ความขัดแย้งที่บ้านหนองหมู: เมื่อปี พ.ศ. 2545 โครงการที่ผมรับผิดชอบมีแผนงานพัฒนาถนนสายหนึ่งต้องสร้างผ่านหมู่บ้านหนองหมูไปสิ้นสุดที่ริมห้วยบางทรายที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นถนนดำสายหลัก สมัยนั้นบ้านหนองหมูเป็นหมู่บ้านปิดเพราะที่ตั้งหมู่บ้านอยู่บนฝั่งขวาห้วยบางทรายมีภูเขาล้อมรอบ ไม่มีสะพานสำหรับรถสี่ล้อข้ามห้วยบางทราย มีเพียงสะพานแขวนใช้เดินและมอเตอร์ไซด์เท่านั้น ชาวบ้านพบความเดือดร้อนเพราะไม่สามารถนำผลผลิตการเกษตรออกขายได้.. จึงร้องเรียนราชการให้ช่วยสร้างสะพาน แต่ไม่ผ่านกรอบระเบียบเพราะจะต้องใช้งบประมาณนับสิบล้านบาท มีผู้ได้ประโยชน์เพียงหมู่บ้านเดียว ไม่คุ้ม ส.ป.ก.จะสร้างถนนให้มาจ่อริมห้วยรองบประมาณหน่วยใดก็ได้ที่พิจารณาสร้างสะพาน...

เมื่อ ส.ป.ก.เริ่มลงมือก่อสร้างโดยบริษัทผู้รับเหมา เรื่องก็เกิดขึ้น ผู้นำชาวบ้านที่เป็น อบต.คนหนึ่งแจ้งทาง ส.ป.ก. ว่าไม่ให้ ส.ป.ก.ทำถนนแล้ว จะให้ สำนักงานทางหลวงชนบท (รพช.เดิม) เป็นผู้สร้าง ......ทุกคนงง แต่เมื่อติดตามข้อมูล.. พบว่าเกิดการซ้ำซ้อนในแผนการก่อสร้างถนนขึ้น คือ ส.ป.ก.กับ ทางหลวงชนบทมีแผนตรงกันที่จะสร้างถนนเส้นนี้ (??) โดยเงื่อนไขของทางหลวงชนบทดีกว่า กล่าวคือ จะสร้างสะพานที่เกษตรกรรอคอยมานาน และสร้างถนนที่มีความกว้าง 6 เมตรตามมาตรฐานของหน่วยงาน ส่วน ส.ป.ก.ไม่มีสะพานและขนาดถนนกว้างเพียง 4 เมตรแต่ยาวมากกว่า ชาวบ้านเลือกงานของกรมทางหลวงชนบท ไม่เอาแผนงานของ ส.ป.ก. และระดมชาวบ้านจะเดินขบวนไปร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัด... และยื่นเงื่อนไขให้ คนของ ส.ป.ก.ไปเจรจาที่หมู่บ้านหนองหมูภายในวันนั้น...
