กระบวนทรรศน์ใหม่ของการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา (New Paradigms in Higher Education Teaching and Learning)

ได้มีโอกาสได้ฟังการประชุมวิชาการประจำปี 2551 เครือข่าย ควอท (Professional and Organizational Development Network in Higher Education: POD Network)

เรื่องกระบวนทรรศน์ใหม่ของการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา (New Paradigms in Higher Education Teaching and Learning)

 

ได้มีโอกาสได้ฟังการประชุมวิชาการประจำปี 2551 เครือข่าย ควอท (Professional and Organizational Development Network in Higher Education: POD Network) เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ของการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา (New Paradigms in Higher Education Teaching and Learning) ในวันที่ 24-25 ก.ค. 2551

 

ในวันแรก คือวันที่ 24 ก.ค. 2551นั้น มีการบรรยายที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Learning in the 21th Century) โดย ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา และคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีต ผู้บริหารปูนซีเมนต์ไทย ฟังแล้วได้ข้อคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวโดยสรุปคือ ความรู้ หรือ องค์ความรู้นั้นได้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมมาก มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบทวีคูณ ทำให้เราไม่สามารถติดตามหรือจัดการได้ทัน อีกทั้งสภาพของความรู้ ที่แต่เดิมเราเชื่อว่าเป็นลักษณะที่กองรวมกัน และสามารถต่อยอดได้เป็นองค์ความรู้ใหม่ได้เปลี่ยนไป เนื่องจากมีการปฏิสัมพันธ์ขององค์ความรู้ระหว่างศาสตร์หรือสาขา ทำให้จำแนกความแตกต่างของแต่ละองค์ความรู้ได้น้อยลง และแบ่งแยกขอบเขตได้ไม่ชัดเจน  ความรู้เปลี่ยนไปเป็นของที่มีราคาและมีการค้าเข้ามาเกี่ยวข้องผนวกกับการค้าข้ามชาติ ทำให้เราต้องซื้อความรู้หรือนำเข้าในราคาแพง ตัวอย่างเช่นในรูปแบบของการไปศึกษาต่อต่างประเทศ การซื้อตำราจากต่างประเทศ การไปอบรมดูงาน การซื้อฐานข้อมูลเพื่อสืบค้นงานวิจัยแบบออนไล์เป็นต้น

อีกทั้งการแสวงหาความรู้ไม่ได้ติดอยู่กับความเป็นวิชาชีพอีกต่อไป ยกตัวอบ่างเช่น เวลาเราสนใจอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคใดๆ เราสามารถหาข้อมูลได้จาก Internet ก่อนไปพบแพทย์ ดังนั้นแพทย์เองถ้าไม่หาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมอาจไม่สามารถตอบคำถามจากคนไข้ ที่ได้ไปหาข้อมูลมาอย่างละเอียด  นอกจากนั้นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาเองอาจเกิดสภาวะที่เรียกว่า "หมดสภาพ" คือ ไม่สามารถแสวงหาความรู้ที่ทันสมัยตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเรียนการสอนได้ ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งชุมชนออนไลน์ของนักศึกษาจากหลากหลายปะเทศทั่วโลกในสาขาต่างๆ รวมตัวกันขึ้น หากวันหนึ่งนักศึกษานำคำถามมาถามอาจารย์แล้ว อาจารย์ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ แต่ในทางกลับกัน นักศึกษากลับไปได้คำตอบจาก ชุมชนออนไลน์หรือ Internet เอง วันนั้นอาจเกิดการหมดสภาพของอาจารย์ก็เป็นได้ นอกจากนั้นความรู้ยังสามารถเสื่อมสภาพได้ กล่าวคือความรู้บางอย่างนั้นถูกหักล้างโดยแแนวความคิดใหม่ๆ หากอาจารย์ไม่ได้  ปรับตัวโดยการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยใช้ความรู้เดิมๆ ที่มีอยู่ซึ่งแวดวงนักวิชาการหรือนักวิจัยทั่วโลกอาจจะเลิกใช้กันไปแล้ว

 

ผู้บรรยายได้เสนอทางออกไว้ว่า การปรับตัวนั้นต้องอาศัยการเปลี่ยนฐานความคิดหรือเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ (Paradigm shift) การเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนเป็น Student Centric หรือการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามรัฐธรรมนูญปี 50 นั่นคือต้องทำให้คนไทยสามารถคิดเป็น ตั้งสมมุติฐานเป็น แสวงหาคำตอบอย่างมีระบบเป็น และสร้างความรู้เองได้ โดยใช้ของดีที่เรามีอยู่ นั่นคือคุณธรม จริยธรรม ศีลธรรม ปรับแนวความคิดจากทุนนิยมไปใช้หลักพอเพียง อยู่ร่วมกันแบบเป็นสุขแทนการแข่งขันเพื่อกำไรสูงสุด

 

ยังมีการตั้งข้อสังเกตุจากผู้ยรรยายว่าปัจจุบัน มีหลายสถาบันที่ประกาศตัวเองเข้าสู่การจัดอันดับโลก แต่สถาบันต้องมองตัวเองว่ามีจุดแข็งด้านไหน ไม่หลอกตัวเอง เพราะคงไม่มีใครสามารถเป็นที่หนึ่งได้ในทุกด้าน ดังนั้นการตั้งเป้าหมายจึงต้องเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานตามสภาพความเป็นจริง ต้องสนับสุนนในสิ่งที่มี เด่น หรือเป็นอยู่แล้ว และต้องรองรับกับความต้องการในประเทศให้ได้ก่อน จึงจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนในพาประเทศให้รอดพ้นจากสถาวะวิกฤติได้

