"เลี้ยบ" อัดมาตรการปลุกเศรษฐกิจต่อเนื่อง สั่ง สศค.รื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เดินหน้าไล่บี้ภาษีที่ดิน "แลนด์ลอร์ด" เตรียมปลอบขวัญภาคธุรกิจด้วยการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20-25% บูตการลงทุนปีหน้า สรรพากรโชว์ 9 เดือน เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เกินเป้ากว่า 1.2 หมื่น ล. มั่นใจมาตรการ 4 มี.ค.ทำรัฐเสียหายไม่ถึง 4.2 หมื่นล้าน
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาล ได้ออก "6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน" ไปแล้ว ในช่วง 1-2 เดือนนี้ กระทรวงการคลังจะมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอีก โดยเน้นไปที่ภาคอุปสงค์ภายในประเทศควบคู่กับภาคการส่งออก ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบผลกระทบจากปัญหาซับไพรมในสหรัฐจะมีผลกระทบแค่ไหน จึงไม่อยากไปหวังพึ่งพาการส่งออกมากนัก สำหรับปีหน้าคงต้องไปเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ขณะนี้ได้ฝากการบ้าน ไปให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นไปที่การวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว "ส่วนมาตรการระยะสั้นที่จะออกมาภายใน 2 เดือนข้างหน้า จะเป็นมาตรการ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ อย่างเช่น โครงการให้ครูเปิดสอนวิชาชีพพิเศษนอกเวลาทำการ มาตรการทางด้านการเงิน โดยใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นแกนนำปรับลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เงินฝากและเงินกู้แข่งขันกับแบงก์เอกชน" น.พ.สุรพงษ์กล่าว
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า รมว.คลังได้มอบหมายให้ สศค.ไปศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อาทิ การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล, การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีตัวอื่น ๆ เป็นต้น และให้ สศค.มารายงาน ทุกสัปดาห์ ซึ่งที่ผ่านมา สศค.ได้ศึกษาบางส่วนไว้บ้างแล้ว แต่การตัดสินใจนำมาใช้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและการตัดสินใจของ รมว.คลัง
นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สศค. กล่าวว่า ที่ผ่านมานายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ได้สั่งให้ สศค.ศึกษาแผนการปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย การปรับ ปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีศุลกากร และภาษีตัวใหม่ ๆ
โดยที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงคลังไปแล้วและกำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ว ๆ นี้ คือ ร่าง พ.ร.บ.ภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะนำมาใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน คาดว่าจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 40,000-62,000 ล้านบาท สำหรับการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สศค.เตรียมไว้เสนอ รมว.คลังมีอยู่หลายแนวทาง เช่น ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จากอัตรา 30% เหลือ 25% ของกำไรสุทธิ หรือถ้าต้องการให้มาตรการมี ผลต่อการกระตุ้นการลงทุนอย่างแรง ๆ ก็ต้องลดเหลือ 20% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รมว.คลัง และสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น
นายสมชัยกล่าวเพิ่มเติมถึงร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า มีหลักการสำคัญคือ ต้องการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีความเป็นปัจจุบันและทันสมัย โดยผู้ที่มีรายได้มาก ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาก ๆ ในทำเลที่ดี ๆ จะต้องต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย ดังนั้นจึงกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีเป็น 3 อัตรา คือ กรณีที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เสียภาษีไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าราคาประเมิน กรณีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยไม่ได้ใช้ในกิจการเชิงพาณิชย์ เสียภาษีไม่เกิน 0.1% ของราคาประเมิน และที่ดินเพื่อการเกษตร เสียภาษีไม่เกิน 0.05% ของราคาประเมิน โดยมอบหมายให้ อปท.ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและใช้ราคาประเมินของ กรมธนารักษ์เป็นฐานในการคำนวณภาษี