ทั้งหมู่บ้านคืออดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่ตื่นตัวเรื่องสิทธิ และความต้องการของหมู่บ้าน

เผชิญหน้า Mob : เมื่อเจ้าหน้าที่ราชการ ส.ป.ก. ทราบรายละเอียด ก็ไม่มีใครเสนอตัวเข้าไปเจรจากับกลุ่มชาวบ้านเลย ผู้เขียนในฐานะที่รับผิดชอบกิจกรรมโครงการและบ้านหนองหมูอยู่ในพื้นที่โครงการ จึงต้องไปเผชิญ Mob ลานกลางหมู่บ้าน วันนั้นมีชาวบ้านประมาณ 150-200 คนนั่งเกาะกลุ่มกันอยู่ แต่ละคนคุยเสียงดัง หน้าตาจะเอาเป็นเอาตาย ฝ่ายราชการนำคณะนายช่างควบคุมงาน ส.ป.ก. ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าหน้าที่อื่นๆอีก 2-3 คน ตามไปนั่งเก้าอี้เผชิญหน้ากลุ่มชาวบ้าน
แล้วการเจรจาก็เริ่ม โดย ผู้นำชาวบ้านลุกขึ้นกล่าวสาระรายละเอียดต่างๆและปัญหาที่เกิดขึ้น แน่นอนจะรวมไปถึงความบกพร่องของฝ่ายราชการ คนของทางราชการ พนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่อาจจะพลาดพลั้งไปในเรื่องต่างๆระหว่างการทำงาน ทั้งวาจา ท่าที ขณะผู้นำพูดนั้นจะมีเสียงชาวบ้าน เฮ ฮาเสียงดังลั่น ในทำนองเห็นด้วยกับผู้นำ mob ผู้เขียนลุกขึ้นกล่าวถึง แผนงานของ ส.ป.ก.ที่จะสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน ซึ่งก็เป็นความต้องการของชาวบ้าน การจัดทำแผนงานก็จะต้องมาปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของที่ดิน ส.ป.ก.ที่ถนนจะผ่านแล้ว ทุกคนก็ไม่ขัดข้อง และเป็นเจตนาดีของทางราชการที่จะทำถนนเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้าน แต่เมื่อมาเป็นแผนงานที่ซ้ำซ้อนกันเช่นนี้ ก็ต้องร่วมกันพิจารณาทางระเบียบราชการโดยเอาผลประโยชน์ของชาวบ้านเป็นที่ตั้ง บัดนี้ชาวบ้านหนองหมูยืนยันต้องการให้ทางหลวงชนบทเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างถนนและสะพาน แต่ทาง ส.ป.ก.ก็ติดขัดเรื่องการยกเลิกสัญญาก่อสร้างซึ่งจะเป็นความเสียหายต่อทางราชการเช่นกัน ขอเวลาให้ฝ่ายราชการปรึกษาหารือกัน 2 วันแล้วจะมาประชุมกันใหม่ที่นี่

ราชการเผชิญหน้ากัน: เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ระดมความคิดกันและยืนยันความถูกต้องที่จะก่อสร้างต่อไป ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย เช่น
· พื้นที่นั้นๆเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. 4-01
· การประมูลการก่อสร้างกระทำถูกต้องตามกฎหมายและไม่สามารถยกเลิกได้ หากยกเลิกราชการจะถูกฟ้องร้อง
· การลงนามในสัญญาก่อสร้างของ ส.ป.ก. นั้นลงนามก่อนงานก่อสร้างของกรมทางหลวงชนบท
ส.ป.ก. และกรมทางหลวงชนบทในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการด้วยกันจำเป็นต้องนั่งโต๊ะปรึกษาหารือกัน แต่เมื่อเผชิญหน้าเจรจา ปรากฏว่ากรมทางหลวงชนบทก็ยืนยันที่จะดำเนินการต่อไปเพราะเป็นคำสั่งที่มาจากราชเลขา และเป็นการก่อสร้างตามการเสนอขอจากชาวบ้าน บ้านหนองหมูเอง....ที่ขอราชการสร้างสะพานกี่กรมกี่หน่วยก็ไม่เคยได้ จึงไปร้องเรียนต่อราชเลขา ซึ่งที่ดงหลวงมีพื้นที่โครงการพระราชดำริอยู่
เอาละซี...ผู้เขียนเห็นการระเบิดครั้งใหญ่ของกาแลกซี่อยู่ข้างหน้าแล้ว... แต่ในที่สุดการประนีประนอมก็เกิดขึ้นแบบ “วินวิน” เมื่อผู้รับเหมาทาง ส.ป.ก. ใจป้ำ ยอมลดรายได้ของบริษัท ตัดสินใจขอเป็นผู้ก่อสร้างถนนเองโดยใช้มาตรฐานทางหลวงชนบทคือถนนกว้าง 6 เมตรตามระยะที่ทางหลวงชนบทมีแผนไว้ ส่วนสะพานทางหลวงชนบทก็สร้างต่อไปตามแผนงาน ส่วนงบประมาณสร้างถนนของกรมทางหลวงชนบทที่ซ้ำซ้อนกับ ส.ป.ก.นั้นให้นำไปใช้เสริมงานก่อสร้างสะพาน
เรื่องก็จบลงโดยมีอารมณ์คั่งค้างไปบ้าง ชาวบ้านยอมรับแนวทางออกดังกล่าว ผลประโยชน์ชาวบ้านได้เต็มที่ ได้สะพานที่หวังมานานได้ถนนมาตรฐานทางหลวงชนบท ได้ถนน ส.ป.ก.ตามระยะเดิม....
