๑. ความนำ แม้ว่าประเทศไทยจะได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕แล้วก็ตามแต่ในช่วงหกทศวรรษแรกของการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาการเมืองไทยยังไม่สามารถก่อให้เกิดความเข้มแข็งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ อย่างแท้จริง ทั้งนี้เป็นผลมาจากสถาบันทางการเมืองและการปกครองยังมีการรวมศูนย์อำนาจ ขาดกลไกในการกระจายโอกาสและความเสมอภาคให้กับคนส่วนใหญ่ ระบบความสัมพันธ์ในสังคมยังคงเป็นแบบอุปถัมภ์ โครงสร้างทางสังคมและการเมืองยังล้าหลัง อันทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ยังมีการใช้อำนาจของรัฐหาประโยชน์ส่วนตน ไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ และไม่เอื้ออำนวยต่อการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละระดับชั้น ตลอดจนยังมีข้อบกพร่องและขาดประสิทธิภาพในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอยู่โดยทั่วไป ซึ่งจากการเล็งเห็นถึงผลกระทบของปัญหาดังกล่าวต่อการพัฒนาสังคมไทยและประเทศนี้เอง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ จึงได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเมืองไทย โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา ๗๗ ให้ “รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมืองฯ” ขึ้น เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการเมืองไทยให้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนอันสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและสังคมไทยให้ยั่งยืนและสันติสุขต่อไป
๒. สภาพแวดล้อมของการเมืองไทย แม้ว่าที่ผ่านมา การเมืองไทยจะยังคงมีปัญหาและพัฒนาไปได้อย่างช้า ๆ ก็ตาม แต่ศักยภาพทางสังคมของไทยบางด้านที่ซ่อนเร้นอยู่ ก็พร้อมที่จะถูกนำมาใช้ประโยชน์หรือโอกาสต่อการพัฒนาการเมืองไทย และสังคมไทยในท้ายที่สุด โดยในที่นี้จะขอจำแนกการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมออกเป็น ๔ ด้าน ดังนี้
๒.๑ จุดแข็ง สังคมและการเมืองไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคงของความยึดมั่นอย่างเป็นเอกภาพในสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ คนไทยทุกเชื้อชาติ ล้วนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ ให้รู้จักรักและสามัคคีจนมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสถาบันหลักที่ช่วยดำรงความเป็นเอกราชและเอกภาพทางการเมืองการปกครองของไทย เป็นสถาบันที่ดำรงความเป็นกลางและปลอดผลประโยชน์อย่างแท้จริง จนเป็นที่เชื่อถือและยอมรับโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคราที่ได้ช่วยแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองการปกครองและทางสังคมของประเทศให้ผ่านลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอดทุกครั้ง จนกลายเป็นสถาบันหลักที่ช่วยสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมืองให้กับสังคมไทย พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้กับสังคมไทยในสายตาของสังคมนานาชาติ สถาบันทางศาสนา นับเป็นสถาบันที่สำคัญอีกอันหนึ่งในการพัฒนาการเมืองไทย การยอมรับและเชื่อฟังในหลักธรรมและคำสั่งสอนทางศาสนา นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งการมีเหตุผล รู้จักยอมรับซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานอันสำคัญของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีให้มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชาวพุทธ ทำให้สังคมไทยโดยทั่วไปยึดหลักขันติธรรมและทางสายกลางเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เป็นสังคมที่ปรับตัวได้เร็วและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยและสังคมไทยยังมีความสามารถในการกล่อมเกลา บุคคลจากต่างวัฒนธรรมให้สามารถเข้ามาอยู่ในสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน และเกิดความรู้สึกร่วมว่าเป็นสมาชิก ส่วนหนึ่งของสังคมไทย นอกจากนี้ ในปัจจุบัน สังคมไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนในทุกสาขาอาชีพและทุกพื้นที่ของประเทศ และมีสาระที่สร้างความสมดุลระหว่างอำนาจ การให้โอกาสในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและบริหารประเทศของรัฐแก่ประชาชน การสร้างความโปร่งใสให้กับการบริหารประเทศ ตลอดจนการมีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐ เข้ามาเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและต่อการพัฒนาการเมืองไทย จะเห็นได้ว่า จุดแข็งอันเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทยทั้งหมดดังที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นพื้นฐานอันสำคัญต่อการพัฒนาการเมืองไทยทั้งสิ้น
