จากการที่รัฐบาลเสนอ “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อไทยทุกคนหากพิจารณาในเชิงหลักการ  ผมเห็นด้วยกับ 6 มาตรการนี้ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและยากจน ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเงินเฟ้อ  นอกจากนี้ 6 มาตรการนี้ยังมีประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณมากกว่าการแจกคูปองให้คนยากจน เพราะการแจกคูปองอาจไปไม่ถึงคนยากจน เนื่องจากภาครัฐไม่มีข้อมูลว่า      ใครเป็นคนจน ในขณะที่ 6 มาตรการนี้ มีกลไกการแบ่งแยกคนจนและคนรวยทำให้ไม่ต้องเสียต้นทุนในการตรวจสอบว่า ใครเป็นคนยากจน ทำให้คนที่มีฐานะไม่เข้ามาแย่งใช้บริการจากคนที่ยากจน เช่น รถไฟชั้น 3 จะมีเฉพาะคนยากจนเท่านั้นที่ใช้บริการ การนั่งรถเมล์ร้อนฟรีจะทำให้ผู้โดยสารแน่นขึ้นและเสียเวลารอนานขึ้น ทำให้คนยากจนเท่านั้น ที่ยินดีรอและยินดีใช้บริการ และบ้านที่ยากจนก็น่าจะใช้น้ำประปาและไฟฟ้าน้อย อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ ในรายละเอียด ผมมีข้อสังเกต ดังนี้

การจัดสรรงบประมาณบางส่วนขาดประสิทธิผล (ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลัก) โดยสังเกตได้จากงบประมาณส่วนใหญ่ใน 6 มาตรการนี้ เป็นการลดภาษีน้ำมันถึง 3.2 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการลดอัตราภาษีน้ำมันไม่ได้มุ่งเป้าช่วยเหลือผู้มีรายน้อยเป็นหลัก เพราะการลดภาษีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมัน อี 20 และ อี 85 ผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีรถยนต์ส่วนตัว ส่วนการลดภาษีน้ำมันดีเซล และ บี 5 แม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งลดลง แต่เป็นการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างภาคขนส่ง ภาคการผลิต หรือผู้ที่มีรถยนต์เชิงพาณิชย์กับประชาชนทั่วไป

ส่วนมาตรการที่คนยากจนได้ประโยชน์โดยตรงมีวงเงินประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น หากพิจารณาจากสัดส่วนงบประมาณที่ใช้ในมาตรการนี้ คนยากจนได้รับการอุดหนุนงบประมาณน้อยกว่า ขณะที่ชนชั้นกลางและภาคขนส่งได้รับงบประมาณอุดหนุนมากกว่า

เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้ในการบรรเทาความเดือดร้อนของคนยากจน รัฐบาลน่าจะจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยคนยากจนมากขึ้น และลดงบอุดหนุนราคาน้ำมันแก่คนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวลง แต่หากมุ่งชะลอ การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อด้วย มาตรการเหล่านี้จะไม่ช่วยชะลอเงินเฟ้อได้ มากนัก เพราะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อเพียง 0.5-1% เท่านั้น  ยิ่งไปกว่านั้น การอุดหนุนราคาน้ำมันยังทำให้คนไม่ประหยัดการใช้พลังงานด้วย

ผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท ในความเป็นจริง ประชาชนในชนบทได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อมากกว่าคนในเมือง เพราะอัตราเงินเฟ้อในชนบทสูงกว่าในเมืองมาก เนื่องจากสินค้ามีต้นทุนค่าขนส่งมากกว่า  แต่มาตรการของรัฐบาลกลับช่วยเหลือคนยากจนในเมืองมากกว่าในชนบท เพราะคนยากจนในเมืองได้ประโยชน์หลายด้านทั้งการลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสารรถเมล์ ส่วนคนยากจนในชนบทได้ประโยชน์น้อยว่า แม้จะได้ลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าโดยสารรถไฟ แต่เพราะรถไฟไม่ได้วิ่งผ่านในทุกพื้นที่ และการขึ้นรถไฟมักจะเป็นการเดินทางข้ามจังหวัดเท่านั้น คนในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ใช้รถโดยสารประจำทางและรถสองแถว แต่รัฐบาลไม่ได้อุดหนุน

