สหกรณ์คือความร่วมมือซึ่งกันและกัน สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของสหกรณ์อย่างเท่าเทียมกัน จะมากจะน้อยกว่ากันก็เพียง จำนวนเงินค่าหุ้น สหกรณ์การเกษตรที่ดี  ต้องเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของสมาชิก   มาบริหารจัดการให้กิจกรรมของสหกรณ์เคลื่อนไหว ไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ  อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างทั่วถึง

        หลังอาหารเช้าวันนั้น พวกเราเดินทอดน่องดูบรรยากาศรอบๆโรงแรมโฮชิ  ดูแล้วก็ไม่แตกต่างจากโรงแรมในต่างจังหวัดบ้านเรา มองไปเบื้องหน้ามีทั้งที่ราบที่เนิน และภูเขา  บริเวณพื้นที่ราบมีนาข้าว ที่คันนาใช้อิฐซีเมนต์กั้นไว้เป็นบล้อคๆ บางแปลงปลูกข้าว บางแปลงปลูกผัก มีต้นหอม ผักกาด แตงกวา มะเขือเทศ มองไปไกลๆ ในที่สูงก็มีการจัดการดินเป็นรูปขั้นบันได และปลูกพืชผสมผสาน  ที่น่าสังเกตุเป็นพิเศษ คือเขาใช้ประโยชน์บนผืนแผ่นดิน อย่างคุ้มค่าในทุกตารางนิ้ว ไม่มีเศษขยะมูลฝอยหรือที่รกร้างไร้สาระอย่างที่เห็นๆกันอยู่ทั่วไปในบ้านเรา   เหลือบมองไปข้างๆเห็นผู้สูงอายุเดินออกกำลังกายยามเช้า เคลียคลอกันเป็นคู่ๆ  ใส่ถุงเท้ารองเท้าดูแล้วเป็นระเบียบ ที่สำคัญแม้จะเป็นผู้สูงอายุแต่ก็ไม่มีรอยตีนกา รอยเหี่ยวย่นยู่ยี่บนใบหน้าให้เห็น ทั้งที่ไม่มีร่องรอยของการพอกเครื่องสำอาง       เวลา 9.00น.  คุณอูดะ นำรถตู้มารับคณะเรา เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตร ชิโนกาว่า เรามองออกไปนอกรถ ชมสภาพชุมชน สองข้างทางอย่างเพลิดเพลิน  ชุมชนเกษตรกรรมของญี่ปุ่น เขามีการทำการเกษตรแบบผสมผสานจริงๆ ภายในแปลงที่เป็นสวนส้ม  กำลังออกลูกออกผลแน่นขนัดทั้งดกและสมบูรณ์อะไรเช่นนั้น  ระหว่างทรงพุ่ม  ต้นส้มแต่ละต้น มีการปลูกข้าวแซม และต้นข้าวกำลังออกรวงเหลืองอร่าม  ในแปลงเดียวกันมีการปลูกหอมห้วใหญ่  เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของ กำลังเก็บผลผลิตอยู่อย่างเพลิดเพลิน คุณอูดะบอกพวกเราว่าผลผลิตหอมหัวใหญ่เฉลี่ยไร่ละ 4-5 ตัน    รถวิ่งไปเรื่อยๆ ประมาณ 20 นาที ก็เดินทางถึงโรงบ่มกล้วยหอมทองของสหกรณ์การเกษตรชิโนกาวา

