สื่อความฝันถึงจิตวิญญาณ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานยิ่งใหญ่

สคศ.แบ่งผู้มาเข้าร่วมเป็นกลุ่มย่อยๆ 7 กลุ่ม และจำลองการเขียน outcome mapping กลุ่มละหนึ่งแผนหรือหนึ่งโครงการ ซึ่งก็ออกมาได้หลากหลายมากเลย มีทั้งกลุ่ม KM กลุ่มอุบัติเหตุ (หมายถึงแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุนะครับ ไม่ใช่จัดกลุ่มโดยอุบัติเหตุ) กลุ่มมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ (ที่พี่นันทนาเป็นแม่ย่านาง) ซึ่งงานจะคล้ายๆกับกลุ่มของผมที่ทำเรื่องโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพมากเลย พอดีกลุ่มผมมีทั้งตัวแทนของแผนงาน (พี่อุดมศรี หรือพี่แม้วผู้ขยันขันแข็ง) ตัวแทนจาก steering committee คือพี่กอปรชุษณ์ ตัวแทนของ direct partners ของแผนอีกสองเครือข่ายได้แก่หมอหนุ่มจาก ม.ช. ของเครือข่ายนักศึกษาแพทย์ และผมจาก ม.อ. ของเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care) และได้น้องวรรณจาก มสช. (เอ.. หรือมาจาก สคส.หว่า?) มาเป็นตัวแทนประชาชนพลเมืองไทย ขัดเกลาภาษา (และลายมือ) ของบรรดาหมอๆทั้งหลายให้เป็นที่ศิวิไลซ์ โดยมีคุณอ้อ กระบวนกรเป็นพี่เลี้ยงประคบประหงมกล่อมเกลานักเรียนให้ทำการบ้าน ไม่อู้ ตลอดงานเลยทีเดียว

  

  

ที่จริงยังขาดอีกสองเครือข่ายที่เป็น direct partner คือ เครือข่าย KM (ของ รร.แพทย์) และเครือข่ายอาชีวอนามัย แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าใกล้เคียงมากทีเดียวของบริบททั้งกลุ่ม หลังการมะรุมมะตุ้ม เราก็ได้วิสัยทัศน์และพันธกิจดังนี้

โรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ

วิสัยทัศน์ (VISION)

สถาบันผลิตแพทย์ในสังกัดกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) มีศักยภาพในการดำเนินการและการจัดการตามภารกิจในด้านการเรียนการสอน การบริการวิชาการการรักษาพยาบาล การวิจัย ตลอดจนช่วยชี้นำสังคม โดยใช้ปรัชญาการสร้างเสริมสุขภาพ มุ่งเน้นการผลิตแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรมีความตระหนัก และดำรงวิชาชีพด้วยหลักการสร้างเสริมสุขภาพ สามารถดูแลตนเองได้ เกิดเป็นสังคมแห่งสุขภาวะที่ดี

 

พันธกิจ (MISSION)

  1. พัฒนาศักยภาพและเอื้ออำนวยให้เครือข่ายดำเนินงานตามภารกิจเชิงประเด็น ได้แก่ อาชีวอนามัย การจัดการความรู้ และระบบฐานข้อมูลสุขภาพ เครือข่ายนักศึกษาแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
  2. ผลักดันให้เกิดหน่วยงานรับผิดชอบด้านการสร้างเสริมสุขภาพในทุกสถาบันผลิตแพทย์ ภายใต้กรอบ TQA
  3. พัฒนาโครงร่างหลักสูตรการสร้างเสริมสุขภาพบูรณาการเข้ากับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต

ทีนี้ตอนทำก็พยายามจะใช้หลักการที่พึ่งเรียนมา พอเปลี่ยนจากเราอยากเป็นอะไร ตามการเขียนวิสัยทัศน์แบบเดิมๆ เช่น อยากดังระดับโลก อยากอ้วนที่สุดในประเทศ ฯลฯ มาเป็นเน้นที่ "ผู้รับประโยชน์" จะได้อะไรบ้างจากการที่มีองค์กร หรือแผน หรือโครงการของเรา แล้วประสบความสำเร็จ เราก็ได้เห็นวิสัยทัศน์พันธกิจที่เริ่มแฝงไว้ด้วย​ "ความหมายแห่งความเป็นมนุษย์" มากขึ้นทันที เพราะเรากำลังช่วยกันเขียน "เพื่อเธอ" ไม่ใช่เพียง "เพื่อฉัน"

