รูปตลาดน้ำท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ถ่ายภาพโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด  »  พายเถิดพ่ออย่ารั้งรอพาย @ 172072 



อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ : โดย รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ »  หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 ธันวาคม 2550

๏เธอจับมือของฉันรำพันว่า             แม่แม่จ๋าหนูไม่อาจข้ามคลื่นใหญ่
เรือลำเล็กเคว้งคว้างอ้างว้างใจ        พายก็ไม่มีหรอกบอกให้รู้
๏แม่จับมือน้อยน้อยคอยส่งรัก          มือเล็กนักยังไม่คล่องก็ต้องสู้
หนูลงเรือเถิดหนาอย่าหวนดู            หนทางอยู่ข้างหน้าต้องกล้าไป
๏ไม่มีพายใช้มือน้อยค่อยวักน้ำ       โยกตัวซ้ำพาเรือไปให้ได้
หนูคนเก่งของแม่ไม่เป็นไร              หนูมีใจเต็มใจข้างในแล้ว
๏ฝนตกแล้วแม่จ๋ามาช่วยหน่อย       เรือเคลื่อนคล้อยเธอเอียงใหญ่แม่ใจแป้ว
แม่โบกมือตะโกนสั่งระวังแนว          มิผ่องแผ้วอย่างฝันนะลูกรัก
๏แดดร้อนแผดเผาไหม้หัวใจลูก       ด้วยพันผูกแม่ซ้ำซ้อนยิ่งร้อนหนัก
น้ำตาลูกหล่นรายทลายทะลัก          นี่ลูกจักข้ามได้ไหมใจแม่ร้าว
๏วันนี้.....                                      ลูกคนดีถึงฝั่งอย่างเต็มก้าว
แม่มองลูกด้วยน้ำตาที่พร่าพราว      เห็นดวงดาวในดวงตากล้าแสงงาม
๏อีกฝั่งหนึ่งนะลูกระวังระไว             แม้สดใสแต่ต้องไม่มองข้าม
เป็นฝั่งแห่งชีวิตต้องติดตาม             มีทุกความไม่รู้ให้หนูลอง
๏มีสติ มีใจ ในทุกถ้อย                    ทุกก้าวค่อยครวญคิดอย่าผิดสอง
แม่อยู่ฝั่ง(ทาง)นี้มีแต่มอง               ขอคุ้มครองด้วยรักที่ไม่มีคลาย


หลังจากอ่านกลอน อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ : โดย รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ »  หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 ธันวาคม 2550 จบลงทำให้ ผู้เขียนมานั่งตีความ คำว่าเรือ และคำว่าฝั่ง ในทางพุทธศาสนา นั้น น่าจะตีความได้ว่า

แพ=สมถกรรมฐาน
เรือ=วิปัสนากรรมฐาน
ข้าม=การปฏิบัติ (วิธีการพายเรือ)
ภพ=โอฆสงสาร/ทะเลสีทันดร

ทะเลสีทันดร เป็นชื่อทะเลในความเชื่อของพราหมณ์ซึ่งเชื่อว่าโลกเรานี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลักโลก มีภูเขาสัตบริภัณฑ์ล้อมรอบ คือภูเขา 7 ลูก ได้แก่ ยุคนธร กรวิก อิสินธร สุทัศ เนมินธร วินตก และอัสกัณ โดยระหว่างภูเขาเหล่านี้จะมีน้ำทะเลขวางกั้นเรียกว่าทะเลสีทันดร มีความกว้างใหญ่ไพศาลมากถึงขนาดที่พญาครุฑซึ่งเชื่อว่าบินได้กวักละ 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร) ยังต้องบินจนสุดกำลังจึงจะข้ามน้ำนี้ไปได้ และยังเชื่อกันว่าทะเลนี้น้ำมีความละเอียดอ่อนมากถึงขนาดวัตถุที่เบาที่สุดเมื่อตกลงไปยังจมลงสู่ก้นทะเล ไม่มีอะไรสามารถลอยอยู่เหนือผิวน้ำนี้ได้ บางทียังมีความเชื่อว่า ทะเลสีทันดรเป็นประตูระหว่างมิติต่างๆ อีกด้วย หากข้ามพ้นไปได้ก็จะพบเห็นในสิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์มากมาย เช่น ป่าหิมพานต์ เป็นต้น ที่มา http://thailanguage.royin.go.th/webboard_read.php?id=32