ข้อสรุป:
§ การบูรณาการแผนงานพัฒนาพื้นที่ใดๆระหว่างหน่วยงานราชการ บกพร่อง ต่างฝ่ายต่างทำแผนงานแต่ไม่ประสานงานกัน เป็นปัญหาเดิมๆที่ยังแก้ไม่ตก
§ ราชการขาดการประชาสัมพันธ์งานที่จะดำเนินการให้ชาวบ้านทราบตั้งแต่ต้น ชาวบ้านจะทราบเมื่องานจะก่อสร้างแล้ว
§ การแก้ปัญหาระหว่างฝ่ายราชการด้วยกันเองไม่ได้หาทางออกด้วยการเปิดใจเข้าหากัน แต่เป็นการเผชิญหน้าด้วยการยึดเงื่อนของตัวเองเป็นหลัก ทำการเจรจาเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามลดเงื่อนไขลง คือเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มิได้ยืนอยู่บนการแสวงหาทางออกร่วมกัน
ข้อสังเกตในกรณีนี้
§ ชาวบ้านนั้นเอาประโยชน์ที่หมู่บ้านจะได้รับเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าใครจะมาทำประโยชน์ก็ตาม แต่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดตามเงื่อนไขที่สร้างโอกาสให้แล้ว
§ ระบบธุรกิจ (ผู้รับเหมาก่อสร้าง) ยินยอมลดประโยชน์ที่จะได้รับลงมา จึงเป็นปมคลี่คลายปัญหาที่เผชิญหน้ากัน
§ สถานที่เจรจาใช้บริเวณลานในหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านทุกคนสามารถเข้ามาร่วมได้ เราแสดงความจริงใจในการเจรจาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
§ ผมผู้เป็นคนนำในการเจรจาตั้งสติและใช้ความเป็นปกติของคนทำงานพัฒนาชุมชน ที่แสดงความตั้งใจ จริงใจ เคารพชาวบ้าน และไล่เรียงความเป็นมาให้ทุกคนเข้าใจเงื่อนไขต่างๆของทุกฝ่ายอย่างชัดเจน แล้วมาสรุปประเด็นการเจรจา โดยเคารพความคิดเห็น ความต้องการของชาวบ้าน และชี้ให้เห็นเงื่อนไขของระบบราชการ
§ การต่อรองมาติดขัดที่กฎระเบียบของราชการ หากผู้รับเหมาก่อสร้างถนนไม่ยอมลดผลประโยชน์ลงมา ความขัดแย้งนี้ย่อมไม่ยุติ
§ การทำงานพัฒนาที่ไม่ได้ผลเต็มที่ก็คือการทำงานตามระเบียบราชการ ไม่ได้เอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง แต่เอาระเบียบราชการเป็นที่ตั้งจึงติดขัดไปหมด แม้ว่าเพื่อนข้าราชจะเอาชาวบ้านเป็นตัวตั้งแต่ก็ไม่สามารถจะข้ามระเบียบราชการไปได้ สรุปว่างานพัฒนาชนบทนั้นการทำงานภายใต้ระเบียบราชการมีข้อจำกัดมาก ไม่อาจเป็นเงื่อนไขการทำงานที่เสริมพลังชุมชนอย่างแท้จริงได้
หมายเหตุ: บันทึกนี้เคยนำลงที่ G2K แล้วที่ http://gotoknow.org/blog/dongluang/73641
จึงนำมาปรับปรุงใหม่
สวัสดีครับ
เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและตื่นเต้นดีครับ
แสดงว่าระเบียบราชการเป็นอุปสรรคจริงๆ อาจเพราะเป็นระเยียบที่ไม่มีชีวิต :)
น่าสนใจที่ว่า ผู้รับเหมา สปก.ใจป้ำ ยอมลดรายได้....
