สมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2
อนันต์ พันนึก*
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อหารูปแบบที่
เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารโรงเรียน, ครูผู้สอน ,ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 รวมทั้งสิ้น 203 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินสมรรถนะของผู้บริหารและการจัดสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า
1. สมรรถนะของผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2
โดยรวม อยู่ในระดับดีมาก
2 รูปแบบที่เหมาะสมใช้ในการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 คือ การฝึกอบรม (Training)
ความเป็นมา
ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงแห่งการปฏิรูประบบราชการและการปฏิรูปการศึกษา ที่ผลักดันให้องค์การต้อง
เปลี่ยนแปลงบทบาทไปตามบริบทใหม่ที่สอดรับกับบริบทของการเปลี่ยนแปลง แนวทางในการบริหารงานบุคคลได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resource Management) ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ เพราะการบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ จะมุ่งเน้นความสอดคล้องสมดุลระหว่างภารกิจกลยุทธ์ระดับองค์การกับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลมากขึ้น (Gary Dessler &Tan Chwee Huat, 2005) ในปัจจุบันองค์การในต่างประเทศได้นำ Competency มาใช้ในการบริหารงานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น การสรรหา การพัฒนา และการรักษาบุคลากรในองค์การ Competency ช่วยให้ผลงานของบุคลากรตรงตามความต้องการขององค์การ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จขององค์การ Competency กำลังได้รับความสนใจและมีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของหน่วยงานต่างๆในประเทศไทยเช่นกัน (สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ , 2548)
การบริหารจัดการความสามารถในงาน (Competency Management) เป็นเครื่องมือการริหารอย่างหนึ่งที่ปัจจุบันองค์การจำนวนมากหันมาสนใจและนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาองค์การ เพราะไม่ว่าองค์การจะมีเครื่องมือการบริหารจัดการที่ดีเลิศเพียงใดและมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัยแค่ไหนแต่เครื่องมือและเทคโนโลยีเหล่านั้นล้วนต้องใช้ ”คน” เป็นพลังในการขับเคลื่อน ดังนั้น ความสามารถของคน จึงเป็นตัวจุดประกาย
ให้ผู้นำองค์การจำนวนมากได้ตระหนักถึงความสามารถในงาน(Competency) ของบุคลากรในองค์การว่ามีกำลังความสามารถเพียงพอต่อการขับเคลื่อนองค์การให้ก้าวไปข้างหน้าได้หรือไม่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า บทบาทของการบริหารจัดการ Competency กลายเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงขององค์การ (ปิยะชัย จันทรวงศ์ไพศาล , 2549)
มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 เห็นชอบแผนงานปฏิรูประบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน ตามแผนปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคลภายใต้แผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ การปรับปรุงระบบตำแหน่งและค่าตอบแทนในภาครัฐที่เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์ ความคุ้มค่า ความรับผิดชอบ ตอบสนองความต้องการของสังคมและประชาชนผู้รับบริการ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพข้าราชการ ส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาและใช้สมรรถนะอย่างสัมฤทธิผล ซึ่งระบบที่ปรับปรุงใหม่นี้เป็นระบบที่มีการนำสมรรถนะมาใช้ในการบริหารผลงานของข้าราชการ
ทิศทางของการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการกำหนดให้มีระบบการพัฒนาที่เน้นสมรรถนะ (Competency) ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในแต่ละสายงาน ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าสู่กระบวนการประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงาน โดยนำไปเชื่อมโยงกับกระบวนการเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่จะนำไปสู่สิ่งจูงใจหลัก คือ เงินวิทยฐานะและเงินค่าตอบแทน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (2548) ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารงานบุคคล ได้กำหนดสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ โดยแยกเป็นสมรรถนะหลัก (สมรรถนะ (competency)) จำนวน 4 สมรรถนะ และ สมรรถนะประจำสายงาน (Functional Competency)จำนวน 4 สมรรถนะ รวมเป็น 8 สมรรถนะ ดังนี้
1. สมรรถนะหลัก ประกอบด้วย
สมรรถนะที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ หมายถึง ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ให้มีคุณภาพ
ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีการพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
สมรรถนะที่ 2 การบริการที่ดี หมายถึง ความตั้งใจในการปรับปรุงระบบบริการให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ
สมรรถนะที่ 3 การพัฒนาตนเอง หมายถึง การศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ องค์ความรู้และ
เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในวงวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนางาน
สมรรถนะที่ 4 การทำงานเป็นทีม หมายถึง การให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุนเสริมแรง ให้
กำลังใจแก่เพื่อนร่วมงาน การปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่น หรือ แสดงบทบาทผู้นำ ผู้ตาม ได้อย่างเหมาะสม
2. สมรรถนะประจำสายงาน
สมรรถนะที่ 5 การวิเคราะห์และสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ
แล้วแยกประเด็นเป็นส่วนย่อย ตามหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่กำหนด และสามารถรวบรวมสิ่งต่างๆ จัดทำอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน รวมทั้ง สามารถวิเคราะห์องค์การหรืองานในภาพรวมและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
สมรรถนะที่ 6 การสื่อสารและจูงใจ หมายถึง ความสามารถในการพูด เขียน สื่อสาร โต้ตอบ ใน
โอกาสและสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจน สามารถชักจูงโน้มน้าวให้ผู้อื่น เห็นด้วย ยอมรับ คล้อยตาม เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของการสื่อสาร
สมรรถนะที่ 7 การพัฒนาศักยภาพบุคลากร หมายถึง ความสามารถในการให้คำปรึกษาแนะนำ และ
ช่วยแก้ปัญหาให้แก่เพื่อน ร่วมงานและผู้เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการพัฒนา บุคลากร ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนและ ให้โอกาสผู้ร่วมงานได้พัฒนา ในรูปแบบต่าง ๆ
สมรรถนะที่ 8 การมีวิสัยทัศน์ หมายถึง ความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทางหรือ แนวทาง
การพัฒนาองค์กร ที่ เป็นรูปธรรมเป็นที่ยอมรับ และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ การยอมรับแนวคิด/วิธีการใหม่ ๆ เพื่อ การพัฒนางาน
ดังนั้น ในการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ภารกิจหน้าที่และความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากย่อมอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของผู้บริหารสถานที่มีความสามารถการปฏิบัติงานหรือสมรรถนะ (Competency) เป็นสำคัญ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาจะต้องมีการประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงาน (Competency Assessment) ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นการศึกษาระดับความสามรถหรือสมรรถนะในการปฏิบัติงานซึ่งผลที่ได้ก็จะเป็นข้อสนเทศในการวางแผนในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ต่อไป ซึ่งเกี่ยวกับการประเมินสมรรถนะหรือ Competency นี้ ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ (2550) ให้ความสำคัญของการประเมินสมรรถนะว่ามีความสำคัญในพัฒนาองค์การเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการฝึกอบรมและพัฒนา การสรรหาคัดเลือกพนักงาน การเลื่อนขั้น การโยกย้ายตำแหน่ง และการจ่ายค่าตอบแทน เป็นต้น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
หนองคาย เขต 2
2. เพื่อศึกษาหารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2
ความสำคัญของการวิจัย
เพื่อเป็นสารสนเทศในการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาและเพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2
ขอบเขตของการศึกษา
1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาสมรรถนะและเพื่อหารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 โดยรูปแบบการประเมินแบบมีส่วนร่วม ตามกรอบที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนด จำนวน 8 สมรรถนะ โดยแยกเป็นสมรรถนะหลัก 4 สมรรถนะ คือ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม และสมรรถนะประจำสายงาน 4 สมรรถนะ คือ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ การสื่อสารและจูงใจ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การมีวิสัยทัศน์ และจัดสนทนากลุ่มย่อย
2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2.2 2.1 ประชากร ที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครู และประธานกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวนทั้งสิ้น 420 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 17คน ครู จำนวน 386 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 17 คน
2.3 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครู และประธานกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของ Krejcie & Morgan (บุญชม ศรีสะอาด,2545) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 203 คน แล้วสุ่มอย่างง่าย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
1.แบบประเมินสมรรถนะ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบการประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนเพื่อมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนด โดยผู้วิจัยได้เสนอแบบประเมินที่สร้างขึ้นต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เพื่อตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา เพื่อการหาดัชนีความสอดคล้อง (Index of Congruence: IOC) สอดคล้องกับพวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2534) (อ้างใน ยุทธ ไกยวรรณ์ , 2550) เสนอแนะว่า การหาค่า IOC ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบอย่างน้อย 3 คนพิจารณาข้อความแต่ละข้อในเครื่องมือวิจัย ซึ่งผลการตรวจของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าแบบประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้ค่า IOC ตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไปตามที่กำหนดไว้ ทั้ง 26 ข้อ และนำไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ชุด เพื่อหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า ตามวิธีการของครอนบัค (บุญชม ศรีสะอาด,2545) มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 โดยแบบประเมินแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) จำนวน 1 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นแบบประเมินสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 ได้แก่ 1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ 2) การบริการที่ดี 3) การพัฒนาตนเอง 4) การทำงานเป็นทีม 5) การวิเคราะห์และสังเคราะห์ 6) การสื่อสารและจูงใจ 7) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และ 8) การมีวิสัยทัศน์ จำนวน 26 ข้อ โดยกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนเป็น 4 ระดับ ดังนี้ คือ
ระดับ 4 ดีมาก หมายถึง ปรากฏคุณลักษณะเด่นชัดยิ่ง มีลักษณะหลากหลาย หรือสะท้อนคุณภาพ
ในระดับเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง บรรลุผลสัมฤทธิ์เกือบทุกครั้งหรือตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป ของเป้าหมายงาน มีความต่อเนื่องในเชิงคุณภาพและเป็นแบบอย่างได้ โดยปรากฏร่องรอยคุณภาพจากแหล่งต่าง ๆ อย่างชัดเจนที่สุด
ระดับ 3 ดี หมายถึง ปรากฏคุณลักษณะเด่นชัด มีลักษณะค่อนข้างหลากหลาย หรือสะท้อน
คุณภาพในระดับเป็นที่ยอมรับ เป็นส่วนใหญ่ หรือบรรลุผลสัมฤทธิ์ร้อยละ 70 – 79 ของเป้าหมายงาน มีความต่อเนื่องในเชิงคุณภาพค่อนข้างมากโดยปรากฏร่องรอยคุณภาพจากแหล่งต่าง ๆ สอดคล้องกันอย่างชัดเจน
ระดับ 2 พอใช้ หมายถึง ปรากฏคุณลักษณะเด่นชัดพอสมควร มีลักษณะค่อนข้างหลากหลาย
หรือสะท้อนคุณภาพในระดับเป็นที่ยอมรับ ปานกลาง หรือบรรลุผลสัมฤทธิ์ร้อยละ 60 – 69 ของเป้าหมายงาน โดยปรากฏร่องรอยคุณภาพบ้างพอสมควร
ระดับ 1 ควรปรับปรุง หมายถึง ไม่ค่อยปรากฏคุณลักษณะ หรือปรากฏพฤติกรรมบ่งชี้ไม่ชัดเจนหรือ
เกิดขึ้นน้อย หรือบรรลุผลสัมฤทธิ์ ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของเป้าหมายงานที่กำหนด (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา , 2548)
2 ประเด็นการอภิปรายกลุ่ม “รูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 “ โดยผู้วิจัยนำเสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหาร จำนวน 5 รูปแบบ คือ 1) การใช้บทเรียนสำเร็จรูป 2) การสอนแนะ (Coaching) 3) การฝึกอบรม 4) การศึกษาทางไกล และ 5) การให้คำปรึกษา ( สมชาติ กิจยรรยง และ อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง , 2550) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มย่อยอภิปราย ตามความคิดเห็นของผู้เข้าประชุมกลุ่ม
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยใน ครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. การประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้วิจัยนำประเมินส่งถึงกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง จำนวนทั้งสิ้น 203 ฉบับ และได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืนมา จำนวน 190 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 94
2. การหารูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ผู้วิจัยดำเนินการจัดสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) จำนวน 1 วัน ผู้ร่วมสนทนากลุ่ม ได้แก่ ผู้วิจัย ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 ทุกคน โดยผู้วิจัยได้นำเสนอรูปแบบการพัฒนาแล้วเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อหารูปแบบในการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 จากนั้นนำผลการสนทนากลุ่มมาวิเคราะห์และสรุปเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ ผู้วิจัย ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ตามเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
1. การประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows และใช้สถิติบรรยายได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกำหนดเกณฑ์การแปลผล ไว้ ดังนี้ 3.25 - 4.00 หมายถึง ดีมาก , 2.50 - 3.24 หมายถึง ดี , 1.75 - 2.49 หมายถึง พอใช้ และ 1.00-1.74 หมายถึง ควรปรับปรุง (ชูศรี วง