คลังเล็งชงกฎหมาย กบข.เข้า ครม.กันยานี้ คาดบังคับใช้ปี 2553 ไม่เห็นด้วยคืนเงินออมยามเกษียณ 60 ปี แนะปิดกองเก่าก่อนได้

นางกรรณิการ์ เอกเผ่าพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการออมและการลงทุนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังกล่าวในงานสัมมนาเรื่อง เจาะลึกกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)ว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เข้า ครม.ในเดือน ก.ย.นี้ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี2553   ทั้งนี้ จะช่วยเพิ่มเงินออมระยะยาวใน 5 ปีข้างหน้าเฉลี่ยปีละ 25,674 ล้านบาท และลดภาระของรัฐบาล  ในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ

สำหรับการออมภาคบังคับนี้ กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง ภายใต้เงินเดือนตั้งแต่ 6,000-40,000 บาท ซึ่งในกรณีที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว และจ่ายเกินกว่า 3% ส่วนเกินให้เป็นภาคสมัครใจ ซึ่งจะจ่ายสมทบต่อหรือหยุดจ่ายก็ได้  อย่างไรก็ตาม เงินที่จ่ายเข้า กบช.และดอกผลที่เกิดขึ้น ลูกจ้างจะได้รับเมื่อครบอายุเกษียณ 60 ปี หรือตายหรือทุพลภาพเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการสัมมนามีผู้ร่วมงาน ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขรับเงินตอนเกษียณอายุ 60 ปี เพราะเห็นว่านานเกินไป และเข้มงวดกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทหลายแห่งซึ่งกำหนดให้รับเงินออมคืนเมื่อลาออก ไม่ว่าจะเป็น 5 ปี หรือ 10 ปีก็ได้

นางกรรณิการ์ กล่าวว่า กบช.กำหนด 60 ปีดังกล่าว เพื่อให้แรงงานมีรายได้เพียงพอยามเกษียณ เพราะหาก ออมเงินตามหลักของประกันสังคมเมื่อเกษียณอายุ ตอน 55 ปี ก็จะมีเงินได้เพียง 38% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย      เช่นเงินเดือน 2 หมื่นบาท ก็จะได้รับเงินเพียง 7,600 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน  แต่หากมี กบช. ก็จะเพิ่มรายได้หลังเกษียณอีกประมาณ 17% ซึ่งรวมกับรายได้จากกองทุนประกันสังคม ทำให้รายได้เพิ่มเป็น 55% หรือประมาณเดือนละ 1.1 หมื่นบาท  หากเห็นว่าระยะเวลาในการรับเงินของ กบช.นานเกินไป ก็สามารถที่จะปิดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันก่อนก็ได้ ถึงค่อยไปออมภาคบังคับ แต่เราไม่อยากเห็น เพื่อให้แรงงานมีเงินใช้ ยามเกษียณมากนางกรรณิการ์ กล่าว

นางพรทิพย์ เจนจตุรงค์ กรรมการสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเลขานุการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน บริษัท ทีโอที กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้มี กบช.แต่ในความเป็นจริงคงเป็นเรื่องลำบาก

โพสต์ทูเดย์  มติชน  สยามรัฐ  1  ส.ค. 2551