การจัดการความรู้เป็น Mean ไม่ใช่เป็น End

P สร้าง: ศ. 05 พฤษภาคม 2549 @ 10:36

เมื่อวานนี้ทั้งวัน( 4 พ.ค. 49) อยู่กับที่ประชุม ณ ห้องศรีวิชัย ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช วาระประชุมคุณอำนวยอำเภอ 23 อำเภอ (ตัวแทนอำเภอๆละ 3 คน ประกอบด้วย ปลัดอำเภอ พัฒนาการอำเภอ และ ผอ.กศน.) คุณอำนวยจังหวัด(คุณอำนวยกลาง) ทีมงานสนับสนุนวิชาการ และคุณเอื้อจังหวัด ในฐานะที่สวมหมวกคุณอำนวยจังหวัด(คุณอำนวยกลาง)จึงได้เข้าร่วมด้วย ในโครงการจัดการความรู้แก้จนเมืองนคร ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการใช้ ICT- BLOG เป็นเครื่องมือในการสื่อสารการทำงานระหว่างกัน จึงลองทำดู นี่คือบันทึกแรก ลองทนอ่านดูนะครับ เพราะทำขึ้นจากการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง workshop เรื่องนี้จริงๆว่ากันว่าราวต้นดือนหน้า (มิ.ย.49 กศน.จังหวัดนครศรีฯจะจัด) แต่เมื่อถูกเชิญชวนแกมขอร้องจากที่ประชุม จึงอาศัยเหตุนี้เริ่มต้นทำ BLOG ถ้าไม่ฮึดคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงเป็นจังได้เมื่อไร

บังเอิญเหลือเกินวานนี้ช่วงเช้าดูทีวีก่อนเข้าประชุม ว่านายอำเภออาจสามารถครวญว่าแก้จนแบบอาจสามารถ (อาจสามารถโมเดล) ทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะงบประมาณที่อนุมัติไว้ไม่ลงไปจริง และมีเหตุผลอื่นๆอีกหลายประการที่เป็นอุปสรรค คิดในใจว่าแก้จนเมืองนครของเราจะจัดการกันอย่างไร จะอย่างกับอาจสามารถหรือยิ่งกว่าก็ไม่ทราบ แต่เมื่อได้ฟังผู้ว่าฯวิชม ทองสงค์ ผู้ว่า CEO แล้ว ประโยคทองของท่านที่ว่าใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือก็ดี จัดการความรู้เป็น Mean ไม่ใช่ end ก็ดี พัฒนาแบบพึ่งพาตนเองพึ่งพากันเอง (ทุนตัวเองทุกด้านรวมทั้งทุนเงิน ไม่พึ่งพารัฐถ้าไม่จำเป็น)ก็ดี แนวพระราชดำริเศรษฐกิพอเพียงก็ดี กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ก็ดี การพัฒนาแบบยั่งยืนสมบูรณ์ก็ดี รวมทั้งการใช้กลยุทธ์เฝ้าระวังกลุ่มเป้าหมายหรือผู้เรียนของกลไกการทำงานทุกระดับตั้งแต่ประธานคุณเอื้อ(ผู้ว่าฯ)จนกระทั่งแกนนำหมู่บ้านๆละ 8 คน อย่างชนิดที่เรียกว่า "จับตัว วางตาย"ก็ดี คลายความวิตกและกังวลใจไปได้ว่านครฯของเราคงไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน สร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรของโครงการทุกระดับ ท่านมองเห็นภาพของความเป็นทั้งหมด (ช้างทั้งตัว) และเห็นเป็นส่วนๆแบบแยกย่อยว่าจะเป็นจิ๊กซอกันอย่างไร สมแล้วที่ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ให้ฉายาท่าว่า ผู้ว่า KM อีกทั้งประสบการณ์การทำงานจัดการความรู้ที่ได้ทดลองนำร่องไปก่อนหน้านี้  ใน 3 ตำบล ของอำเภอเมือง ในเนื้อหาที่เกี่ยวกับองค์กรการเงินชุมชน ซึ่งหน่วยงานอย่างพัฒนาชุมชนจังหวัดเป็นแกนร่วมกับหน่วยงานอื่นอีก 9 องค์กร บูรณาการทำงานร่วมกันก็ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ ว่าเป็นแนวทางแก้จนที่ถูกต้อง กระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องเกิดขึ้นในชุมชน

ได้รับความรู้จาก อ.ประเสริฐ วิทยากรจาก ธกส. ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การเล่าประสบการณ์การทำการจัดการความรู้ งานใน function ของ ธกส.  ที่ชอบมากที่สุดก็คือแบบหรือเครื่องมือที่ใช้อบรมชาวบ้าน ธกส.ทำได้ละเอียดดี ทั้งแผนการการอบรม หลักสูตร บันทึกร่องรอยต่างๆ แต่ที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยอยู่ประการหนึ่งคือคำว่าการอบรม ไม่จำเป็นว่าต้องอบรมเสมอไปในทุกเวที เวทีประชาคม จะเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้อย่างไรก็ได้แล้วแต่เงื่อนไขปัจจัย ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันหมด การไปอบรมเขาเหมือนกับว่าเราจะ manage เขามากไป แต่ถ้าไปส่งเสริมให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไปเรียนรู้จากเขาแล้วจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามสถานการณ์ อาจจะมีอบรมด้วยก็ได้ไม่เป็นไร ชาวบ้านจะถูกกระทำน้อยลง กล้าแสดงออกมากขึ้น ส่วนนี้คิดว่าทีมวิชาการและคุณอำนวยกลางคงจะได้พูดคุยกัน

ส่วนการบรรยายของคุณภีม ภคเมธาวี มีประโยชน์มากในเรื่องการฝึกคุณอำนวยอำเภอให้ทำตารางอิสรภาพ ร่วมกันกำหนดสมรรถภาพในการทำงาน (อิสรภาพคือคิดได้ไม่มีขอบเขต แล้วแต่ว่างานใดจะอาศัยความสามารถหรือสมรรถภาพด้านใดบ้าง) สังเกตเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับการฝึก(เป็นนักเรียน) ก็ชื่นใจ การปรับปรุงกลไกการทำงานว่าจะต้อง merge หรือ synergy กันระหว่าง Area และ function ของแต่ละหน่วยงาน อารัมภบทเกี่ยวกับ ICT- BLOG การกำหนดภาระกิจต่อเนื่องในคราวประชุมหน้า (เริ่มทำ KMเสียที หลังจากจัดทัพและรำดาบอยู่นาน)และสุดท้าย คุณภีม ได้สุ่มผู้เข้าประชุม ทำ AAR (ก่อนนี้ไม่เคยทำ)

สำหรับส่วนตัวผมเอง ผมได้ตามเป้าหมายเป็นส่วนใหญ่ทุกเนื้อหาและการฝึก แต่ที่ผิดคาดคือคุณเอื้อจากหน่วยงานต่างๆมากันน้อย ( หรือผมจะไม่รู้จักท่านก็ไม่แน่ หรือเขาไม่เชิญ) รวมทั้งคุณอำนวยอำเภอด้วย ทำให้เกิดความเห็นใจท่านผู้ว่าฯเป็นอย่างยิ่งในความตั้งใจจริงของท่าน กับ ผอ.วิมล วัฒนา ผอ.กศน.ที่ติดอยู่กับการประชุมทั้งวัน ไม่ยอมไปไหนเลย