                          โรงบ่มกล้วยหอมทอง ที่ใช้บ่มกล้วยจากละแมล้วนๆ

ที่โรงบ่มกล้วย ผู้จัดการโรงบ่ม คุณฮินาดะ อายุอานามประมาณ 60 ปี แต่ท่าทางกระชุ่มกระชวย ได้เชิญพวกเราเข้าไปดูกล้วยในห้องควบคุมอุณหภูมิ แล้วบอกว่ากล้วยเหล่านี้เป็นกล้วยที่นำเข้ามาจากละแมล้วนๆ  แล้วก็ชี้ให้เราดูปัญหาที่เกิดขึ้นแก่กล้วย ที่วางอยู่เบื้องหน้า กล้วยที่วางอยู่นั้นมีทั้งหวีที่ขั้วของกล้วยขึ้นราดำคล้ำ ที่ขอบผิวเปลือกบางผลมีรอยช้ำที่ขอบ บ่งชี้ได้ว่ากล้วยของเราไม่มีสารเคมีป้องกันเชื้อรา แต่จะเป็นผลดีได้อย่างไร เมื่อสหกรณ์ที่ญี่ปุ่นต้องสูญเสียรายได้จากสาเหตุนี้ไปประมาณ 15-20 เปอร์เซนต์ และส่วนที่เขาต้องสูญเสียนั้นเกิดขึ้นจากข้องบกพร่องของกระบวนการจัดการ ของพวกเราผู้ส่งออกไปให้เขา 

                                                

    คณะของเราและคณะที่โรงบ่ม ร่วมกันสรุปสาเหตุที่สำคัญ  ของการเกิดเชื้อรา สาเหตุประการแรกได้แก่ความชื้น และความสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาและพัฒนากระบวนการบรรจุกล่องกันไหม่

       1. ทำอย่างไรให้เกิดความแห้งมากที่สุด

       2. ควรมีกระดาษซับความชื้นที่สามารถดูดซับความชื้นได้ดี ห่อที่ขั้วกล้วยหรือเปล่า

   ส่วนรอยช้ำที่ขอบผลกล้วย ต้องแก้กันที่กระบวนการตัดกล้วย การตรวจเปอร์เซนต์ความแก่ของกล้วยก่อนตัดออกจากต้น การจัดการขนกล้วยหลังการตัดจากต้นจนถึงโรงงานบรรจุกล่อง ซึ่งในขณะนั้นการแก้ปัญหาของสหกรณ์ท่ายางเพชรบุรี ที่ส่งกล้วยให้สหกรณ์โตเกียว  มีการจัดการเป่าลมให้แห้ง และการล้างทำความสะอาดกล้วยอย่างเป็นระบบ (ทุกวันนี้ไม่มีปัญหาเหล่านี้อีกแล้วหรือมีก็น้อยมาก)

       เวลา 10.30 น.  ออกจากโรงบ่มกล้วยเดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรกิโนกาว่า   ครงบริเวณด้านหน้าสำนักงาน เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตด้านการเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งผลผลิตเหล่านั้นประกอบด้วย ผลไม้ เช่น ส้มโชกุน แอพเปิ้ล องุ่น ลูกพลับ ผลกีวี แตงโม แตงแคนตาลูป มะเขือเทศ สะตอเบอรี่  และผลไม้ที่เราไม่รู้จักอีก 2-3 ชนิด ส่วนผักก็มี ผักกาด ผักคะน้า แตงกวาผลยาวคล้ายบวบ ต้นหอม มันฝรั่ง มันแกว หัวผักกาด มะเขือยาว หน่อไม้ฝรั่ง  เราเดินชมแปลงมะเขือเทศ และแปลงผักบริเวณไกล้ๆสหกรณ์ สภาพดินของเขาเป็นดินที่คลุกปุ๋ยหมัก หรืออินทรีย์วัตถุอย่างเต็มที่  มีการจัดการระบบน้ำอย่างดีเยี่ยมรูปแบบระบบน้ำหยด มีการใช้พลาสติคคลุมดิน กันน้ำระเหย มีการเจาะพลาสติกเป็นช่องเพื่อระบายอากาศ การให้อาหารใช้วิธีพ่นทางใบ      ในแปลงส้ม เราดูแล้วพบเห็นแต่ความสมบูรณ์ทั้งของดินและต้นไม้อย่างหาที่ติไม่ได้ ทั้งการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอของลำต้นแทบทุกต้นในแปลงเดียวกัน ความดกของผลส้มคุณภาพของดินสังเกตุจากหญ้าที่ใบดกดำลักษณะคล้ายหญ้าหูปลาช่อน หรือผักกาดนกเขาในบ้านเรา ก้านดอกก้านใบของหญ้าเหล่านั้นอวบโตกว่าก้านไม้ขีด เมื่อนึกถึงแปลงปลูกผลไม้ในบ้านเรา   ใช้ยากำจัดวัชชพืชกันอย่างพร่ำเพรื่อมาก อาจเป็นเพราะขาดความรู้ในการจัดการแปลงปลูก     มัคคุเทศของสหกรณ์กิโนกาว่า นำพวกเรานั่งรถ เที่ยวชมทิวทัศน์ไปตามถนนต่างๆ ภายในหมู่บ้านและชุมชน รอบๆสหกรณ์ บริเวณที่เนินและเขตภูเขาที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรม  มีต้นไม้หลากหลายในลักษณะป่าสมบูรณ์ และเกือบสมบูรณ์  ต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นสนและต้นไม้เมืองหนาว พยายามที่จะพูดคุยกับมัคคุเทศน์ผ่านคุณจุล ได้ความว่า ในสมัยก่อนป่าเหล่านี้ถูกทำลายจากน้ำมือมนุษย์ และภัยธรรมชาติ และเมื่อไม่เกิน 40 ปีที่ผ่านมา มีการปลูกและดูแลโดยให้เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ก็ไม่ได้สอบถามถึงลักษณะการดำเนินงาน เพราะพูดจาส่งภาษากันลำบาก แต่ก็อดนึกไม่ได้ถึงกระบวนการปลูกป่าในบ้านเราที่ผ่านมาหลายๆปี   และ การปล่อยทิ้งให้ป่าที่ถูกทำลาย กลายเป็นเขาหัวล้าน และป่าเลื่อนลอย