การกระทำแบบนี้ ถ้ามีกับทุกฝ่ายในทุกความขัดแย้ง ก็คงจะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้บ้างนะครับ
ปัญหาก็คือสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครยอมใคร ต่างกลัวว่าจะเป็นฝ่ายแพ้
ไม่มีใครอยากเป็นพระ
สุดท้ายต้องขอชื่นชมคนกลาง ทำหน้าที่ได้ดีมากครับ
กราบสวัสดี พี่ท่านบางทราย ค่ะ
* ปูมาลงเรียนวิชานี้ ขอเป็นเด็กหลังห้องค่ะ
* .... แพ้เป็นพระ ชนะเป็นแพะ ....
* .... ยิ้มแยะๆ และไปเกี่ยวก้อยกัน ....
* - - *
* ให้พี่ท่านมีความสุขกับการออกกำลังกาย
* และเจริญอาหารนะคะ ด้วยเคารพหวังเหวิดค่ะ
สวัสดีครับ
1. พลเดช วรฉัตร
เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและตื่นเต้นดีครับ
แสดงว่าระเบียบราชการเป็นอุปสรรคจริงๆ อาจเพราะเป็นระเยียบที่ไม่มีชีวิต :)
ระบบราชการสร้างประเทศให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองมามากครับ ผมยอมรับ แต่สถานการณ์สังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากมายแล้ว แต่ระบบของเรายังไม่ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเลย หลายเรื่องระบบราชการจึงกลายเป็นอุปสรรคไปครับ
น่าสนใจที่ว่า ผู้รับเหมา สปก.ใจป้ำ ยอมลดรายได้....
การกระทำแบบนี้ ถ้ามีกับทุกฝ่ายในทุกความขัดแย้ง ก็คงจะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้บ้างนะครับ
ปัญหาก็คือสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครยอมใคร ต่างกลัวว่าจะเป็นฝ่ายแพ้
ไม่มีใครอยากเป็นพระ
ผมทราบภายหลังว่า ผู้รับเหมาเจ้านี้ เป็น "เจ้าประจำของ หน่วยงานนี้ครับ" เขาคงยอมลดผลประโยชน์เพื่อช่วยราชการ แต่ก็ไปเอากำไรในงานข้างหน้า ซึ่งทราบว่าเขาก็ได้การประมูลงานไปอีกเช่นกัน งานที่เขารับทำในกรณีบ้านหนองหมูนี้ ผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาตรวจสอบก็ยอมรับว่าได้มาตรฐานตามแบบก่อสร้าง ดีกว่างานเดียวกันในจังหวัดอื่นๆด้วยซ้ำไป โชคดีไปที่เป็นผู้รับเหมาใจถึง..
สุดท้ายต้องขอชื่นชมคนกลาง ทำหน้าที่ได้ดีมากครับ
ผมเคยร่วมการเดินขบวนมาก่อน อิอิ สมัยเรียน เมื่อมาทำงานกลับมาโดนซะเอง แต่ก็ใช้ประสบการณ์เก่ามาพิจารณาได้ประโยชน์มากทีเดียว เช่น
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับน้องปู
2. poo
* ปูมาลงเรียนวิชานี้ ขอเป็นเด็กหลังห้องค่ะ
* .... แพ้เป็นพระ ชนะเป็นแพะ ....
* .... ยิ้มแยะๆ และไปเกี่ยวก้อยกัน ....
* - - *
* ให้พี่ท่านมีความสุขกับการออกกำลังกาย
* และเจริญอาหารนะคะ ด้วยเคารพหวังเหวิดค่ะ
พี่เอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนให้กับท่านครูบา และเพื่อนๆทุกคน ครับ
ความขัดแย้งในชุมชนมีเสมอๆ ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งที่แก้ไขได้ง่ายๆ และไม่ง่าย
บางครั้งก็จบลงที่โรงพักก็มี บางครั้งจบลงที่บ้าน เจ้าโคตรก็มี เดี๋ยวจะเขียนต่อครับ
มาเป็นลูกศิษย์ต้องตั้งใจเรียนนะ เพราะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราอาจพบปัญหาเหล่านี้บ้างครับ อิอิ หนูน้อย.ปู..