กิจกรรในช่วงกลางวันก็จบลงเพียงเท่านั้น แต่กลางคืนยังต่อด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นกิจกรรมที่แฝงไว้ด้วยความหมายโดยนัย (แปลว่าบอกอ้อมๆ ไม่ได้บอกตรงๆ) เกี่ยวกับทั้งการฝัน การเล่าหรือสื่อความฝัน การทำงานเป็นทีม การรับสานฝัน การพยายามมองเห็นความฝัน การเฝ้าระวังความฝัน ทั้งหมดในหนึ่งกิจกรรม นั่นคือ "LEGO สื่อฝันร่วมสร้างสรรค์"

LEGO สื่อฝันร่วมสร้างสรรค์

ผู้เข้าร่วมทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ เพื่อ attack 3 tasks ทั้งสามงานที่เป็น "เป้า" เป็นรูปไดโนเสาร์ (หรือบางท่านมองเป็นตุ๊กแกบ้าง ม้าบ้าง อูฐบ้าง ฯลฯ ก็บอกแล้วว่าต่างคนต่างฝัน) 3 ตัวรูร่างแตกต่างกัน หลากสีสันทีเดียว ที่ทีมจะต้องช่วยกันต่อสร้างขึ้นมาให้ได้ แต่ละกลุ่มแยกเป็น 4 ทีมประสานงานกัน

  • ทีม A: มีหนึ่งคนทำหน้าที่ไปดูตัวอย่างไดโนเสาร์ของกลุ่มตัวเองแล้วจำมาบอกเพื่อนว่ามันต่อยังไง รูปร่างเป็นยังไง
  • ทีม B: มีสองคน ทำหน้าที่ฟัง A แล้วนำกลับมาบอกเพื่อนๆที่นั่งต่อ lego (ในห้องแอร์เย็นช่ำ ปล่อยให้ทีมที่เหลือวิ่งหน้ามันแผล็บตากฝนอยู่ข้างนอก!!) ทีม B นี้จะมองไม่เห็นตัว model ต้นแบบเลย
  • ทีม C: เป็นกลุ่มใหญ่นั่งรอในห้อง ฟัง spec จากทีม B และเป็นผู้ลงมือต่อ
  • ทีม D: มีคนเดียว เป็นพระเตมีย์ใบ้ เพราะห้ามใช้เสียง (ที่จริงตามกติกาห้ามชี้ ห้ามอะไรทั้งสิ้น ยกเว้นพยักหน้า หรือส่ายหน้าเท่านั้น) สามารถวิ่งไปวิ่งมา ดูตัวโมเดลต้นแบบวิ่งกลับมาดูที่เขาต่อกัน สามารถวิ่ง (อย่างอัดอั้นตันใจ) ไปวิ่งมากี่รอบก็ได้ ถ้าไม่ลงไปชักดิ้นชักงอด้วยความที่ทำอะไรไม่ได้แต่เป็นคนเห็นผลงานว่าจะเละแค่ไหนมากที่สุด

 

นี่คือ model ต้นแบบที่หลากหลายสี แถมยัง asymmetry สองข้างอีกตังหาก

แต่ละกลุ่มก็เริ่มวาง strategy และเลือกคนที่จะเป็นทีมต่างๆ กลุ่มผมก็เริ่ม (หนทางไปสู่หายนะ) ด้วยการเลือกผมเป็็นคนดู model เพื่อจะมาบอกทีม B เพราะเข้าใจ (ผิด) ว่าเป็นคนความจำ (น่าจะ) ดี และพูดจา (น่าจะ) รู้เรื่อง หารู้ไม่ว่าผมเลิกใช้ความจำมานานมากแล้ว (อิ อิ) ในงานที่ทำอยูุ่ทุกวันนี้

ทีม B กำลังมึนอยู่กับกอง LEGO "เอ... เรากำลังต่ออะไรอยู่ (วะนี่?)"

