วันคัดเลือกแพทย์ใช้ทุนสูติฯ

 

           วันนี้เป็นวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2551 ชีวิตก็คงดำเนินไปตามปกติ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บางอย่างที่ต้องบันทึกเอาไว้ก็คงผ่านเลยไปเหมือนเช่นเคย

            ในช่วงเช้า ผมมาเข้า conference ของภาควิชา ซึ่งวันนี้เขานำเสนอกรณีผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ มีเกร็ดเลือดต่ำ มีอาการตกเลือดหลังคลอด ต้องตัดมดลูก และเกิดปัญหาไตวายตามมา งานนี้พี่เปิ้ลผู้น่าสงสารของผมเป็นเจ้าของไข้ ว่าถึงอาจารย์ท่านนี้ต้องบอกว่า เธอควรไปทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ ทำสังฆทานซะบ้างแล้ว เพราะว่าเมื่ออยู่เวรทีไร เธอนั้นแทบจะต้องนอนเฝ้าโรงพยาบาลทุกครั้ง ช่างยุ่งเสียเหลือเกิน แต่คนไข้คนนี้ก็รอดมาได้อย่างสะบักสะบอม เพราะตัวโรคของเธอนั้นมันรุนแรงมากครับ ไม่ใช่เพราะเราทำเธอน่วม

            จากนั้นก็ออกมาคุม PBL นักศึกษาแพทย์เรื่อง HIV งานนี้ก็สนุก เพราะว่าจากเมื่อครั้งที่เราเจอกันเมื่อพฤหัสบดีที่แล้ว ก่อนจากกันผมก็ให้เบี้ยเอาไว้กับหัวหน้ากลุ่มเพื่อซื้ออาหารเช้ามากินกันก่อนเรียน ผมนัดเขาไว้ที่ภาควิชาเพราะว่าขี้เกียจเดินไปสอนถึงตึกแพทยศาสตร์ และที่ห้องประชุมของภาคผมนั้น น่าเรียนกว่าที่นู่นเยอะครับ มีที่เสียบสายไฟหลายตัว (เดาได้ว่า ท่านๆเธอๆ ต้องหิ้ว notebook มาคนละตัวแน่ๆ) มีสัญญาณ internet มีจอฉายเพื่อนำเสนอ เก้าอี้ก็สบายกว่า กาแฟก็มีให้กิน ว่าแล้วก็เริ่มนำเสนอความรู้ที่ไปหากันมา

            ที่ว่าสนุกก็เพราะว่า ผมมักจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอๆเมื่อคราวที่ต้องคุม PBL บ่อยครั้งที่อาจารย์สงสัย เขาก็ไปช่วยหาคำตอบมาให้เราฟัง บางครั้งเวลาที่เขานำเสนอ ผมก็จะกวนตีนถามไปบ้าง ยั่วให้เกิดความสงสัยกันขึ้นมาบ้าง อย่างนี้ไงเล่าที่ผมรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ต้องคุม PBL และด้วยความเป็นพวก abstract random (AR) แบบผม ก็ทำให้กว่าเราจะเสร็จการเรียนนั้น ปาเข้าไปเที่ยงครึ่ง ก่อนจากกัน เด็กๆก็ถามผมว่า เป็นอย่างไรบ้างรับอาจารย์ ผมก็ตอบไปว่า สนุกและมีความสุขครับ

            ผ่านมาช่วงบ่ายก็เป็นการมานั่งฟังเหล่าบรรดาแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้านนำเสนอผลงานวิจัย ก่อนที่จะไปแข่งนำเสนอกันจริงๆในงานประชุมวิชาการกลางเดือนหน้านี้

