GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คลังกดดัน ธปท. หยุดขึ้นดอกเบี้ย

คลังกดดัน ธปท. หยุดขึ้นดอกเบี้ย
       นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ พบว่าเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าวได้ส่งผลกระทบผ่าน 4 ช่องทางดังนี้ ภาคเอกชน ความไม่สงบทางการเมืองสามารถส่งผลกระทบต่อ การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนผ่านการลดลงของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ด้านการบริโภคภาคเอกชน ความไม่สงบทางการเมืองทำให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประชาชนลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคเอกชนชะลอการบริโภคลดลง จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวลดลง จากระดับ 82 จุดในเดือนมกราคม 2549 มาอยู่ที่ระดับ 79.6 จุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2549      ดังนั้น หากสถานการณ์การเมือง   ยังไม่คลี่คลายและทวีความรุนแรง อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคภาคเอกชนชะลอการบริโภคลง   นอกจากนี้ หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น การลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือการลดลง   ของรายได้ของเอกชนจะส่งผลให้ความมั่งคั่ง (Wealth) และรายได้ที่แท้จริงของภาคเอกชนลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงตามไปด้วย 
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนนั้น ภาคธุรกิจอาจมีความมั่นใจลดลงและตัดสินใจชะลอลงทุนใหม่ออกไป เพื่อรอดูความแน่นอนทางการเมืองและความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลใหม่ จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมาจะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้ปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมกราคม 2549 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.2 จุด จากระดับ 45.9 จุด ในเดือนที่ผ่านมา     "หากความไม่สงบทางการเมืองยังไม่คลี่คลาย จะทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนออกไป ทั้งนี้หากสถานการณ์ทางด้านการเมืองยืดเยื้อคาดว่าธุรกิจที่ผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการของรัฐบาลอาจะมีการชะลอโครงการออกไป" นายนริศกล่าว
ด้านภาครัฐ สถานการณ์ทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะในการ อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2550 และการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ     ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ  แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2549 นี้อย่างแน่นอน แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อและไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ อาจทำให้การอนุมัติ  งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 ล่าช้าได้    นอกจากนั้น การใช้จ่ายภาครัฐในส่วนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Mass Transit ของกระทรวงคมนาคม อาจจำเป็นต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากรัฐบาลรักษาการ  ไม่สามารถอนุมัติโครงการดังกล่าว ได้ตามกำหนดการณ์ที่วางไว้
สำหรับภาคการค้าระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนทางการเมือง จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและบริการของประเทศ เนื่องจากการส่งออกสินค้าของไทยจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเป็นหลัก  


ยกเว้นจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จนกระทบต่อความมั่นใจของต่างประเทศ   ในขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบให้การนำเข้าเกิดการชะลอตัวตามอุปสงค์ความต้องการภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากภาคเอกชนชะลอการลงทุนออกไป และหากเกิดความล่าช้าในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐในบางโครงการที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ก็จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบชะลอตามไปด้วย
ส่วนภาคการเงินของไทยนั้น หากสถานการณ์การเมืองมีความยืดเยื้อและไม่ชัดเจน จะส่งผลในทางลบต่อภาคการเงิน เพราะอาจจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ย ด้วยการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ภาคตลาดทุนนั้น คาดว่าจะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ ไปลงทุนในตลาดที่มีความปลอดภัยมากกว่า  หากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวลดลงได้  “ในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่มีการยุบสภา ตลาดหุ้นไทยได้มีการ  ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าเหตุการณ์จะจบโดยเร็ว แต่หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อออกไปอีก ก็จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงได้ และนักลงทุนบางส่วนได้เคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังตลาดที่ปลอดภัยกว่า เช่น ตลาดตราสารหนี้”นายนริศ กล่าว

ผู้จัดการรายวัน  17  มีนาคม  2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 19438
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)