VISION

ตัว LEGO ต้นแบบนี้ น่าจะเปรียบเสมือน "วิสัยทัศน์" นั่นเอง ซึ่งผู้นำองค์กรนำเอา "ความฝัน" นี้มาถ่ายทอดให้แก่คนในองค์กร ก็คือการนำมาบอกทีม B ซึ่งเปรียบเสมือนผู้จัดการรับมอบหมายงาน ยิ่งผู้นำสามารถถ่ายทอดความฝันได้ดี ได้ชัด และการสื่อสารมีประสิทธิภาพ ก็จะ "เพิ่มโอกาส" (ยังไม่ชัวร์ แค่เพิ่มโอกาสเฉยๆ เพราะมีอีกหลายเหตุปัจจัย) ที่ผลลัพธ์จะประสบความสำเร็จ

ก่อนอื่นต้องขอชมทีมกระบวนกรที่เข้าใจใช้สัญญลักษณ์ต่างๆที่ผมว่าสื่อได้ดีมาก การที่สีของไดโนเสาร์ปนเปื้อนเลื่อนเลอะ น่าจะเป็นลักษณะของอะไรที่มัน "ฝันๆ" ดีทีเดียว ไดโนเสาร์หรือตัว LEGO เป็นอะไรที่อยู่ในจินตนาการ (และตัวที่เป็นต้นแบบ ก็รับประกันว่าไม่ซ้ำแบบใคร เป็น original โดยแท้ ไม่มีตัวที่สองในโลกนี้แน่นอน)

เวลาเราจะ "สื่อความฝัน" ก็จะเริ่มเกิดประเด็นที่น่าสนใจขึ้น ก็คือว่า เราควรจะสื่อแบบ "ชัดเจน" ลงรายละเอียด เพื่อที่ความฝันนั้นถูกถ่ายทอดออกมาเป๊ะๆ ตรงตามฝัน หรือว่ามีวิธีอื่น ได้แก่ การสื่อ "แก่นของฝัน" โดยที่ไม่ต้องไป serious จริงจังกับรายละเอียดของฝันมาก

ทั้งสองระบบก็จะเกิดผลตามที่แตกต่างกันค่อนข้างเยอะมากทีเดียว สื่อแบบชัดเจนนั้น จะต้องวางแผนแบบสถาปนิก คือการวางแปลน และลงรายละเอียด เช่นจะใช้สีอะไรบ้าง เป็น block 2x2, 2x4, 2x6, หรือ 2x8 กี่ชิ้น ซ้ายเป็นยังไง ขวาเป็นยังไง ภาษาที่ใช้ในการสื่อบางคำ อาจจะต้องมีการตกลงกันให้ชัดเจน (แค่การบรรยายตัว block lego ก็จะมีหลากหลายแบบแล้ว) ใช้เวลาเยอะ แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆแก้ไข แบบนี้ถ้ามีเวลาเหลือเฟือ ก็จะค่อยๆเกินการเรียนรู้ และการสื่อสารจะเริ่มชัดเจนดีขึ้น และประสบผลสำเร็จจนได้ แต่ถ้าเวลาน้อยๆ ก็อาจจะไปได้ไม่ถึงไหน เพราะกว่าจะข้ามพ้นช่วง learning curve การสื่อสาร ก็จะไม่ทันเสียแล้ว