ท่านบางทรายขอรับ
* เด็กหลังห้อง เพิ่งอ่านจบค่ะ แต่ตั้งใจเรียนนะคะพี่ท่าน ...
* ... แต่ในที่สุดการประนีประนอมก็เกิดขึ้นแบบ “วินวิน”
* ยังยืนยัน นั่งยัน คำๆ เดิมนะคะ ว่า ตัวกลาง หรือ ผู้ประสานงาน มีบทบาท สำคัญ ในการเชื่อมความเข้าใจ ระหว่าง สองฝ่าย โดยยึดหลัก การประนีประนอม บนพื้นฐาน ความถูกต้อง และประโยชน์ โดยรวม เป็นสำคัญ *
* น้อง อ้ะ ลูกศิษย์เข้าใจถูกต้องไหมคะพี่ท่าน อ. :) ... โปรดชี้แนะ ขอบคุณค่ะ
* อ่านแล้วตะหงิดๆ ค่ะ เพราะหากเป็นคนอื่น หรือน้องคงถอยทัพไป แน่ๆ เลยค่ะ เจอศึก 2 ฝั่งอย่างนี้ ...
สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงจ๋า
ลุงจ๋าๆๆ สบายดีหรือเปล่าเจ้าค่ะ หลานคิดถึง รักลุงนะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ กอดๆๆๆๆๆ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^
สวัสดีครับท่านครูบา
5. ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ดีใจที่กรณีศึกษานี้ตรงใจท่านครูบาครับ หากต้องการรูปที่ชัดๆเพื่อทำ Power point ก็จะส่งมาให้ครับ
มีอีกหลายกรณี บางกรณีก็ยังคาราคาซังอยู่ ก็น่าสนใจครับ จะทะยอยเขียนครับ
ด้วยความยินดียิ่งครับที่ประสบการณ์จากดงหลวง จะช่วยให้มีการคิดอ่านหาทางพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหากันต่อไปครับ
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ น้องปู
6. poo
* เด็กหลังห้อง เพิ่งอ่านจบค่ะ แต่ตั้งใจเรียนนะคะพี่ท่าน ...
อิอิ... รู้อยู่ว่าน้องปูสนใจเรื่องราวแบบนี้ เพราะอาจจะนำเอาประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้ไก้บ้างนะ
* ... แต่ในที่สุดการประนีประนอมก็เกิดขึ้นแบบ “วินวิน”
* ยังยืนยัน นั่งยัน คำๆ เดิมนะคะ ว่า ตัวกลาง หรือ ผู้ประสานงาน มีบทบาท สำคัญ ในการเชื่อมความเข้าใจ ระหว่าง สองฝ่าย โดยยึดหลัก การประนีประนอม บนพื้นฐาน ความถูกต้อง และประโยชน์ โดยรวม เป็นสำคัญ *
* น้อง อ้ะ ลูกศิษย์เข้าใจถูกต้องไหมคะพี่ท่าน อ. :) ... โปรดชี้แนะ ขอบคุณค่ะ
ใช่ครับผู้ประสานงานเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมาก แต่อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่ผู้ประสานงานก็ไม่สามารถแก้ปัญหานั้นๆได้ เพราะคู่กรณี ไม่ยอมลดราวาศอก และปัญหาซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ผู้ประสานงานจะเอาหลักความจริงใจไปใช้ เพราะทั้งคู่กรณี ไม่ได้จริงใจด้วย ตกอยู่ใน โมหะจริต จึงต้องใช้เวลาเข้ามาช่วย ซึ่งพี่จะเขียนต่อไปครับ น้องปู
* อ่านแล้วตะหงิดๆ ค่ะ เพราะหากเป็นคนอื่น หรือน้องคงถอยทัพไป แน่ๆ เลยค่ะ เจอศึก 2 ฝั่งอย่างนี้ ...