 

สำหรับในวันที่สอง (24 ก.ค. 2551) นั้นมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ การสร้างหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency Based curriculum) โดย รศ.บรรเลง ศรนิล ท่านได้อธิบายว่าเป็นการออกแบบหลักสูตรโดยใช้ฐานความสามารถหรือที่เรียกว่า สมรรถนะ เป็นตัวตั้งว่าผู้สำเร็จการศึกษาน่าจะต้องทำอะไรได้บ้าง โดยการออกแบบหลักสูตร ตั้งต้นด้วยความต้องการหรือจุดมุ่งหมายหลักที่ต้องการให้นักศึกษาเป็นเมื่อจบการศึกษา (Key Role) หน้าที่หลักที่ต้องทำมีอะไรบ้าง (Unit of Competency) สมรรถนะย่อย (Element of Competency) ลงไปถึงในรายละเอียดการปฏิบัติงาน (Performance criteria) ซึ่งบัณฑิตจะต้องทำได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

 

การจัดวางหลักสูตรนั้นต้องอาศัยกระบวนการที่

1. ผู้สอนต้องกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่าต้องการให้ผู้เรียนมีสมรรถนะอะไร

2. สอนทุกวิชาเป็นสมรรถนะย่อยต้องเน้นรู้จริง ปฏิบัติได้จริง

3. ต้องมีการบูรณาการณ์ความรู้ในสมรรถนะต่างๆ เข้าด้วยกัน ผ่านโครงงาน วิทยานิพนธ์ หรอ ปริญญานิพนธ์

 

มองย้อนกลับมาดูเรื่องหลักสูตรของรังสีเทคนิคเอง ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านคณาจารย์หลายๆ ท่านจากทุกสถาบัน ที่ได้ช่วยกันวางหลักสูตรใหม่อย่างทันสมัย  โดยยึดตามสมรรถนะของนักรังสีเทคนิคที่กรรมการวิชาชีพได้วางแนวทางไว้ให้แล้ว

 

ในช่วงถัดมา มี Prof Gunter Saunders จาก University of Westminster, UK มาบรรยายเรื่องการใช้ Technology ในการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมจากการเรียนการสอนปกติ ไม่ได้เป็นการแทนที่ของเดิม โดยสรุปผู้บรรยายเชื่อว่า การใช้เทคโนโลยี  แบบ ออนไลน์นั้น (Internet หรือ Interactive media) สามารถช่วยนักศึกษาโดย ทำให้กระบวนการเรียนการสอนบางอย่างมีประสิทธิภาพมากขั้น ช่วยเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนละผู้สอน และช่วยเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนละผู้เรียนเอง

 

ตัวอย่างการใช้ Technology ที่ในการเรียนการสอนที่University of Westminster คือ

การสนับสนุน การสอนด้านเนื้อหา, การสื่อสารในชั้นเรียน (Synchronous หรือ Asynchronous), การสร้าง e-portfolios, การใช้สื่อการสอนเพื่อการศึกษาด้วยตนเอง, การให้คำปรึกษาออนไลน์ (E-Mentoring) การใช้แบบฝึกหัด ข้อสอบเก่า การสอบออนไลน์

 

เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ เช่น Blog/Wiki ต่างๆ หรือสังคมออนไลน์ เช่น HI5.com MySpace, การร่วมใช้ทรัพยากรสื่อผสมผ่าน YouTube.com, Scribd.com, Flickr.com, SlideShare.com, การใช้เครื่องมือ สำหรับสนับสนุนการทำงานร่วมกันเช่น Google Calendar เป็นต้น

 

การเรียนการสอนจะเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและปรับตามความต้องการของผู้เรียน การสอนกลายเป็นการเน้นสิ่งที่สำคัญที่อยู่ในสื่อการสอนแบบดิจิตอล และผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบตนเองมากขึ้น โดยการศึกษาเนื้อหาล่วงหน้าก่อนเข้าชั้นเรียน และประเด็นสุดท้ายคือความต้องการให้นักศึกษาสามารถต่อเข้า Internet ได้ตลอดเวลา ซึ่งมีนัยสำคัญที่ว่าเราคงต้องมี Online Class Management Tools หรือสภาวะแวดล้อมที่เป็นห้องเรียนเสมือน เช่น WebCT หรือ Blackboard หรือเป็นแบบที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น LearnSquare (Nectec เป็นผู้พัฒนา), Moodle (Open Source)

 

ผู้บรรยายยังยกตัวอย่างว่า ผู้เรียนใน UK ชอบเนื้อหาที่สามารถพิมพ์และเก็บลงไฟล์ได้ ชอบให้มีกิจกรรมในห้องเรียน ซึ่งประเด็นนี้อาจแตกต่างกับนักเรียนในประเทศไทย ที่ไม่ชอบตอบสนองในห้องเรียน คืออาจารย์ถามอะไรมักจะมีแต่ความเงียบงัน หากเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาไทยสามารถตอบสนองอย่างเงียบๆ ได้ เช่น กระดานสนทนาออนไลน์ ที่นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องเกรงใจเพื่อนหรืออาจารย์ อาจเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันหรือกับผู้สอนได้