สื่อแบบ "แก่นฝัน" เป็นเช่นไร? มีบางคนในทีมตอนช่วงสะท้อนกิจกรรมพูดออกมาว่า ทำไมไม่บอกแต่แรกว่าจะต่อม้า ต่อไดโนเสาร์ จะได้วาดภาพออกมาตอนทำว่า เอ.. ไอ้ project นี้เรากำลังทำส่วนไหนอยู่หว่า? อืม... ก็น่าสนใจทีเดียว ผมนึกถึงเรื่องที่พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เคยเล่าให้ฟังในงาน HA ปีก่อนนู้น เรื่องของระบบโรงงาน ที่คนในแต่ละแผนกทำอะไรก็จะหมกมุ่นอยู่แต่ในส่วน parts ทีตัวเองทำ บางแผนกก็ขันแต่น้อตไปทั้งปีทั้งชาติ บางแผนกก็ทำแต่กระจกไปตลอด ไม่รู้หรอกว่าที่ตนเองทำ มันมีความหมายอะไรต่อองค์กร ต่อวิสัยทัศน์อะไรบ้าง เขาบอกว่า "ความสนุก ความมัน หรือความหมาย" จะต่างกันเยอะ หากเราทราบว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นส่วนไหนของความฝัน ของภาพรวม

ผมนำมาคิดต่อไปอีก ถ้าเราบอกไปเลยล่ะว่าเรากำลังจะต่อม้า ต่ออูฐ ต่อไดโนเสาร์นะ เอาคอยาวๆ สี่ขา หางยาว ตัวอ้วนๆ บอกเป็น concepts กว้างๆ แล้วสมาชิกของทีมปฏิบัติงานออกความเห็นเพิ่มเติมเอาเองว่า ที่เหลือควรจะประกอบกันอย่างไร สุดท้ายเราก็จะได้ไดโนเสาร์คอยาว สี่ขา หางยาว ออกมาเหมือนกัน สีคงจะไม่เหมือนที่ฝันเป๊ะๆ รูปร่างก็อาจจะไม่เหมือน original dream เป๊ะๆ แต่คนทำอาจจะสนุกในการทำมากกว่า มี sense of ownership ในผลงานมากกว่า มากกว่าการที่จะ "ต่อฝันให้หัวหน้าองค์กรเพียงผู้เดียว" ก็ได้กระมัง? จะว่าไป แม้แต่หัวหน้าองค์กร หรือคนฝันเองก็เถอะ เมื่อมาเห็นไดโนเสาร์ฉบับจากสานฝันของลูกน้องก็อาจจะชอบมากกว่าก็ได้ เพราะจิตวิญญาณของไดโนเสาร์ คือ concept ก็ยังถูกถ่ายทอดออกมา เพียงแต่บริบทของผู้ปฏิบัติที่มีของแบบนี้ ทำงานแบบนี้ จำเป็นต้องดัดแปลงปรับให้เข้ากับการทำงานที่แท้จริง โดยพยายามที่สุดแล้วที่จะรักษา concept ไว้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของงานโดยทีมทั้งหมด เป็นอะไรที่เพิ่มเติมแลกเปลี่ยนกับการทำงานตามคำสั่งเพียงโสตเดียว ที่เราคิดว่ามันคุ้มหรือไม่ ก็น่าคิดทีเดียว

MISSION

แต่เมื่อมาถึง mission หรือพันธกิจแล้ว "ความชัดเจน" กลายเป็น element ที่จำเป็นมากขึ้นเยอะทีเดียว บางครั้งการสื่อระดับภาพรวม ใช่ว่าจะทำได้เสมอไป รวมทั้งที่ว่า "แก่นแห่งฝัน" หรือ "จิตวิญญาณองค์กร" อะไรนั่นด้วย  เพราะลงเป็นความฝันแล้ว มันมีความ "ไม่ชัด" เป็นองค์ประกอบอยู่แน่นอน บางครั้งแทนที่เราจะสื่อหรือพยายามจะสื่อออกไปให้ได้ว่าเรา "ฝัน" ว่าอะไรแน่ๆ แต่เราสื่อถึง "งานที่ต้องทำ" เพื่อจะไปถึงฝันแทน ก็จะช่วยประหยัดเวลา ประหยัดพลังงาน และมีประสิทธิภาพมากได้ง่ายกว่า

เช่น แทนที่เราจะบอกว่าทำ "ขาไดโนเสาร์" เราก็สามารถบอกไปเลยว่าขาไดโนเสาร์คือเราจะใช้ lego 2x2 4 ชิ้นต่อกันตรงๆ 4 ท่อน ไม่งั้นอาจจะลงเอยไดโนเสาร์ขาป้อมเกิดจาก lego 2x6 ต่อกัน 4 ชั้นแทน อันนี้ก็จะเปลี่ยนรูปฝันไปเยอะ (คนละ species ไปเลย) หรือไดโนเสาร์คอยาว 6 ชั้น ก็บอกให้ชัดได้ ไม่งั้น เราอาจจะได้ไดโนเสาร์คอยาว 12 ชั้นแทน ก็จะเปลี่ยนจาก T-Rex ไปเป็น Brontosaurus ไปแทน องค์กรเราก็ออกนอกลู่นอกทางไปเกินไป

สมดุลของการ "สื่อฝัน" และ "ความชัด" เพื่อประสิทธิภาพ เพื่อความแม่นยำ เพื่อการเกิด sense of ownership จากระดับปฏิบัติงานนั้น เป็นศิลปในการนำองค์กรที่น่าสนใจมาก หากเราสามารถที่จะ optimize ได้หมดทุกมิติ ไม่เพียงแต่เราจะไป "สู่ฝัน" ที่วาดไว้ เรายังมีคนทำงานในองค์กรที่มีความรู้สึกมีส่วนเป็นเจ้าของ มีความรัก ความภาคภูมิใจในองค์กร อยากปกปักรักษา อยากพัฒนา ไปพร้อมๆกันอีกด้วย

หัวใจแห่งการสื่อสาร

ใน workshop คราวนี้ ผมมีโอกาสเจอระดับ "เซียน" หลายท่าน ทั้งในกระบวนกรและผู้เข้าร่วม พี่นันทนา (ครู) ได้ให้ความเห็นสะท้อนกิจกรรมนี้อย่างน่าใคร่ครวญ นำไปคิดต่อ ทำต่อ คือเรื่องการสื่อสารและภารกิจของผู้นำองค์กร

พี่นันทนาทำหน้าที่เป็น A person ของอีกกลุ่มหนึ่ง ตอนแรกเราก็ approach คล้ายๆกัน พยายามจดจำ model ต้นแบบ นำไปเล่า ต่อมาพี่นันเล่าว่า พอฉันเห็นทีม B หรือผู้จัดการมีสองคน ก็เลยมอบหมายภารกิจทีละคน เพื่อให้งานมากขึ้น คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์มากกว่าใช้สองคนช่วยกันจำ ตรงนี้นับว่าเป็นต้นแบบของ executive decision-maker อย่างแท้จริง คือ มอบหมายความไว้เนื้อเชื้อใจในผู้จัดการแต่ละคนเลยว่า สามารถจะถ่ายทอดเนื้องานส่วนนั้นๆไปได้อย่างดี ปรากฏว่าผลก็คือกลุ่มพี่นันก็สามารถใช้ประโยชน์จากผู้จัดการทั้งสองคนของทีม B อย่างเต็มที่ และงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มหนึ่งที่ผลงานท้ายสุดออกมาใกล้เคียงต้นแบบอย่างน่าประทับใจ

พี่อุดมศรี (พี่แม้ว) และพี่นันทนา

ไม่เพียงเท่านั้น พี่นันเพิ่มเติมอีกว่า พอหมดเวลา พี่เดินเข้ามาดูผลงาน พอเห็นเข้าปุ๊บพี่นันก็ชมทั้งทีมทันทีสำหรับผลงานที่ออกมา บอกเลยว่าเราภาคภูมิใจในทีมมาก ที่อุตส่าห์ทำได้ขนาดนี้ พี่นันบอกว่า เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของ leadership หรือคนที่เป็นผู้นำ ที่ไม่เพียงมองงานจากผลลัพธ์ แต่ต้องมองเห็นความพยายาม ความพากเพียร และน้ำพักน้ำแรงของทีมที่ทุ่มเทลงไป และทำชัดเจนออกมาเป็นรูปธรรมว่าเราเห็นนะว่าเธอพยายามมากเพียงไร เราจึงมาถึงจุดนี้ได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงจิตใจของทีมงาน ก่อให้เกิดความรัก อยากจะทุ่มเทพลังงานให้อีก อยากจะทำงานด้วย เพราะผู้นำมี awareness และ recognition ในการมีส่วนร่วมของความสำเร็จของผู้ทำงานทุกหน้าที่ ทุกระดับ