การข้ามทะเลสีทันดร นั้นยากยิ่ง แต่การข้าม ห้วง โอฆสงสาร นั้นยากยิ่งกว่า พระเดชพระคุณ พระมหาชัยวุธ ฐานุตฺตโม ได้อรรถาธิบาย เกี่ยวกับ ทะเลสีทันดร ไว้ใน บทความ  สีทันดร (สมุทร) ความว่า

 
เวลนฺเตน สมํ อุเทตีติ สมุทฺโท
ทะเลใด ยังน้ำให้เต็ม เสมอ ด้วยชายแห่งฝั่ง ดังนั้น ทะเลนั้น ชื่อว่า สมุทร (ยังน้ำให้เต็มเสมอด้วยชายฝั่ง)

อธิบายตามรูปศัพท์ สมุทร หรือ สมุททะ มาจาก สํ บทหน้าแปลว่า เสมอ ผสมกับ อุทะ รากศัพท์ แปลว่า เต็ม (สํ + อุทะ = สมุทะ) แปลง่ายๆ ว่า เ็ต็มเสมอ และเมื่อแปลตามวิเคราะห์จะได้ว่า ทำน้ำให้เต็มเสมอด้วยชายฝั่ง

สมุทรนั้นอาจแบ่งได้ ๒ ชนิด คือ สีทสมุทร ( ทะเลจม เป็นทะเลที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมลงไปได้) และ อสีทสมุทร (ทะเลไม่จม เป็นทะเลที่ไม่สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมได้)... และ ทะเลสีทันดร หรือ สีทันดรสมุทร นั้น ก็จัดอยู่ในประเภทของ สีทสมุทร (ทะเลจม)

คำว่า สีทันดร ในที่นี้ แยกศัพท์ออกเป็น สีทะ + อันดร ... สีทะ นั้น แปลว่า จม ในที่นี้หมายถึง สีทสมุทร (ทะเลจม) ส่วน อันดร นั้น มาจากคำว่า อันตรา แปลว่า ระหว่าง ในที่นี้หมายถึงระหว่างภูเขาสิเนรุกับภูเขายุคนธร เป็นต้น... ดังนั้น ทะเลสีทันดร ก็อาจแปลได้ว่า ทะเลที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสิเนรุกับภูเขายุคนธร...

สีทันดรนั้นแปลว่า ทะเลจม และหากแม้นว่า  สีทันดร จะแปลว่าทะเลลอย  สีทันดร นั้นก็ย่อมที่จะหมายถึง  Deadsea?  (ถึงจะไม่จม แต่สรรพสัตว์ต่างก็ต้อง วายวาง/วางวาย/ตรมตรอม/ตรอมตรม อยู่ใน Deadsea เพราะความเค็ม/ขมขื่น) อนึ่ง การลอยเรือ หรือ ลอยแพ อยู่กลางห้วง โอฆสงสาร/ทะเลสีทันดร/Deadsea เป็นสิ่งที่ไม่ควรประมาท  เพราะห้วง โอฆสงสาร/ทะเลสีทันดร/Deadsea คือหนึ่งในห้าสิ่ง ที่ มนุษย์ไม่ควรประมาท/ไม่ควรไว้ใจ ความเชื่อนี้ ปรากฎอยู่ใน กลอนนิทานเวตาล ซึ่งนิพนธ์โดย กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ความว่า


ใครจะไว้ใจอะไรตามใจเถิด        แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า
หนึ่งอย่าไว้ใจทะเลทุกเวลา        สองสัตว์(มี)เขี้ยวเล็บงาอย่าไว้ใจ
สาม ผู้ถืออาวุธสุดจะร้าย           สี่ผู้หญิงทั้งหลายอย่ากรายใกล้
ห้า มหากษัตริย์ทรงฉัตรชัย        ถ้าแม้ใครประมาทอาจตายเอย




