๔. การปัดเวก
สมัยผู้เขียนเด็กๆ อายุสัก ๘-๑๐ ปี มักจะไปเที่ยวงานวัดหรือไปงานอื่นๆ กับพ่อเฒ่า (คุณตา) เมื่อใกล้สว่างประมาณตีห้าตีหกนาฬิกา พ่อเฒ่าจะปลุกแล้วพาเดินกลับบ้าน บางครั้งก็พบพ่อท่านหรือพ่อหลวงบางรูปเดินสวนทางมาใกล้ๆ หน้าหน้าวัดหรือใกล้ๆ ป่าช้า ผู้เขียนก็ถามพ่อเฒ่าว่า "พระมาจากไหน ? " พ่อเฒ่าก็บอกว่า "พ่อท่านกลับจากปัดเวก กรวดน้ำให้คนตายที่เปลว" นั่นคือ ควาทรงจำในอดีตที่เรามักรู้กันว่า ถ้าเจอพระเดินกลับวัดใกล้ๆ สว่าง แสดงว่าท่านกลับมาจากปัดเวกที่ป้าช้า
เมื่อผู้เขียนแรกบวชก็ได้รับการบอกเล่าเชิงแนะนำเรื่องการปัดเวกว่า ให้ลุกขึ้นประมาณตีสี่ตีห้านาฬิกาเพื่อสวดบทปัดเวก ๑๒ ข้อ ( ยะทาปัจจะยัง ฯ ปะฏิสังฯ และ อัชชะมะยาฯ อย่างละ ๔ ข้อ รวามเป็น ๑๒ ข้อ) การปัดเวกทำนองนี้ให้ลงไปสวดตามใต้ต้นไม้เงียบๆ ภายในวัด (รูปเดียวเท่านั้น) หรือถ้ากล้าแข็งพอก็ให้เดินไปทำที่ป่าช้า โดยเชื่อกันว่าเป็นการแผ่ส่วนบุญของญาติโยมที่ได้ทำบุญไว้เพื่อส่งไปให้แก่บรรดาญาติของพวกเขาที่ได้ล่วงลับไปแล้ว หากขณะปัดเวกอยู่เกิดเสียงหรือสิ่งที่ไม่ปรกติอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่น ! อาจเป็นวิญญาณหรือผีมารอรับส่วนบุญ ก็ให้กรวดน้ำบทอิมนาฯ ส่งไปให้ สิ่งที่ไม่ปรกติเหล่านั้นก็จะหายไป กรณีนี้มีสิ่งที่ถูกย้ำเตือนอยู่เสมอ กล่าวคือ ถ้ามีสิ่งผิดปรกติก็อย่าวิ่ง เพราะถ้าวิ่งอาจกลายเป็นคนบ้าเสียสติได้ แต่ถ้า "กลัวผี" ก็ให้ทำการปัดเวกอยู่ภายในกุฏีหรือภายในห้องส่วนตัวก็ได้ ตอนผู้เขียนบวชพรรษาแรก พวกเราพระใหม่เคยมีการท้าทายกันว่า ใครกล้าไม่กล้าที่จะไปปัดเวกที่ป่าช้าบ้าง
ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า การลุกขึ้นปัดเวกเป็นเรื่องที่หาได้ยาก ผู้เขียนไม่ได้ยินใครพูดเรื่องนี้มานานแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่าสูญหายไปจากการเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งภายในวัด กลายมาเป็นเรื่องเล่าเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ทำให้การปัดเวกทำนองนี้เลือนหายไปก็เพราะความเชื่อของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปนั่นเอง และสิ่งสำคัญที่ให้ความคิดเห็นเรื่องนี้เปลี่ยนไป ผู้เขียนคิดว่าเป็นเพราะความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์และการเข้าใจคำแปลของบทปัจเวกนี้เอง ฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติมสักเล็กน้อย
ความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์ คือ ความเชื่อที่สามารถพิสูจน์ความเป็นไปได้ในเชิงประจักษ์ เชิงตรรกะ และเชิงเทคนิค บรรดาสามอย่างนี้ เชิงประจักษ์ ก็เช่น "รูปปั้นนางเงือกอยู่ที่แหลมสมิหรา" ใครไปก็สามารถเห็นได้เพราะมีหลักฐานประจักษ์อยู่... เชิงตรรกะ นั้น สามารถคิดได้เหมือนกัน เช่น "2+3=4+1" ทุกคนเชื่อว่าเป็นความจริง... และ เชิงเทคนิค เป็นความเชื่อว่าสามารถทำได้ เช่น พี่ทีปช่างซ่อยมกุฏีบอกว่าจะสั่งครอบรางมุมหลังคาชนิดใหม่มาใช้ ใครๆ ก็ย่อมเชื่อว่านายช่างทำได้ (ทั้งๆ ที่ช่างไม่เคยทำก็ตาม)