            ว่ากันถึงเรื่องนี้ก็จะเท้าความ เล่าให้ฟังว่า เหล่าบรรดาคุณหมอที่มาเรียนต่อในสาขาสูติฯนั้น ต้องผ่านการทำวิจัยคนละ 1 เรื่องเพื่อส่งราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อผ่าน จึงสามารถสอบบอร์ดได้ และที่ม.อ.นี้เรามีความเป็นพิเศษอย่างหนึ่งก็คือ เราจะให้เขานำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการคณะแพทย์ประจำปีด้วย ซึ่งก่อนการนำเสนอชิงรางวัลกันจริงๆนั้น บรรดาคณาจารย์ในภาควิชา ต้องมานั่งฟังเขานำเสนอ แก้กันแล้วแก้กันอีกจนอาจารย์พอใจนั่นแหละ จึงจะได้เอาไปพูดจริงๆ ลองนึกถึงเมื่อก่อนที่เราต้องนำเสนอด้วยแผ่นสไลด์สิครับ ว่ามันจะยุ่งยากสักแค่ไหน แก้สักแผ่น เล่นเอารวนไปเลย ไหนต้องเรียกช่างภาพมาถ่าย รอการล้าง แล้วเรียงแผ่นสไลด์ในถาด มานำเสนอ ไม่ถูกใจอาจารย์ก็เริ่มแก้กันใหม่ กว่าจะจบกันไปก็เสียไปหลายแผ่น แต่ตอนนี้ก็แก้ในโปรแกรม PowerPoint แป๊บเดียวก็เสร็จพร้อมนำเสนอ

            เราให้เด็กๆนำเสนอ 2 แห่งครับ อีกที่หนึ่งก็คือในการประชุมวิชาการประจำปีของราชวิทยาลัยฯ งานนี้เป็นภาษาอังกฤษครับ และเป็นที่น่าชื่นใจก็คือ เราจะได้รางวัลเป็นประจำ ทั้งที่ม.อ.และจากราชวิทยาลัยฯครับ (ขอโม้หน่อยเถอะ)

            เสร็จจากการเคี่ยวเข็ญ ก็มาต่อด้วยการประชุมภาควิชาในวาระพิเศษ ที่ว่าพิเศษก็เป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันที่เราจะพิจารณาคัดเลือกแพทย์ใช้ทุน

            ความพิเศษของการที่เป็นมหาวิทยาลัยในชนบท อย่างม.อ เชียงใหม่ ขอนแก่น ก็คือเราสามารถมีแพทย์ใช้ทุนได้ แพทย์ใช้ทุนก็คือ แพทย์ที่เรียนจบใหม่ๆสดๆซิงๆเลือกที่จะมาทำงานใช้ทุนในโรงพยาบาลของเรา และขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนในสาขาเชี่ยวชาญเฉพาะทางไปด้วยเลย ต่างกันคณะแพทย์ในกรุงเทพฯ ที่จะไม่มีระบบแพทย์ใช้ทุน คนที่เข้ามาเรียนต่อก็คือกลุ่มแพทย์ที่เขาใช้ทุนเสร็จแล้ว และเข้ามาเรียน โดยที่อาจจะเอาทุนมาหรือไม่มีทุนมาก็ได้ แบบนี้เราเรียกว่า แพทย์ประจำบ้าน หรือ resident

แต่สำหรับที่บ้านผมนั้น มีได้ทั้งแพทย์ใช้ทุน และแพทย์ประจำบ้าน อย่างนี้เราชอบ เพราะเด็กที่มาเป็นแพทย์ใช้ทุนนั้นมักเป็นกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษ เช่น เด็กเรียนเก่ง เด็กที่เป็นนักกิจกรรม เด็กกลุ่มนี้มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการสอบบอร์ด เพราะความเก๋า ความสดใหม่ของพวกเขา แต่กลุ่มนี้ก็มีส่วนด้อยเช่นเดียวกัน นั่นก็น่าจะเป็นเพราะความเป็นเด็ก ไม่เคยผ่านการทำงานในชุมชนมาก่อน ในส่วนของแพทย์ประจำบ้านนั้นก็มีความแตกต่างออกไป กลุ่มนี้ที่เห็นชัดๆก็คือความเป็นผู้ใหญ่ เขาจบไปทำงานข้างนอกมาแล้ว อยู่ชุมชนมาแล้ว ดังนั้นความคิด ความสุขุมจะมีมากกว่าน้องๆแพทย์ใช้ทุน แต่นั่นแหละ บางครั้งก็เกิดปัญหาได้บ้าง เป็นต้นว่า ต้องเริ่มอ่านหนังสือใหม่ ต้องมาเจอน้องๆที่ตอนนี้กลายเป็นรุ่นพี่ทางการเรียน (ก่อน) ซะแล้ว ก็คละเคล้ากันไปนะครับ