หลังจากที่กฎหมายผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว จะต้องเสนอให้สภาผู้แทนฯ พิจารณาเป็นขั้นตอนต่อไป จากนั้นเมื่อกฎหมายผ่านการอนุมัติจากสภาแล้วจะมีผลบังคับใช้ได้จริงในอีก 2 ปีถัดมา เพื่อให้ อปท.เตรียมความพร้อมในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่จะมีความแตกต่างจากภาษีโรงเรือนและที่ดินฉบับปัจจุบัน คือ กรณีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่เกิน 100 ตารางวา ปัจจุบันได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้ากฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้จะต้องเสียภาษีไม่เกิน 0.1% ของราคาประเมิน ส่วนกรณีที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ในช่วง 3 ปีแรกจะเสียภาษีในอัตรา 2 เท่าของอัตราภาษีที่กำหนดไว้ และถ้ายังไม่ได้นำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์อีก ให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าในทุก ๆ 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี ซึ่งกรณีนี้อาจมีการ หลบเลี่ยงด้วยการปลูกพืชคลุมดินได้
นอกจากนี้ สศค.ยังศึกษาการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยกร่างกฎหมาย เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป ในหลักการนั้นจะมีการจัดเก็บภาษีกับโรงงานที่ปล่อยทิ้งน้ำเสีย ซึ่งคำนวณจากจำนวนน้ำเสีย ที่ปล่อยออกมาในแต่ละวัน กำหนดเป็นอัตราภาษีลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายปี เช่น โรงงานขนาดเล็กปล่อยน้ำเสีย ไม่เกิน 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เสียภาษีปีละ 1,000 บาท, โรงงานขนาดกลาง ปล่อยน้ำเสีย 50-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน เสียภาษีปีละ 3,000 บาท และโรงงานขนาดใหญ่ปล่อยน้ำเสียเกินกว่า 500 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน เก็บภาษี ในอัตรา 2,500 บาทต่อตัน เป็นต้น ส่วนจะให้หน่วยงานใดเป็นผู้ทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีตัวนี้ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะให้กรมสรรพสามิตหรือ อปท. เป็นผู้จัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม
ขณะที่นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรยังไม่ได้รับทราบนโยบายจากกระทรวงการคลังที่จะให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการทั่วไป จากปัจจุบันเก็บในอัตรา 30% เหลือ25% ซึ่งหากมีการนำมาบังคับใช้จริง ก็เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีโดยรวม แต่จะไปกระทบกับสิทธิประโยชน์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้สิทธิประโยชน์ เสียภาษีในอัตรา 25% ของกำไรสุทธิอยู่แล้ว ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ไปถึงสิ้นปี 2553 "ส่วนมาตรการ 4 มีนาคม 2551 ที่ได้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 แสนบาท และปรับปรุงภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่เป็นเอสเอ็มอีไปแล้ว 9 เดือนที่ผ่านมากรมสรรพากรจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าเป้า 12,600 ล้านบาท แสดงว่ามาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนรายได้น้อยไปแล้ว ได้ไปกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ฉะนั้นที่กรมสรรพากรเคยคาดการณ์ว่ามาตรการ 4 มี.ค.จะมีผล ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 42,000 ล้านบาทนั้น ในวันนี้อาจไม่ถึงแล้ว"
นายศานิตกล่าวว่า สำหรับมาตรการ 4 มี.ค.2551 ที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ คือ มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงาน โดยให้ภาคเอกชนที่ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน นำรายจ่ายที่ลงทุนไปหักภาษีได้ 1.25 เท่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อกำหนดเงื่อนไขและระเบียบอยู่
หลังจากที่กระทรวงการคลังมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐ เป็นแกนนำปรับลดส่วนต่างดอกเบี้ยแข่งกับแบงก์เอกชน วันที่ 23 ก.ค.นี้นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ได้เชิญสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับร่างระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนธุรกรรมตามนโยบายพิเศษของรัฐ พ.ศ. ... และแนวทางจัดทำข้อเสนอขอรับเงินอุดหนุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์
ประชาชาติธุรกิจ 24 ก.ค. 2551