๒.๒ จุดอ่อน อย่างไรก็ตาม จากการที่สังคมไทยเป็นสังคมที่ประนีประนอมและไม่นิยมแสดงออกถึงความขัดแย้งแบบเผชิญหน้าในทันที กลับทำให้สังคมไทยบางส่วนถูกผลักดันให้ถูกครอบงำและจัดการด้วยความคิดที่ยึดระบบอุปถัมภ์และยกย่องอำนาจโดยปราศจากเหตุผลอันควร เพราะที่ผ่านมา เมื่อเกิดความขัดแย้ง คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจะถูกปรับตัวให้ต้องยอมรับต่ออำนาจและเข้าฝากตัวเข้าอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของผู้ที่มีอำนาจมากกว่า หรืออ้างคุณธรรมในระบบอุปถัมภ์ คือ ความเมตตาและการทดแทนบุญคุณขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมและปกปิดความฉ้อฉล การเบียดเบียน ข่มเหง และเอารัดเอาเปรียบ ของข้าราชการและนักการเมือง รวมทั้งเจ้าพ่ออิทธิพล โดยที่กลไกการปกครองอันสลับซับซ้อนของรัฐและการตรวจสอบทางกฎหมายอย่างไม่คล่องตัวและ/หรือไม่เป็นธรรม ไม่สามารถเอาผิดได้ นับเป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจ ที่ทำให้ประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ด้อยโอกาสในชนบทหรืออยู่ไกลศูนย์อำนาจรัฐ ที่เข้าไม่ถึงต่อการบังคับใช้อำนาจรัฐและกฎหมาย เกิดความท้อแท้ จนกลายเป็นความเคยชินและยอมรับไปในที่สุด กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองที่บ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง โดยที่ยังมีความขัดแย้งในสังคมซ่อนเร้นอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง สังคมไทยจึงนิยมการใช้ “อำนาจ” ในการแก้ไขปัญหา มากกว่าการใช้“กฎหมาย” บนเกณฑ์ของความมีเหตุผลที่ถูกต้องเป็นเครื่องตัดสินเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม จุดอ่อนพื้นฐานดังกล่าวนี้ กำลังกัดกร่อนวัฒนธรรมความมีเหตุผลและนิยมความชอบธรรมอันดีงามของสังคมไทย จนกลายเป็นอุปสรรคอันสำคัญต่อการพัฒนาการเมือง
๒.๓ โอกาส ในปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าและสะดวกรวดเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลระหว่างกัน ทำให้กระแสความนิยมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน โดยที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองและบริหารประเทศมีมากยิ่งขึ้น ข้อมูลจากกระแสประชาธิปไตยโลกนี้ ได้ช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และตื่นตัว ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการสิทธิเสรีภาพ คัดค้านการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐหรือผู้มีอิทธิพลเพื่อหาประโยชน์เข้าตน เกิดกลไกการตรวจสอบโดยสังคม ต่อต้านการผูกขาดและรวบอำนาจ สนับสนุนการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม มีเหตุมีผล และใฝ่หาสันติภาพ ดังจะเห็นอิทธิพลของกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้จากกรณีการล่มสลายของสหพันธรัฐรัสเซีย และการพยายามปรับตัวให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเป็นลำดับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ความต้องการเหล่านี้ของประชาชนคือพลังร่วมที่จะช่วยสร้างโอกาสในการ “ปฏิรูปการเมืองไทย” ให้เป็นกลไกอันสำคัญในการพัฒนาประเทศ อย่างสมดุล ชอบธรรม ยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้
๒.๔ ข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม การที่กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์มีความสลับซับซ้อนและมีความเป็นพลวัตรมาก ในขณะที่ระบบบริหารราชการประเทศที่ยังคงต้องอิงอยู่กับระบบราชการและกฎหมายมีความยืดหยุ่นน้อยเช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดข้อจำกัดแก่การปรับตัวของระบบการเมืองและบริหารประเทศของไทยที่จะก้าวทันและรักษาผลประโยชน์ของชาติได้เช่นกัน เพราะท่ามกลางกระแสการเมือง การปกครอง และการค้าเสรีในสังคมโลกเช่นนี้ ประเทศที่มีระบบการบริหารจัดการที่เอื้ออำนวยและคล่องตัวกว่า รวมทั้งมีหลักเกณฑ์ ระเบียบ วิธี การผลิตและการค้าที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความรู้ นวัตกรรมทางความคิด และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่า ย่อมได้เปรียบและสามารถหาผลประโยชน์จากประเทศที่เสียเปรียบหรือด้อยกว่าได้เสมอ ดังนั้นความไม่ยืดหยุ่นอย่างเพียงพอของกลไกบริหารการเมืองการปกครองเช่นนี้ จึงนับเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการเมืองไทยด้วยเช่นกัน