 ผมเห็นว่า รัฐบาลควรขยายการอุดหนุนไปสู่ขนส่งมวลชนในแต่ละจังหวัดด้วย โดยนำงบประมาณจากการลดภาษีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ มาใช้อุดหนุนค่ารถโดยสารในต่างจังหวัด เช่น รถเมล์ของเทศบาล รถเมล์ที่วิ่งบนเส้นทางหลักในจังหวัด เป็นต้น

การกำหนดเงื่อนไขของมาตรการที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะมาตรการลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า หากพิจารณาตามสามัญสำนึก บ้านที่ใช้น้ำและใช้ไฟฟ้าน้อย น่าจะเป็นครัวเรือนที่ยากจน แต่ในสภาพความเป็นจริง ครัวเรือนที่ยากจนมักจะมีสมาชิกจำนวนมากอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หรือร่วมกันหลายคนเพื่อเช่าห้อง

ขณะที่คนที่มีรายได้สูงขึ้น และชนชั้นกลาง มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่ไม่มีลูกหรือมีลูก 1-2 คน สามีและภรรยาทำงานนอกบ้านทั้งสองคน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่คนยากจนในบางครัวเรือนจะไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการลดค่าน้ำและค่าไฟฟ้า เพราะถึงแม้ว่าแต่ละคนในบ้านจะใช้น้ำและใช้ไฟน้อย แต่มีคนอยู่ในบ้านจำนวนมาก ทำให้การใช้น้ำและไฟฟ้าทั้งหมดสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  ในทางตรงข้าม บ้านชนชั้นกลางบางแห่งอาจได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ ถึงแม้ว่าแต่ละคนในบ้านจะใช้น้ำและใช้ไฟฟ้ามาก แต่ด้วยเหตุที่มีสมาชิกในบ้านน้อย ทำให้การใช้น้ำและไฟฟ้าทั้งหมดต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีกิจกรรมที่ใช้น้ำและใช้ไฟฟ้าน้อย เพราะสมาชิกในบ้านใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้าน ไม่ได้ปรุงอาหารทานเอง รวมทั้งจ้างร้านซักรีดให้ซักผ้าและรีดผ้าให้  ดังนั้น หากต้องการให้คนยากจนได้ประโยชน์จริงควรมีการกำหนดเกณฑ์การใช้น้ำและไฟฟ้า โดยคำนวณตามรายหัว โดยนำปริมาณการใช้น้ำและไฟฟ้ามาหารด้วยจำนวนคนในบ้าน ส่วนกรณีห้องเช่าหรือหอพัก หากแต่ละห้องมีมิเตอร์น้ำและไฟฟ้าแยกกัน ให้คำนวณแยกรายห้อง แต่หากทุกห้องใช้มิเตอร์รวมกัน ก็ให้คำนวณรวมทั้งหอพัก

ผลกระทบอื่น ๆ ของมาตรการ รัฐบาลยังไม่กล่าวถึงมาตรการรองรับผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อรถร่วมบริการ เพราะเมื่อประชาชนหันมาใช้รถเมล์ ขสมก.จำนวนมาก จะทำให้รายได้ของรถร่วมฯ ลดลง อาจจะทำให้รถร่วมฯ ขาดทุน และหยุดวิ่งให้บริการ

ผมจึงเสนอว่า รัฐบาลควรให้รถร่วมฯ เข้ามามีส่วนในมาตรการนี้ด้วย เพราะรถเมล์บางสายมีแต่รถร่วมเท่านั้น ไม่มีรถ ขสมก. หรือรถเมล์บางสายส่วนใหญ่เป็นรถร่วมฯ แต่มีรถ ขสมก.น้อยมาก นอกจากนี้ การอุดหนุนรถร่วมฯ  อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าการอุดหนุนรถ ขสมก.เพราะรถร่วมมีต้นทุนต่ำกว่ารถ ขสมก. การอุดหนุนรถร่วมฯ นั้นอุดหนุนเฉพาะค่าโดยสาร แต่ ขสมก.นั้นต้องชดเชยรายได้ จากการจำหน่ายตั๋วให้กับพนักงาน ขสมก.ด้วย

แม้ 6 มาตรการของรัฐบาลมีหลักการที่ดี แต่ผมเห็นว่าควรมีการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดให้ลงไปถึง คนที่เดือดร้อนที่สุด ควรมีมาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากมาตรการนี้ด้วย

โพสต์ทูเดย์  24  ก.ค. 2551