ทั้งสองประการ คือ executive decision-making และการชื่นชมทีม เป็นตัวอย่างภาคปฏิบัติที่ีพี่นันทนาได้ demonstrate ออกมาชัดเจนที่สุด ใน workshop Lego นี้

ทีม B และทีม C

ทีม B คือผู้จัดการ หรือทีมปฏิบัติ ใน OM อาจจะเรียกเป็น direct partners หรือ boundary partners ก็ได้ เป็นคนที่องค์กรเราจะติดต่อประสาน และแลกเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และข้อสำคัญเป็นคนทำพันธกิจขององค์กรให้ลุล่วง

Spirit ของคนในทั้งสองทีมมีผลอย่างมากต่อผลลัพธ์ ความสนุก ความมัน ความตั้งใจ ในสมดุลที่ถูกต้อง การคิด positive ในการทำงาน การมองเห็นอุปสรรคเป็นเรืื่องท้าทาย การมองเห็นความผิดพลาดคือการเรียนรู้ ทำให้ทีมสามารถรักษาเจตจำนง ความมุ่งมั่น ที่จะเดินทางต่อไปให้ถึงจุดหมายให้ได้

ในการสะท้อนกิจกรรม มีการพูดถึงการรักษา spirit ในการทำงานหลายแบบ ประเด็นก็คือทำอย่างไรที่จะให้ทั้งทีมมี focus และตั้งใจตลอด mission ให้ได้ แม้ว่าบางทีจะต้องแก้ ต้องรื้อใหม่ แต่ก็ยังมี determination ที่จะทำต่อ อารมณ์ขัน อารมณ์เรียนรู้ การผ่อนคลายในการทำงานผสมผสานใดสัดส่วนที่เหมาะสมกับความตั้งใจจริง ออกมาเป็น cocktails ที่รสชาติกำลังดี

ทีม D ผู้สังเกตการณ์เตมีย์ใบ้

คนที่อาจจะเรียกว่า frustrated หรือหงุดหงิดสุด น่าจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในทีม D เพียงคนเดียว เพราะเป็นคนเห็น "ความต่าง" ของความฝันและความจริงตลอดเวลา แต่ถูกมัดด้วยกฏห้ามพูด ห้ามแนะ (กระบวนกรเล่าให้ฟังว่า บาง workshop พอห้ามชี้ ก็มีการใช้เท้าชี้แทนก็มี ด้วยความอยากจะทำอะไรสักอย่าง)

ในทางปฏิบัติ ทีม D ก็คือ Strategic Partners หรือผู้ที่ share ฝันกับเรา กับแผนเรา กับโครงการเรา แต่เขาไม่ได้ขึ้นกับงานเรา มีอะไรทำของเขาอยู่ข้างนอกวง ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเราก็มีผลกระทบต่อของเขาด้วย จึงมีความห่วงใยอยู่ไม่น้อยเลย

ในช่วงหลังของกิจกรรม กระบวนกรอนุญาตให้ทีม D สามารถพูดกับทีม A ได้ ทีม D ก็ได้โอกาสสื่อสารกับ A (ที่มองไม่เห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น) ว่า นี่ๆ ที่บอกไปน่ะ เขาทำผิดหมดเลย หรือจำสลับกันตรงไหนบ้าง A ก็ได้วางมาตรการแก้ไขใหม่ ไปบอก B ให้รื้อลงแล้วแก้ไขให้ถูกต้อง การมีระบบ feedback ของโครงการระหว่างที่กำลังทำจึงมีความสำคัญไม่น้อยเลย และบางทีก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะลงมือต่อไปมากเกิน จนสายเกินแก้ได้