“รู้เขา รู้เรา”

สรุปจากการบรรยายของ อ.วิฑูรย์  เลี่ยนจำรูญ
การหาผลประโยชน์จากความหลากหลายพันธุกรรมเกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน(ยุคล่าอนานิคม ยุคที่มีการปฎิวัติเขียว และยุคพันธุวิศวกรรม) ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตามรูปแบบของการหาผลประโยชน์ดังกล่าวก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากนัก ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือเป็นมหาอำนาจในเวทีโลกก็ยังคงเลือกที่จะเข้ามาเอาเปรียบ หรือกอบโกยผลประโยชน์ทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่มากในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ ประมาณกันว่าในธนาคารยีน (Gene bank) ทั่วโลกนั้น ยีนที่เก็บอยู่เป็นพันธุกรรมที่มาจากประเทศกำลังพัฒนาเสีย 9 ใน 10 ส่วน นอกจากนี้ที่ตั้งของธนาคารยีนนั้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาแค่ 15% ที่เหลืออยู่ในประเทศมหาอำนาจที่ว่าตัวเองพัฒนาแล้ว
จากสถานะการณ์โลกในปัจจุบันเกิดภาวะการขาดแคลนอาหารและพลังงานดูเหมือนว่าการแย่งชิงความหลากหลายทางชีวภาพยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ประเทศพัฒนาได้นำความหลากหลายพันธุกรรมของประเทศกำลังพัฒนาไปวิจัยต่อยอดเพียงเล็กน้อยและจดสิทธิบัตรในฐานะเป็นสิ่งประดิษฐ์ หรือความรู้ใหม่ และยังให้ประเทศที่กำลังพัฒนาออกกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มงวดเพื่อป้องกันมิให้มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาทั้งๆที่ทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นได้มาจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดว่าประเทศพัฒนาไม่ต่างอะไรไปจากขโมย ก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงบทบาทของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้คุ้มครองทรัพยากรที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมกับประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นเราในฐานะประเทศหนึ่งที่กำลังพัฒนาจะต้อง “รู้เขา รู้เรา” จึงควรมีการร่างและใช้กฎหมายขึ้น เพื่อใช้เป็นกลไกในการป้องกันการกระทำที่เรียกว่า “โจรสลัดชีวภาพ” และส่งเสริมระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม ทั้งนี้ต้องกำหนดมาตรการ และกลไกอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรม ผู้ใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ หรือส่วนแบ่งผลประโยชน์ และด้วยวิธีการอย่างไร ผู้ใดมีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมนั้นได้โดยเสรี ผู้ใดที่ต้องขออนุญาต หรือต้องได้รับความยินยอม หลักเกณฑ์ในการพิจารณาของหน่วยงานที่ให้คำอนุญาต และสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองนั้นมีขอบเขตเพียงใด