     การปลูกป่าเขามีการจัดการในการป้องกันการพังทะลายของดินเป็นอย่างดี  ตามแนวคันดินที่ทำแบบขั้นบันได มีรางระบายน้ำคอนกรีค เพื่อป้องกันการพังทะลาย 

    เวลา 11.30 น. หลังจากเดินชมแปลงเกษตรต่างๆแล้ว ก็พากันกลับมานั่งในห้องทำงานของคุณ นิชิอุระประธานสหกรณ์  โดยนั่งรวมกันที่โต้ะประชุมย่อย  คุณนิชิอุระบรรยายสรุปให้พวกเราฟังได้ความว่า สหกรณ์การเกษตรชิโนกาว่า มีสมาชิก 800 คน สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร  เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยสหกรณ์จะทำหน้าที่ให้บริการรวบรวมผลผลิต และจัดหาสินค้าที่สมาชิกต้องการมาไว้บริการ  นอกจากรวบรวมผลผลิตของสมาชิกแล้ว สหกรณ์ยังรับบริการบรรจุสินค้าให้แก่สหกรณ์อื่นๆเพื่อกระจายไปยังตลาดต่างๆด้วย

     ในด้านผลผลิตประเภทผักหรือผลไม้  ที่เหลือจากการนำส่งให้แก่สถานที่ต่างๆแล้ว หากไม่ดำเนินการอย่างไรก็จะเกิดการสูญเสีย ทั้งต้นทุนและกำไรที่ควรจะได้รับ  ทางสหกรณ์จึงได้นำเงินของสหกรณ์ในส่วนที่จัดไว้ในหมวด ทุนขยายกิจการ ไปลงหุ้นกับเอกชนดำเนินงานโรงงานผักดอง ทำให้สามารถแก้ปัญหาการสูญเสียผลผลิตของสมาชิกได้เป็นอย่างดียิ่ง   ประธานสหกรณ์ได้หยิบวารสารต่างๆของสหกรณ์ให้พวกเราดู  เป็นวารสารที่สหกรณ์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า ความเคลื่อนไหวของกิจการสหกรณ์ ทั้งด้านการตลาด และข่าวสารวิชาการที่สมาชิกควรรับรู้ ฯลฯ โดยส่งให้สมาชิกอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์  สิ่งที่จะขาดไม่ได้และต้องแนบไปพร้อมกับหนังสือวารสารก็คือแบบฟอร์มแสดงความคิดเห็นที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์