           

            มาเข้าเรื่องของวันนี้กันต่อนะครับ

 

           เมื่อราวต้นเดือนเราเริ่มสัมภาษณ์ extern ที่มายื่นใบสมัครเอาไว้ ปีนี้เป็นปีที่สร้างความคึกคักให้กับภาควิชาเราอย่างมากครับ เพราะว่ามีคนมาสมัครมากถึง 9 คน โดย 7 คนเป็นเด็กม.อ.เอง อีก 2 คนมาจากที่อื่น คือ ศิริราช และ มศว. แต่ก็นั่นแหละครับ มีตำแหน่งที่น่าจะรับได้ราวๆ 4 คน ทั้งนี้ต้องขึ้นกับตำแหน่งที่รัฐบาลจะจัดสรรมาให้ ดังนั้นก็เป็นเรื่องน่ากลุ้มใจอยู่ไม่น้อย เพราะคนที่มายื่นใบสมัครนั้นเรียกได้ว่า น่าสนใจแทบทุกคน ทั้งเรียนเก่ง เป็นนักกิจกรรม เป็นเด็กดีที่น่าชมเชย เป็นต้น

            ขั้นตอนการคัดเลือกก็เริ่มตั้งแต่ ยื่นใบสมัครพร้อมจดหมายแนะนำตัว (ใบ recommend) จากอาจารย์ 3 ท่าน การสัมภาษณ์ และการ vote จากแพทย์ใช้ทุนและอาจารย์ โดยคะแนนที่จะให้นั้น ก็แบ่งเป็นเกณฑ์ย่อยๆออกไป ซึ่งบอกได้เลยว่า ของภาควิชาสูติฯอันเป็นที่สิงสถิตของผมนั้น ทั้งโปร่งแสงและโปร่งใส เราแบ่งเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน อันประกอบด้วย คะแนนจากเกรดเฉลี่ย (อันนี้เป็นเรื่องของกรรมเก่าครับ ใครเรียนเก่งก็จะได้เปรียบ) คะแนนจากใบ recommend คะแนนจากการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งมีทั้งคะแนนจากอาจารย์และจากรุ่นพี่แพทย์ใช้ทุน ที่ลงมาเลือกน้องๆด้วยตัวเขาเองส่วนหนึ่ง จากนั้นท้ายที่สุดก็เป็นคะแนนจากการ vote ซึ่งก็เป็นที่มาของการประชุมในวันนี้

            และผลการคัดเลือกก็เป็นเอกฉันท์ เพราะคนที่เราและบรรดาแพทย์ใช้ทุนอยากได้ ก็ถูกเลือกได้ตรงใจ ใครไม่แน่ใจเรื่องคะแนนก็สามารถดูและตรวจสอบได้เสมอครับ ไม่มีเส้นสาย นี่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างมากครับ เรื่องเส้นสายก็ลองดูครับ เพราะหากคะแนนส่วนอื่น คะแนนจากการ vote ไม่ดี เส้นใหญ่ก็สามารถกลายเป็นวุ้นเส้นไปเลยครับ ฮ่า ฮ่า ภาควิชาไหนอยากเอาไปเป็นตัวอย่างก็เชิญเลยนะครับ โปร่งใส โปร่งใส โปร่งใส

โปร่งใส โปร่งใสๆๆๆๆๆๆๆ