ที่ทำหน้าที่ให้การศึกษา จัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีความเข้าใจและตระหนักในเรื่อง อีกทั้งในการปฏิบัติงานพวกเราทุกคนยึดมั่นในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานในกาสปีเด็กพิการสากล เมื่อิวันที่ 1 มกราคม 2522 ว่า...คงจะไม่เป็นการผิดแตอย่างใดที่ข้าพเจ้าจะพูดว่าเด็กเป็นผู้ที่จะได้รับช่วงทุกอย่างต่อจากผู้ใหญ่ รวมทั้งภาระรับผิดชอบในการธำรงรักษาความผาสุกสงบของประชากรโลก ดังนั้นเด็กทุกคนจึงสมควรและจำเป็นที่จะต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องเหมาะสมให้มีความสามารถ สร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งการขัดเกลาความคิด จิตใจให้ประณีต ให่มีศรัทธามั่นคงในคุณความดี มีความประพฤติเรียบร้อย สุจรต และมีปัญญาฉลาดแจ่มใสในเหตุในผล.....อีกทั้งผู้เขียนคิดว่าถ้าจะพัฒนาคนต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่แรกเกิดและพัฒนาตามลำดับขั้นตอนจะทำให้เมื่อเจริญเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติ จึงดำเนินการได้ดำเนินการจัดทำคู่มือพ่อ แม่ ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยนำนวัตกรรมการจัดการความรู้ ( Knowledge  Management )โดยมีการระดมค้นหาความรู้ที่แจ้งชัด ( Explicit knowledge ) และความรู้ที่ฝังลึกในตัว ( Tacit knowledge )โดยมีกระบวนการดำเนินการดังนี้

1.      การค้นหารความรู้ ( Knowledge Identification )

2.      การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition )

3.      การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization )

4.      การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (KnowledgeCodification an Refinement )

5.      การเข้าถึงความรู้ ( Knowledge Access )

6.      การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing )

7.      การเรียนรู้ ( Learning )

 

ในการดำเนินการผู้เขียนได้นำหลักการแนวคิดในการดำเนินการการบริหารจัดสร้างคู่มือฯนี้คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์( Human  Resource  Development ) องค์การแห่งการเรียนรู้(Learning Organization)  การจัดการความรู้( Knowledge  Management )หลักพัฒนาแผนกลยุทธ์ ( Strategic Plan Development )ซึ่งมีผลทำให้เกิดคู่มือฯฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งคู่มือฯฉบับนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดถ้าพ่อ แม่ ผู้ปกครองเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินได้ศึกษาและดำเนินการส่งเสริมพัฒนาตามแนวทางที่กำหนดไว้

 

 

แนวคิดสำหรับพ่อ แม่ ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาให้แก่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

 

   

สมองของเด็กจะพัฒนาได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการดูแลตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุประมาณ 5 ขวบ รวมถึงการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกวิธี

 

        เราให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของเด็กเป็นอันดับแรกก่อนที่เด็กจะสามารถอ่านและพูดได้

 

          การสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็น

 

          การสื่อสารได้รับผลกระทบจากบุคลิกภาพ เจตคติ และทัศนคติของบุคคลอื่นที่มีต่อเรา มาจากความรู้สึกมั่นคง เป็นมิตร ความสงสัย ตลอดจนความรู้สึกและทัศนคติอื่นๆทั้งหมดที่เราเริ่มก่อขึ้นในวัยเด็กและอาจส่งผลตลอดชีวิต

 

         การเรียนรู้ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อแรกเกิดถึง  4-5 ขวบแรกของชีวิตนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญแห่งการเรียนรู้ เป็นช่วงแห่งการเลียนแบบและสร้างอุปนิสัย และอาจจะเป็นตัวกำหนดความสามารถของเด็กในการเรียนรู้ในเวลาต่อมา

 

         การเล่นเกมกับเด็กเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งการเป็นคนดี  มีคุณธรรม  จริยธรรม

 

          พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ โดยศึกษาจากหนังสือ สื่อ  สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งติดต่อประสานความเข้าใจกับโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ

 

          กิจกรรมเกมจะเพิ่มความตระหนักรู้ในเสียงของเด็ก

 

          กิจกรรมเกมจะเปิดโอกาสให้เด็กรู้จักคำศัพท์พื้นฐาน

 

          กิจกรรมเกมจะส่งเสริมให้เด็กสนุกกับการใช้เสียงของตนเอง

 

          กิจกรรมเกมจะเพิ่มการตระหนักรู้ถึงทักษะการสื่อสารของเด็ก