ประการสำคัญของกรณีนี้คือ อยู่ในพื้นที่ทำงานของเรา และเราเองก็รู้จักชาวบ้านดีมาก่อนเกิดกรณีนี้ บ้านนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของดงหลวงในหลายๆเรื่อง เราจึงเข้าถึงมาก่อนหน้านี้แล้วจึงรู้จักชาวบ้านดี แม้ปัจจุบันผู้นำเครือข่ายองค์กรชาวบ้านก็อยู่ที่หมู่บ้านนี้
โครงสร้างชุมชนของบ้านนี้ดีเด่นมาก เพราะ ผู้นำเกาะกลุ่มกันแน่น มีพระเป็นพี่เลี้ยงที่น่าสนใจ ป่าชุมชนเคยได้รับธงพระราชทานจากสมเด็จฯมาแล้ว
บวกกับประสบการณ์ที่เราผ่าน Mob มาพอสมควรจึงรู้จักจิตวิทยาของคนในอารมณ์นั้นครับ
สวัสดีเจ้าค่ะหลานรัก
7. โก๊ะจิจัง แซ่เฮ
ลุงจ๋าๆๆ สบายดีหรือเปล่าเจ้าค่ะ หลานคิดถึง รักลุงนะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ กอดๆๆๆๆๆ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^
ลุงสบายดีครับ
สุขภาพก็ดี แข็งแรง
ตั้งใจเรียนนะครับ ลุงก็เป็นกำลังใจให้ครับ
สวัสดีครับน้อง
8. เอื้องแซะ
ราชการสร้างบ้านสร้างเมืองมามากแล้ว เพียงแต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ควรพิจารณาปรับปรุงระเบียบน่ะครับ
ขอบคุณครับ ขอให้อิ่มบุญเช่นกันครับ
ด้วยความระลึกถึงครับ
สวัสดีครับน้องนก
ไม่ได้คุยกันเลยนะ คิดถึงเช่นกันครับ
พี่ห่างๆออกไป เพราะช่วงนี้งานยุ่งหน่อยครับ
พี่บางทราย หายไป...
สวัสดีครับ น้องสาว
ขอบคุณครับที่ถามหา
สู้ ๆ ค่ะ พี่บางทราย... ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนะคะ
น้อง มช.
สวัสดีครับน้องสาว 17. Phiangruthai สู้ ๆ ค่ะ พี่บางทราย...
ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนะคะ
ผ่านไปแล้วด้วยดีครับ ขอบคุณที่ให้กำลังใจ
* ดีใจที่พี่บางทรายยังเข้ามาตอบ และยังถามไถ่ความเป็นอยู่ น้องสบายดีค่ะ
* ทาง มช.มีหนังสือมาที่ทำงานน้องให้เสนอชื่อศิษย์เก่าดีเด่น น้องอยากเสนอชื่อพี่จังค่ะ
ขอบคุณมากๆที่คิดถึงพี่ในมุมเช่นนั้น ไม่เป็นไรหรอกครับ มีลูกช้างเชือกอื่นๆเขาทำดีมากกว่าพี่ เขาสมควรรับสิ่งนั้นครับ นี่ลูกช้างระหัส 11 และ 12 เขานัดรวมรุ่นกันวันที่ 9 ธ.ค.ที่ มช. คงไปกันมากมาย เพราะมีคนดังๆเป็นโต้โผใหญ่ ช่วงนั้นพี่อยู่เชียงใหม่พอดี คงได้ไปร่วมอยู่ครับ
* ขอให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ บรรยากาศเดิมนะคะ และคิดว่าหลายคนคงรอคอยเหมือนกัน น้อง มช.
ขอบคุณครับ แล้วจะกลับมาครับ
สวัสดีครับน้องสาว เพ็ญศรี(นก)
- พี่บางทราย ... หายไป
- คิดถึง ๆๆ พี่ค่ะ
ความจริงไม่ได้ี่หายไปไหนหรอก เพียงแต่ไม่ได้โผล่หัวมาเท่านั้น อิอิ แอบบอ่านบันทึกอยู่ครับ