ภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ครม.พิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

                                     ภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ  ครม.พิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ          

รวม 3  มาตรการ ประกอบด้วย                                                                                                                                                                                         

 1) มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม                                               

2)  มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม                                                   

3)  มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย โดยเฉพาะในมาตรการแรกนั้น

มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้                                                                                                                                                                                                                                                                     1. ให้ยกเว้นภาษีเงินได้แก่บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ยกเว้นเงินได้สุทธิในวงเงิน 100,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท           

   2. ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นเงิน

ได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท จากเดิมที่กำหนดไว้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 40,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นตามจำนวนที่จ่ายจริง                   แต่ไม่เกิน 90,000 บาท                                                                                              

  3. ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ที่เป็นลูกจ้างสามารถหักลดหย่อ นเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เพิ่มขึ้น

โดยขยายวงเงินการยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท จากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง และไม่เกิน

290,000 บาท

ให้เพิ่มขึ้นเป็นในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง และไม่เกิน 490,000 บาท                                                                                                   

4.  ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้า

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000บาทให้เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 บาท                                                                                                                                  

5. ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ที่เป็นครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน สามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 บาท                                                                                                                                       

6. ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นในอัตราไม่เกินร้อยละ15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท โดยเงินได้ที่ได้รับยกเว้นดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ต้อง  ไม่เกิน 500,000 บาท                                                                                                                                                                   

7. ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวได้เพิ่มขึ้น โดยขยาย วงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท                                                                                                                                       8. ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส ซึ่งเป็นคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีบัตรประจำตัวคนพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550  มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันกับผู้มีเงินได้ โดยให้หักได้             30,000 บาทต่อคนพิการ

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป