เรื่องวิชาการบูรณาการ

 เบื่อเรียน โดดเรียนวิชานี้ดีกว่า !
      
       เป็นคำพูดของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ไม่อยากเข้าห้องเรียนในบางรายวิชา และเพราะอะไร ? ทำให้เขาคิดเช่นนั้น
      
       “สอนอะไรก็ไม่รู้ ถ้าสอนอย่างนี้ อ่านเองก็ได้”
       “มาถึงก็พล่ามไม่รู้จะพล่ามอะไร”
       “ถ้ารู้ว่าต้องเรียนกับอาจารย์คนนี้ ไม่เสียเวลามาเรียน”
       “น่าเบื่อว่ะ”
       “เซ็งโว้ย....”
      
       เสียงคนบ่นดูท่าทางจะหงุดหงิดไม่ใช่เล่น
      
       นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เด็กไทยหรือเยาวชนสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนในชั้นเรียน ห้ามส่งเสียง ต้องฟังครูเพียงคนเดียว หรือถ้าเป็นการเรียนในระดับอุดมศึกษา คอยมาดูอาจารย์ “ปิ้ง”แผ่นใส แล้วฟังอาจารย์พูดตามแผ่นที่ปิ้ง
      
       “นี่หรือ ! คือการเรียน เพื่อให้เด็กไทยคิดได้ คิดเป็น หรือคิดอย่างสร้างสรรค์”
      
       ถ้าระบบการเรียน การสอนเปลี่ยนไป ครูเปลี่ยนทัศนะ “ฟังเด็กบ้าง” ไม่ใช่เอาแต่พูดจนลืมฟังก็คงจะดีไม่น้อย
       “ไม่รู้จะฝันมากไปหรือเปล่า”
       …………………….
       
       ผมอยากที่จะแนะนำวิชาการบูรณาการ       
       วิชาบูรณาการ หลายคนอาจจะคิดว่าสบาย ไม่ต้องมานั่ง “เลกเชอร์” หรือจดคำบรรยายตามอาจารย์อีกต่อไป
       แต่บางกระแสเสียงก็ “งุนงง”กับการเรียนในลักษณะนี้
       แต่ผู้เรียนทุกคนต้องลงมือทำงานวิจัย เพราะกระบวนการวิจัยถือเป็นกระบวนการสร้างความรู้ คนจำนวนมากยังเชื่อว่าการวิจัย ต้องเป็นผู้เรียนระดับ ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอกเท่านั้น
      
       “ผิดถนัดหากยังคิดเช่นนั้นอยู่”
      
       งานวิจัยอย่างง่ายๆ ทุกคนสามารถทำได้ ด้วยการ....เริ่มเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นๆ นั่งฟังคนที่มีประสบการณ์สะท้อนมุมมอง
      
       เพียงแค่ฟังคงไม่พอ ผู้ทำวิจัย ต้องเอาตัวเองเข้าไปวิเคราะห์ สะท้อนแง่คิด ความรู้ออกมา
      
       หลายเรื่องที่เด็กๆ หรือเยาวชนเขาได้พบ ได้เจอ กันอยู่แล้ว
      
       เหมือนอย่างใครคนหนึ่งอยากรู้เรื่องบางเรื่อง เข้าไปสอบถาม พูดคุย แต่บางครั้งการพูดคุยอย่างที่ทำๆ กันนั้นก็ผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย
      
       ที่นี่เชื่อว่า ... “นักวิจัย” เป็นได้ไม่ยาก ถ้ารู้จักใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในตัวเอง เพียงแต่ขอให้รู้ว่าเราจะเริ่มเมื่อไหร่ และใช้กับสิ่งใด อะไร หรือบุคคลใด
      
       หากคุณคุ้นเคย กับวิธีการ เช่นนี้ “การแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง” จะผลิดอกออกผลในตัวของคน คนนั้น ในเมื่อเครื่องมือทุกอย่างก็อยู่ที่ตัวคุณทุกคน
      
       ....ไม่ต้องรอให้อาจารย์หรือคนสั่งอีกต่อไป
      
       ...นิสิตที่ลงเรียนในวิชาบูรณาการ เกิดมุมมองทางความคิดที่ต่างไปจากเดิม รับรองว่า “ความคิดแนว” แต่เป็นความคิดแนวดี สร้างสรรค์ เกิดปัญญาแทบไม่รู้ตัว
      
       ...แต่ก่อนไม่เคยสนใจปัญหารอบๆ ตัว เมื่อได้ตัดสินใจ ลงพื้นที่ดูผู้ป่วยโรคเอดส์ เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัววัยรุ่น...ความคิด มุมมอง เปลี่นไปทันที
      
       “ผมคิดว่าการเรียนต้องทำให้ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมาย แต่การเรียนในปัจจุบันไม่ได้ทำให้เกิดจุดมุ่งหมาย วิชาบูรณาการทำให้ผมมีจุดมุ่งหมายในชีวิต” เสียงนิสิตหนุ่มคนหนึ่งพูดถึงสิ่งที่ได้รับหลังจากเรียนวิชาบูรณาการไปได้ 1 เทอม
      
       ...อิสระ
       ...เปิดโอกาส
       ...เรียนรู้ด้วยตัวเอง
       ....มีกระบวนการ
       ...รับฟังความคิดเห็น
       ...เกิดพัฒนาในตัวเอง
       ...ชี้นำ แนะนำ
       ...พบปัญหา
       ...อยากแก้ไข
       ....มีจุดหมายปลายทาง
       …เห็นคุณค่าในตัวเอง และคนอื่นมากขึ้น
      
       หากวันนี้ การเรียนรู้ชีวิตแค่เพียงในตำรา หรืออยู่เพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่แสนจะคับแคบทางความคิด
       ไม่มีทางทำให้เด็กไทยเกิดพัฒนาการในตัวเองขึ้นได้ หากการพัฒนายังอยู่ภายใต้ตำราเล่มเก่า ความคิดเดิมที่ไม่อาจพาเยาวชนไทยถึงฝั่งฝันได้ตลอดรอดฝั่ง
      
       บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าว เด็กไทยแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ พ่ายแพ้เมื่อเจออุปสรรคปัญหา หรือเมืองไทยเสียดุลทางการค้าหรือความคิดให้ชาติอื่นอยู่ร่ำไป เพียงเพราะระบบการศึกษาไทยไม่เปิดพื้นที่เพื่อฝึกเด็กให้เผชิญชีวิตจริง ไม่ฝึกให้พวกเขามีทักษะด้วยตัวเอง ทักษะการวางแผน แก้ไขปัญหา จึงไม่เคยเกิดขึ้น
      
       ครั้นเมื่อเจอ “ของจริง” จึงทำใจไม่ได้ !
      
       “ของจริง”จำเป็นต้องเรียนรู้