    เวลา 12.00 น. คุณนิชิอุระ ได้นำคณะของพวกเราไปรับประทานอาหารกลางวันที่ริมแม่น้ำระยะห่างจากสหกรณ์ประมาณ 50 กิโลเมตร เราเขียนชื่อร้านไม่ถูกเพราะท่านแนะนำเป็นภาษาญี่ปุ่น เลยจดไม่ทัน  ภายในบริเวณร้านอาหาร อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยลูกค้า   อาหารที่สั่งมาคล้ายๆกับอาหารที่โรงแรมโฮชิ ที่เราพักค้างมาเมื่อคืน ซึ่งคิดว่าจะเป็นวัฒนธรรมการบริโภค ประจำท้องถิ่น บ้านเราก็คงแยกเป็น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอิสาน ฯลฯ  เบียร์ถูกสั่งมาเรียกน้ำย่อย  เบียร์ของญี่ปุ่นดีกรีค่อนข้างต่ำ จึงดื่มแล้วเฉยๆ หรือเพราะเราคอแข็งก็ไม่รู้  นั่งกินอาหารไปดูน้ำที่ไหลเอื่อยๆในแม่น้ำ พลางนึกถึง ลำคลองบ้านเรา ที่น้ำขุ่นคล้ายน้ำโคลน โดยเฉพาะเวลาฝนตกเพียงเล็กน้อย ดินที่ถูกชะลงไปในแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำขุ่นคลัก แต่แม่น้ำที่นั่งดูอยู่นั้น ใสสะอาด ตรงกลางซึ่งดูเป็นที่ลึก  มีสีน้ำเงินอ่อนสะท้อนกับแสงแดด  อดที่จะสังเกตุระบบกำจัดน้ำเสียของร้านอาหารก่อนที่ จะปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำไม่ได้ มองที่รางระบายน้ำที่ไหลออกไปจากตัวอาคาร บริเวณปลายท่อมีบล้อกคล้ายบล้อกซีเมนต์ใส่ทรายไว้  สอบถามคุณจุลโคยาม่าได้ความว่าน้ำที่ไหลออกจากตัวอาคารจะถูกปรับปรุงโดยระบบบำบัดน้ำเสียเรียบร้อย คิดในใจว่าคงจะเป็นระบบกรองขยะเปียกและส่วนของไขมันที่ต้องกำจัดอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจจะย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์

เวลา 13.30 น. หลังจากอิ่มหมีพีมันกันพอสมควร  คณะเราก็ออกเดินทางไปยังโรงงานผักดอง  ซึ่งโรงงานผักดองที่ไปชมนั้น คุณ นิชิอุระรั้งตำแหน่งผู้จัดการโรงงานอีกตำแหน่งหนึ่ง เรียกว่ากินตำแหน่งควบว่างั้นเถอะ เมื่อเข้าไปนั่งในห้องรับรอง ผู้จัดการก็เรียกเจ้าพนักงานให้นำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของโรงงานมาให้พวกเราดู  ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นประกอบไปด้วย ผักกาดขาวดอง แตงกวาดอง มะเขือดอง ผักกาดหัวดอง และผักอื่นๆอีก สองสามชนิด เราทดลองชิมกันคนละนิดละหน่อย รสชาดของเขา เปรี้ยว เค็ม หวาน พอเหมาะ ชนิดที่เป็นออเดิฟ ได้ดีทีเดียว ผู้จัดการ บรรยายสรุปความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโรงงาน ได้ใจความว่า

        1. ต้องการให้ผลผลิตทางด้านการเกษตร ของสมาชิก  มีความเคลื่อนไหวครบวงจร สูญเสียน้อยที่สุด

        2. เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมระหว่างกลุ่มเกษตรกร กับกลุ่มนักธุรกิจ ที่สังคมญี่ปุ่นให้เกียรติกลุ่มธุรกิจมากกว่า โดยเฉพาะการยอมรับเข้าทำงาน การยอมรับเข้าเรียนในสถาบันการศึกษา และในวงสังคมทั่วไป (เออว่ะข้อคิดนี้ มาแปลกดี  )มีการแบ่งแยกชั้นกันมาก

        3. การรวมกลุ่มของเกษตรกรให้เข้มแข็ง ต้องคำนึงถึงความสำคัญเป็นอย่างมาก  ทั้งนี้เพื่อเกษตรกรสามารถต่อรอง และยืนหยัดขึ้นมาให้คุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน แม้ว่าภาครัฐในญี่ปุ่นจะเห็นความสำคัญของภาคธุรกิจมากกว่าภาคเกษตรก็ตาม เออเหมือนกับเมืองไทยเลยน่ะ 