๓. แนวคิด ทิศทาง และวิสัยทัศน์ใหม่ของการพัฒนาการเมือง จากแนวคิดที่ว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ในทิศทางที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการในทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดสันติสุขและความยั่งยืนขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงสามารถกำหนด “วิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาการเมืองไทย” ได้ว่า “เป็นการร่วมกันบริหารจัดการการเมืองการปกครองประเทศของคนไทยทุกคน โดยยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในแนวทางธรรมาภิบาล เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาสังคมไทยทุกด้านอย่างยั่งยืน มีความสมดุลในการใช้อำนาจรัฐ มีเสถียรภาพ ความมั่นคง ยั่งยืน และทันสมัยของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นเป้าหมาย ทั้งนี้ จะยึดหลักการใช้วัฒนธรรมแห่งความมีเหตุมีผลตามที่วิถีทางของการบริหารแบบธรรมาภิบาลเป็นคตินิยมในการตัดสินและดำเนินการบริหารการเมืองการปกครองในทุกระดับ โดยจะจัดระบบการปกครองให้มีความเป็นประชาธิปไตยแบบธรรมาภิบาล ที่มีความชอบธรรม มีประสิทธิภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม สามารถตรวจสอบได้ และสนองตอบต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องครอบคลุมการดำเนินการให้นักการเมืองไทยยึดมั่นในจริยธรรม เคารพในสิทธิของผู้อื่น ตลอดจนการมีจิตสำนึกและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีของคนไทยทุกคน”
๔. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนาการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด ทิศทาง และวิสัยทัศน์การพัฒนาการเมืองที่พึงปรารถนาดังกล่าวข้างต้น แผนพัฒนาการเมืองจึงได้กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของการพัฒนาไว้ ดังนี้
๔.๑ วัตถุประสงค์ แผนพัฒนาการเมืองมีวัตถุประสงค์ดังนี้
๑) เพื่อวางรากฐานให้สถาบันการเมืองไทยมีเสถียรภาพ เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน ทันสมัย และสนองตอบต่อความต้องการของสังคม สามารถเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริหารรัฐกิจและการพัฒนาประเทศโดยรวมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านนโยบายและการปฏิบัติ
๒) เพื่อเสริมสร้างการใช้หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการ สร้างระบอบการเมืองการปกครองให้มีความชอบธรรมสูงสุด กล่าวคือ มีทั้งความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และ ตรวจสอบได้
๓) เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ให้มีประสิทธิผลสูงสุดต่อการพัฒนาสังคมไทย
๔) เพื่อเป็นกลไกในการชักนำบุคลากรที่มีศักยภาพ คุณธรรม และจริยธรรมเข้าสู่ระบบการเมือง และเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเมืองที่ดีให้มีมากขึ้น พร้อมทั้งจัดระบบการเลือกสรรผู้เข้ารับการดำรงตำแหน่งการใช้อำนาจทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปอย่างชอบธรรม
๕) เพื่อวางรากฐานให้ทุกภาคีในสังคมมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการบริหารจัดการ และการพัฒนาประเทศ
๖) เพื่อขยายและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ควบคู่กันไปกับการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ตลอดจนปลูกฝังความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
๗) เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบธรรมาภิบาลในหมู่ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่อยู่ในกระบวนการใช้อำนาจทางการเมืองของไทย
๔.๒ เป้าหมาย เพื่อให้บรรลุถึงวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของการพัฒนาการเมือง จึงควรกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาการเมืองไทยไว้ ดังนี้
๑) ประชาชนชาวไทยทุกคนมีจิตสำนึกและวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบธรรมาภิบาล
๒) นักการเมืองไทยยึดมั่นในจริยธรรม เคารพในสิทธิของผู้อื่น
๓) สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ภายใต้โครงสร้างและการใช้อำนาจรัฐที่สามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนมีการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้านของแต่ละบุคคลและมีการกระจายอำนาจอย่างเหมาะสม
๔) รัฐให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเหมาะสมและเกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมทั้งปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในการเข้ามีส่วนร่วมอย่างมี ดุลยภาพในทางการเมืองและในการดำเนินกิจกรรมการบริหารประเทศของรัฐ ตั้งแต่ในระดับสังคมจนถึงชุมชน เกิดการถ่วงดุลอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่เป็นการใช้อำนาจภายในระบบราชการและนอกระบบราชการที่อาจมีผลกระทบถึงประชาชน ๕) สามารถเป็นพื้นฐานรองรับการพัฒนาประเทศทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การสร้าง ความมั่นคง มั่งคั่งให้กับประเทศชาติ
๕. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมือง ยุทธศาสตร์เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนาการเมืองไทยสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้
๕.๑ ยุทธศาสตร์การคุ้มครองและขยายสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ประกอบด้วยมาตรการดังนี้
๑) การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีจิตสำนึกและกระตือรือล้นในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง โดย
- จัดตั้งกลุ่มแกนส่งเสริมเครือข่ายการ เรียนรู้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยโดยการปฏิบัติและฝึกอบรม
- เพิ่มหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในสถาบันการศึกษาทุกระดับ
๒) การสร้างผู้นำทางการเมืองที่มีคุณธรรม มีความสามารถ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดย
- กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง ? มีบทลงโทษอย่างจริงจังต่อนักการเมืองที่ประพฤติผิดหรือทุจริต
- จัดให้มีสถาบันหรือองค์กรที่จะช่วยอบรมหรือให้การศึกษา เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และจริยธรรมแก่นักการเมือง
๓) การสร้างระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นอิสระ โดย
- จัดระบบการคัดเลือกนักการเมืองให้มีหลักเกณฑ์ที่ชอบธรรมและโปร่งใส
- สนับสนุนบุคลากรและงบประมาณในการส่งเสริมกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้เพียงพอ
๔) การพัฒนาพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็งและเป็นพรรคของประชาชน โดย
- เพิ่มบทบาทของสมาชิกและสาขาของพรรคการเมือง ในการคัดเลือกตัวผู้สมัคร แข่งขันเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง
- ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น
๕) การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ แผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีผลในทางปฏิบัติ โดย
- เผยแพร่และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในทุกระดับได้รับรู้และเข้าใจในเจตนารมณ์ สาระของแผนฯ และกฎหมาย สามารถเข้าร่วมในการพัฒนาการเมืองและรู้จักปกป้องสิทธิของตน
๖) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย
- ใช้กลไกทางกฎหมายเปิดและขยายโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบริหารนโยบาย และการประเมินผลนโยบาย ตลอดจนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
- ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของประชาชนเป็นองค์กรอย่างอิสระ
- สร้างเวทีให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยระหว่างกัน
- สนับสนุนข้อมูลข่าวสารและทักษะการจัดการให้เพียงพอต่อการมีส่วนร่วม
๕.๒ ยุทธศาสตร์การจัดการโครงสร้าง อำนาจ สถาบันการเมืองการปกครองและสถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ดังนี้
๑) การพัฒนาสภาวะแวดล้อมทางสังคมให้เอื้อต่อการสนับสนุนให้คนที่ดีและมีความสามารถเข้าสู่ภาคการเมืองและภาคข้าราชการ โดย
- ให้ความรู้ให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อสร้างจิตสำนึกทางการเมืองให้แก่ประชาชน
- เปิดโอกาสให้ประชาชนและกลุ่มประชาคมเข้าร่วมรับรู้ รับฟัง และเสนอแนะในกระบวนการดำเนินการใช้อำนาจทางการเมืองในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง
- ปรับปรุงการบริหารจัดการของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ผ่านกระบวนการกระจายอำนาจ การสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานโดยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนลดขั้นตอนการดำเนินงานให้กระชับและรวดเร็ว
- จัดสัดส่วนอย่างหลากหลายและเหมาะสมของโครงสร้างองค์กรและคณะกรรมการต่าง ๆ ทางการเมืองในทุกระดับ
- สร้างความเข้มแข็งให้แก่กลไกการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งระบบการตรวจสอบองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อความผิดจากการทุจริตทางการเมือง
๒) การให้การศึกษาทางด้านประชาธิปไตย โดย
- บูรณาการสาระและวิธีปฏิบัติแบบประชาธิปไตยไว้ในกระบวนการเรียน การสอน และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยในทุกระดับ ทั้งในระบบและนอกระบบ
- เสวนาหรือประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องที่จะสร้างการเรียนรู้ทางประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกของชุมชน พร้อมทั้งเกิดการพัฒนาจิตใจและสร้างจิตสำนึกทางการเมืองแบบประชาธิปไตย
- เผยแพร่ความรู้ทางด้านประชาธิปไตย ผ่านสื่อต่าง ๆ ในทุกรูปแบบ
๓) การส่งเสริมการกระจายอำนาจออกสู่ภาคประชาชน โดย
- จัดให้มีการเลือกตั้งตัวแทนของประชาชนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองเพื่อบริหารอำนาจรัฐในทุกระดับ
- สร้างระบบและกระบวนการบริหารจัดการทางการเมืองให้เอื้ออำนวยต่อการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารให้มากขึ้น
๔) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชน โดย
- - สนับสนุนข้อมูลข่าวสารด้านต่าง ๆ ต่อชุมชนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
- ดูแลให้หน่วยงานราชการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารฯ อย่างเคร่งครัด
- ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและบริหารจัดการ การจัดสรรทรัพยากรด้วยตัวเองได้โดยตรงให้มากขึ้น
๕.๓ ยุทธศาสตร์การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆดังนี้
๑) การให้ความรู้และสร้างจิตสำนึก วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย โดย
ให้การศึกษาทางด้านการเมืองแก่ประชาชนในทุกระดับ
- ส่งเสริมความเข้าใจด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง
๒) การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย โดย
- ส่งเสริมกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วม และรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนทางสังคม รวมทั้งร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
- ปรับปรุงระบบเลือกตั้งในทุกระดับให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม และน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถเป็นกลไกในการคัดคนดีเข้าสู่วงการเมือง
- ปรับปรุงระบบลงโทษทางกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
๖. แนวทางการแปลงแผนไปสู่ภาคปฏิบัติให้สัมฤทธิผล
ให้รัฐสภาออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และควรออกกฎหมายที่ส่งเสริม สนับสนุน หรือเป็นแนวทางในการพัฒนาการเมือง รวมถึงการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วย
- รัฐบาล ต้องประกาศวิสัยทัศน์ทางการเมืองและเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นสัญญาประชาคม ดำเนินการบริหารประเทศโดยเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน บังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม เท่าเทียมกัน และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคีให้ประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้โดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการพัฒนากระบวนการทางการเมือง และอาจจัดตั้งองค์กรรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในรายจังหวัดหรือรายภาครองรับ
- ประชาชน ต้องรวมตัวกันและประสานงานเป็นเครือข่าย เพื่อเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาการ เมือง โดยมีบุคคลจำนวนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นแกนสำคัญในการร่วมส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือรูปประชาคมหรือประชาสังคม เพื่อร่วมพัฒนาการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย
- องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแห่งชาติ เป็นต้น ต้องมีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นอิสระ แต่มีความโปร่งใสและด้วยคุณธรรม และมีระบบการตรวจสอบองค์กรอิสระ เพื่อประกันการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งมีการประสานงานกันระหว่างองค์กรอิสระด้วยกัน และกับรัฐบาลหรือรัฐสภา จัดกระบวนการสรรหาที่มีความสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นกลางอย่างแท้จริง
- สถาบันทางการศึกษา ต้องทำหน้าที่ให้การศึกษา ข้อมูล อบรม ความรู้ พร้อมทั้งเผยแพร่ความ รู้และข้อมูลนั้น เพื่อปลูกฝังจริยธรรมและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยให้กับเยาวชน นักการเมือง และประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่รับผิดชอบด้านการกำหนดหลักสูตร ต้องกำหนดสาระการสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ทั้งในสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชนทุกระดับ
- พรรคการเมือง ต้องทำงานการเมืองอย่างเป็นระบบ เน้นในเรื่องการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม สร้างระบบการคัดเลือกและควบคุมความประพฤติของสมาชิกพรรคให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม คุณภาพ มีวิสัยทัศน์และจรรยาบรรณในวิชาชีพ คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก รวมทั้งรักในการปกครองแบบประชาธิปไตย ต้องทำหน้าที่ให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยแก่สมาชิกพรรคและประชาชนโดยทั่วไป ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นประชาคม และ/หรือเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และประสานงานกันเป็นเครือข่าย เพื่อให้เข้ามีส่วนร่วมดำเนินการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- สถาบันทางศาสนา ต้องทำหน้าที่อบรมเพื่อสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคม
- สถาบันครอบครัว ต้องอบรมสั่งสอนให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนให้มีจิตสำนึกและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย พร้อมทั้งมีความตระหนักถึงหน้าที่และความมีระเบียบวินัย
- องค์กรชุมชน ในแต่ละท้องถิ่น ต้องกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง พร้อมทั้งทำหน้าที่ให้ความรู้ทางการเมืองเพื่อเสริมบทบาทในการอบรมสั่งสอนเยาวชนของสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษา รวมทั้งควรส่งเสริมการร่วมกลุ่มกันของภาคีและชุมชนต่าง ๆ เป็นประชาคม และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เพื่อร่วมกิจกรรมการพัฒนาทางการเมือง
- จัดให้มีองค์กรรับผิดชอบการจัดทำแผน ปรับปรุงแผน และติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาทางการเมืองฯ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อยู่ตลอดเวลา และควรดำเนินการทุก ๆ ๕ ปี ให้มีระยะเวลาของช่วงแผนฯ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีกฎหมายและระบบงบประมาณรองรับ องค์กรที่ระบุชื่อให้เป็นองค์กรรับผิดชอบในแผนพัฒนาการเมืองฉบับนี้ อ้างอิงชื่อองค์กรในปัจจุบัน หากต่อไปในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงชื่อหรือเปลี่ยนภารกิจก็ให้องค์กรใหม่นั้น เป็นองค์กรรับผิดชอบต่อไปด้วย
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับบทบาทของหน่วยงานระดับอำเภอและจังหวัดของกระทรวงมหาดไทยต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากผู้สั่งการมาเป็นผู้ประสานงาน อำนวยความสะดวก และกำกับดูแล พร้อมทั้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้กำหนดนโยบายและแนวทางดำเนินงานเอง โดยมีระบบการคลังส่วนท้องถิ่นที่ยุติธรรมเอื้ออำนวย พร้อมทั้งมีการเตรียมพร้อมขององค์กรฯ เพื่อรองรับการกระจายอำนาจด้วย
๗. การดำเนินมาตรการเบื้องต้นตามแผนพัฒนาการเมือง
การพัฒนาการเมืองไทยให้ประสบความสำเร็จสมดังปณิธานของคนไทยทุกคนต้องประกอบด้วยเครื่องมืออันเป็นองค์ประกอบในเบื้องต้น ๓ ส่วนด้วยกัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งถือเป็นกรอบแนวคิดและเครื่องสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมืองให้เป็นการบริหาร
ได้ความรู้มากเลย ส่งรูปมาให้เห็นหน้าตาบ้างนะคะ