เช่นนี้แล้วผู้เห็นภัยในห้วง โอฆสงสาร/ทะเลสีทันดร/Deadsea จึงมิควรประมาท อนึ่ง ในกลอนข้างต้น (
อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ) ฝั่งที่แม่อยู่นั้น น่าจะเป็น สัมปรายภพ (สุคติภพ/ทุคติภพ) และไม่ว่า แม่จะอยู่ ณ ภพภูมิใดๆ ท่านย่อมที่จะไม่ละทิ้งสายตาไปจากลูกของท่าน เราย่อมอยู่ในสายตาของผู้เป็นแม่เสมอๆ หากแม่ของท่านผู้อ่านสถิตยัง สัมปรายภพ  หรือภพภูมิอื่นๆ ก็ดี เชื่อแน่ว่าท่านต้องกำลังจ้องมองดูท่านผู้อ่านอยู่ด้วยทิพยญาณ เช่นนี้แล้วท่านผู้อ่านยังจะทำให้ผู้เป็นแม่ ต้องผิดหวัง เพราะ(การกระทำของเราล่ะ)หรือ ? เราจะยังกล้า มัวเมาลุ่มหลงอยู่กับ โลกียสุข เช่นนี้ต่อไปหรือ?   

มนุษย์ในยุคปัจจุบัน นั้นมีทั้งเรือ มีทั้งแพ อยู่ข้างหน้า ทั้งรู้วิธีการปฏิบัติ (วิธีการพายเรือ) ไฉนไม่ก้าวเท้าลงแพ ลงเรือ (หรือกลัว เหนื่อย) เพราะหนทางข้างหน้านั้นมองไม่เห็นฝั่ง ฝั่งนี้(ปัจจุบันขณะ/ภพ/ภวะ/ภาวะนี้) ยังสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงสุข ไฉนเลยจะก้าวเท้าลงเรือ จ้ำพายออกไปให้เหนื่อยยาก หนอ (กลางทะเลนั้นมีลมมรสุม ปลาฉลามก็มีเยอะ (เป็นอุปสรรคในการเดินเรือทั้งนั้น) 

แต่คนที่เคยไปได้กลับมาบอกว่า ฝั่งโน้นน่ะมีแต่ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คนฟังบ้างก็เชื่อ บ้างก็ไม่เชื่อ คนที่เชื่อก็ยัง กล้าๆ กลัวๆ เก้ๆ กังๆ

(กัลยาณ)มิตร มี 4 จำพวก คือ

1.เฉยๆ เห็นเพื่อน เก้ๆ กังๆ อยู่ ตัวเองก็อยู่บนฝั่ง
2.เห็นเพื่อน ยังเก้ๆ กังๆ ก็ช่วยถีบ เอ้ย ผลัก เอ้ย ผลักดัน ส่งเสริมให้ลงเรือ ลงแพ แล้วรีบจ้ำพาย (ตัวเองก็ยังอยู่บนฝั่ง)
3.ลงเรือ ลงแพ แล้วพายให้เพื่อนดูก่อน พอไปถึงฝั่งโน้น แล้วจึงกลับมาชวนเพื่อนไปฝั่งโน้นด้วยกัน
4.ลงเรือ ลงแพ แล้วพายให้เพื่อนดูก่อน พอไปถึงฝั่งโน้นแล้ว กลับมาก็ทำเฉยๆ เสีย ไม่ได้ผลัก ถีบ (พูดซิถีบ : positive ดึง หรือดัน ให้เพื่อนลงเรือลงแพแล้วจ้ำพาย


เมื่อไร จะก้าวเท้าลงเรือ กลัวอะไร?  ชีวิตนี้สั้นนัก (Life is so short) รอให้แก่ กว่านี้ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหน พายเรือ หูตาฝ้าฟาง กำลังวังชาถดถอย สงสัยจะ นิ่งแน่/แน่นิ่ง คาเรือเสียก่อนกะมัง?

ปล. ดูอย่างคุณยายในภาพสิ ท่านยังชวนหลานท่านพายเรือ(ข้ามฟาก)ด้วยกันเลย การ ข้ามภพ หากข้ามเมื่อเวลาที่อายุใกล้พลบ(ค่ำ) ย่อมมองเห็นฝั่งได้เลือนลาง หรืออาจมองไม่พบฝั่ง ฉะนี้