ส่วนการปัดเวกที่บอกว่า "ผีมารับส่วนบุญ" แม้พระผู้ใหญ่บางท่านจะบอกว่าเคยเห็น แต่ผู้เขียนและหลายๆ คนก็บอกว่าไม่เคยเห็น หรือการแผ่ส่วนบุญไปให้ผู้ตายก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าถึงหรือไม่ถึง ฉะนั้น ความเชื่อเรื่องการปัดเวกทำนองนี้จึงพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
การเข้าใจคำแปลบทปัดเวก ผู้เขียนคิดว่า สมัยก่อนหนังสือสวดมนต์แปลมีน้อย ปัจจุบันหนังสือสวดมนต์แปลมีมาก และบางวัดก็นิยมสวดมนต์แปล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับสวนโมกข์ที่ท่านพุทธทาสแปลไว้) หลายคนเมื่ออ่านดูก็รู้ว่าการปัดเวกไม่เกี่ยวกับผู้ตายเลย แต่เป็นการพิจารณาปัจจัย ๔ คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคเท่านั้น ฉะนั้น การปัดเวกที่ทำๆ ไปในอดีตเป็นความเชื่อแบบผิดๆ เข้าเข่าเถรส่งบาตร (ทำตามพระเถระในอดีตโดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง)
เพื่อความเข้าใจเรื่องการปัดเวกยิ่งขึ้น ผู้เขียนจะขออธิบายสักเล็กน้อย (ส่วนรายละเอียดทั้งหมดผู้ที่สนใจลองไปอ่านดูในหนังสือสวดมนต์ปล) คำว่า "ปัดเวก" มาจากคำบาลีว่า "ปัจจเวกขณะ" อาจแปลตามสำนวนไทยได้ว่า การตรวจสอบ ทบทวน ไตร่ตรอง พิจารณา... ทำนองนี้ ตามหลักพระวินัยให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติเรียกว่า "ปัจจเวกขณะวิธี" ดังเช่นตัวอย่างบทปัดเวกแปลฉบับสวนโมกข์ในข้อบิณฑบาตว่า
- ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต, เนวะ ทะวายะ, ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน...
- อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโต, บิณฑบาตใด อันเราฉันแล้ว ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, โส เนวะ ทะวายะ, บิณฑบาตนั้น เราฉันแล้ว ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน...
- ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยุ่เนื่องนิตย์, ยะทิทัง ปิณฑะปาโต ตะทุปุภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือบิณฑบาต และคนผู้บริโภคบิณฑบาตนั้น...
โดยก่อนที่จะบริโภคปัจจัยอย่างหนึ่งอย่างใดก็ให้พิจารณาข้อนั้นๆ เช่น เวลาก่อนฉันข้าวให้ปัดเวกข้อปะฏิสังฯ... ฉันเสร็จก็ให้ปัดเวกข้ออัชชะมะยาฯ... หรือไม่ใช้สองข้อนี้จะใช้ข้อยะถาปัจจะยังฯ แทนก็ได้... พระวินัยบัญญัติว่า เมื่อพระภิกษุัฉันข้าวจะต้องปัจจเวกขณะวิธีนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง จะใช้อย่างใดก็ได้ภายในหนึ่งวัน ถ้าปล่อยให้อรุณขึ้นไปโดยไม่ปัดเวกเลยก็เป็นอาบัติ... ส่วนปัจจัยอื่นๆ คือ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็เช่นเดียวกัน เปลี่ยนแต่เพียงชนิดของปัจจัยเท่านั้น
ผู้เขียนคิดว่า ความเลือนหายไปของการลุกขึ้นปัดเวกเวลาใกล้รุ่งอรุณของพระภิกษุ-สามเณร เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่า "วัดเปลี่ยนไป" โดยการเปลี่ยนไปในประเด็นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยปัญญา มิใช่การดำรงสิ่งเก่าๆ ไว้ด้วยความเชื่องมงาย
หลังจากปัดเวกแล้วก็ได้อรุณ พระภิกษุ-สามเณรก็ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ (พวกเจ้าความคิดบางรูปแผลงกลับว่าออกไปให้สัตว์โปรด) ซึ่งจะนำเสนอในหัวข้อต่อไป...
(มีต่อ)