         สัมฤทธิผลของโรงงานผักดอง ก็คือการส่งเสริมการตลาดให้แก่สมาชิก การค้นหาเทคโนโลยี ใหม่ๆในการถนอมอาหาร  ผลผลิตจากโรงงานที่เหลือจากการจำหน่ายภายนอกก็จะนำมาจัดสรรคืนให้แก่สมาชิกไว้บริโภคในราคาต้นทุน  สิ่งที่ประทับใจในด้านการจัดการตลาดของสหกรณ์นั้นก็คือการนำเสนอข้อมูลมาตรฐานการผลิตอย่างละเอียดและต่อเนื่อง ตั้งแต่กรรมวิธี ทำความสะอาด ส่วนผสมในการปรุงอย่างเปิดเผย ผลการตรวจสอบทางวิชาการ (อาจจะเป็นนักวิชาการหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับ)  เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นภาพความสะอาด ปลอดภัย ในการบริโภคผลิตภัณฑ์ผักดองของเขา สิ่งที่ประทับใจอีกประการก็คือคนงานทุกคนก่อนเข้าโรงงานต้องผ่านห้องทำความสะอาด มีเครื่องดูดฝุ่น และแปรงถูตามเสื้อผ้า เพื่อให้สิ่งที่ติดอยู่ตามตัวออกให้หมด เราข้าไปดูด ปรากฏว่าทุกคนมีทั้งขยะและเส้นผมที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้าติดแปรงดูดอยู่เป็นกระจุก

       ได้สอบถามถึงค่าแรงคนงานของโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรแถวนั้น เขาบอกว่า รายได้จากการทำงาน ชั่วโมงละ 1,700 เยน หรือประมาณ 400 บาท เราลองเปรียบเทียบค่าแรงงานขั้นต่ำ ของบ้านเรา ชั่วโมงละ 30 บาท แต่เมื่อเปรียบเทียบราคา กาแฟ ไข่ดาว ไส้กรอกหมูแฮม ชุดละ 150 บาท แต่บ้านเราชุดละ 30 -40 บาท ยังไงก็ยังคงเห็นความแตกต่าง   

          กรุณาคลิ้กเพื่ออ่านตอน ไปเที่ยวต่อที่เกาะชิโกกุ   ซึ่งเป็นตอนต่อไปได้เลยครับ

 ข้อคิดวันนี้  สงสัยจริงๆว่าญี่ปุ่นเขามีวิถีชีวิตที่เคร่งครัดในเรื่องความเป็นระเบียบและความมีวินัย ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมานานแล้ว ขณะที่พวกเราต้องเรียนรู้แล้วเรียนรู้อีก  กว่าจะได้กำหนดเรื่องเศรษกิจพอเพียงเป็นวาระแห่งชาติในรัฐบาล ท่านพลเอกสรยุทธ เมื่อปีที่ผ่านมา   แม้แต่การทำเกษตรธรรมชาติ ทำเกษตรอินทรีย์ หากพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ไม่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะขับเคลื่อนกันได้ถึงใหน เมื่อค่านิยมที่ถูกธุรกิจเคมีเกษตรปลูกฝังการใช้สารเคมีหยั่งรากลึกแน่นอยู่ในความรู้สึกของเกษตรกรส่วนใหญ่ โดยมุ่งเน้นให้เห็นแต่กำไรที่เกิดจากรายได้ที่เป็นตัวเงินจากการขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว  แต่ความเสียหายที่เกิดชึ้นกับผืนดิน การทำลายชีวิตของตัวเอง ของผู้อื่น รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้าง  มันมากมายหลายเท่านัก  ส่วนในเรื่องของการดูแลให้มีระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคนั้น คนระดับชุมชนรากหญ้ายังขาดความเข้าใจมากๆ รอให้ภาครัฐกำหนดให้  หากเป็นเช่นนี้ คิดว่าระบบสุขภาพของคนไทยเราน่าจะต้อง ห้อยต่องแต่งโตงเตง ไปอีกนาน