บันทึกการเมืองไทย (๑๘) : บทความของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี 

"ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนายกฯทักษิณ"  


แล้วมันจะจบลงอย่างไร"
เป็นคำถามที่ได้ยินมากที่สุด เพราะมองไม่ออกว่าวิกฤตการณ์การ
เมืองในปัจจุบันจะยุติลงอย่างไร บางคนก็เรียกร้องให้สามัคคี ให้ปรองดอง
กัน ให้สมานฉันท์ ให้ถอยคนละก้าว เหล่านี้เหมือนคำอธิษฐานที่ยากจะเป็นไป
ได้ เพราะความสงบเรียบร้อย ความสามัคคี และความสมานฉันท์จะมีได้ต่อเมื่อ
มีความถูกต้อง
 
ถ้าความไม่ถูกต้องยังดำรงอยู่ การเรียกร้องความสามัคคี นอกจาก
ไม่ได้ผลแล้ว ยังเหมือนเป็นการสนับสนุนให้ความไม่ถูกต้องดำรงอยู่ต่อไป
 
ประเด็นคือนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่ฉกรรจ์ว่าขาดความ
สุจริต หาประโยชน์เข้าตัว ด้วยการหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึง
ประโยชน์ของชาติ
 
นักการเมืองใดๆ อาจถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรงได้ แต่ระบบจะ
พยายามวางทางออกที่การมีกลไกอิสระต่างๆ ที่น่าเชื่อถือเข้ามาสืบสวนสอบสวน
แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจและเงินเข้าครอบงำแทรกแซง
องค์กรอิสระจนหมดสิ้น จนองค์กรต่างๆ เหล่านั้นหมดศักดิ์ศรีและความน่า
 เชื่อถือ ทำให้ปิดทางออกที่ควรจะมี
 
อีกวิธีหนึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาด้วยเรื่องร้ายแรงคือ
ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนนายกรัฐมนตรี ดังกรณีที่เมื่อมากาเร็ต
แธชเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ถูกกล่าวหาว่ากระหายเลือด นำคนอังกฤษไปตายใน
สงครามโฟคแลนด์ แธชเชอร์ได้ตั้งลอร์ดแฟรงค์ซึ่งคนอังกฤษเขานับถือกันว่า
เป็นกลางอย่างยิ่ง มาเป็นประธานสอบสวนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการเรียก
เอกสารและบุคคลมาให้การได้อย่างเต็มที่ รายงานของลอร์ดแฟรงค์ทำให้ประเด็น
นี้ตกไป ผมเคยเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาสอบสวน
นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นทางออก แต่ทางนี้ก็ถูกปิด และสถานการณ์ได้เลย
เรื่องนี้ไปแล้ว
 
เมื่อไม่มีทางออกอย่างอื่น จึงเกิดการชุมนุมเรียกร้องให้นายก
รัฐมนตรีลาออก ที่พัฒนามาเป็นเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หรือเรียกกันว่า การเมืองภาคประชาชน  การเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทั้ง
ถูกกฎหมายและถูกต้อง เพราะลำพังการเมืองของนักการเมือง ต่อให้ดีอย่างไร
ก็ยากทีจะถูกต้อง ถ้าปราศจากการเมืองภาคประชาชนคอยติดตามกำกับตรวจสอบ
เนื่องจากศีลธรรมจะต้องเป็นหลักของแผ่นดิน การเมืองภาคประชาชนจะต้องเป็น
พลังทางศีลธรรม
 
นายกรัฐมนตรีก็ยืนยันแข็งขันว่า ไม่ยุบสภาไม่ลาออก
 
แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549
โดยหวังว่าจะเป็นการออกจากวิกฤต ที่เรียกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ก็นำไป
สู่วิกฤตการณ์การเลือกตั้ง ต่อไป เพราะพรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง
 
การแข่งขันใด ๆ ต้องมีความยุติธรรม จึงจะเป็นการแข่งขัน
 
ความยุติธรรมคือคู่แข่งจะต้องมีความใกล้เคียงกันในทุก ๆ ทาง
ไม่ใช่ไปเอาผู้ใหญ่กับเด็กมาแข่งกัน เอาเศรษฐีกับยาจกมาแข่งกัน เอาช้าง
กับมดมาแข่งกัน
 
ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ที่มารวมตัวกันเป็นพรรคไทยรักไทยมีทุนเป็น
แสนๆ ล้านเปรียบเหมือนช้าง ปชป.  ชาติไทย มหาชน นั้นถ้ามีทุนบ้างก็คงน้อย
เต็มที ทรท. ยังถืออำนาจรัฐอยู่ด้วย และไม่มีความน่าเชื่อถือใด ๆ ว่าจะ
ไม่ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบคู่ต่อสู้
 
เมื่อทุนใหญ่ถืออำนาจรัฐ - ชนะเลือกตั้ง - เป็นรัฐบาล - สูบผล
ประโยชน์ทำให้ทุนของตัวใหญ่ขึ้น - เลือกตั้ง - เป็นรัฐบาล - สูบผล
ประโยชน์ทำให้ทุนของตัวใหญ่ขึ้น......
 
ทำให้เกิด วงจรอุบาทว์แห่งการเลือกตั้งแต่เรียกมันว่ากติกา
ประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้านจะรู้ดีที่สุดว่าขืนเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งการ
เลือกตั้ง เขาต้องหมดเนื้อหมดตัว ล้มละลายแน่ เขาจึงบอยคอตหรือคว่ำบาตร
การเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องโจ๊กไป
 
การเลือกตั้งจึงแก้ปัญหาไม่ได้ด้วยประการฉะนี้
 
สมมติว่าลากไปถึงการเลือกตั้งในวันที่  2 เมษายน  2549  ได้
แน่นอนว่า ทรท. ได้รับการเลือกตั้ง แต่อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือตั้งได้ก็
ทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะคนที่เกลียดและไม่เชื่อถือไว้วางใจคุณทักษิณ ประกอบ
ไปด้วย นักศึกษา คณาจารย์ สื่อมวลชน ชนชั้นกลาง ข้าราชการที่สุจริต ตลอด
ไปจนพระราชวงศ์ และองคมนตรี
 
ถึงคุณทักษิณจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก วิกฤตการณ์ทางการ
เมืองก็ไม่จบหรืออาจรุนแรงมากขึ้น
 
จะเห็นได้ว่าทางออกต่าง ๆ ตีบตันไปหมด และคุณทักษิณมีส่วนสำคัญ
ในการสร้างโครงสร้างที่ปิดล้อมตัวเองให้ออกไม่ได้
 
ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายคุณทักษิณและฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตยต่างตกอยู่ในความกลัวคือคุณทักษิณก็กลัว ว่าถ้ายอมลงจากอำนาจ
อีกฝ่ายจะเข้ามาขุดคุ้ยและเสนอให้ยึดทรัพย์ ข้างฝ่ายพันธมิตรฯ ก็กลัวว่า
ถ้าประนีประนอมราข้อ จะไว้ใจคุณทักษิณไม่ได้ว่าจะไม่มาอุ้มฆ่าตาม
กิติศัพท์ จึงไม่มีทางถอยหรือประนีประนอมกันได้
 
เมื่อตีบตันไปหมดแล้ว จะเป็นไปหรือมีทางออกอย่างไร
 
หนึ่ง รุนแรงแตกหัก นั้นคือคุณทักษิณไปฆ่าใคร หรือใครฆ่าคุณ
ทักษิณ ซึ่งก็จะก่อเวรก่อกรรมอื่น ๆ ต่อไป ในฐานะชาวพุทธเราย่อมไม่อยาก
เห็นเช่นนั้น
 
สอง เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน (Transformation)
ตามปรกติปุถุชนมีความทุกข์และก่อความทุกข์ให้ผู้อื่น เพราะธรรมชาติพื้น
ฐานในตัวตนที่เห็นแก่ตัวหรือเอาตัวตนเป็นใหญ่ การที่จะเปลี่ยนแปลง
ธรรมชาติพื้นฐานในตัวตนเป็นไปได้ยาก แต่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน
ก็เกิดขึ้นได้ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกนึกคิด เห็นโลกและเห็นคน
อื่นในมุมมองใหม่ เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งทั้งหมด เกิดความรัก
อันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด มีความสุข ความเป็นอิสระ และ
มีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
 
การจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตนเกิดขึ้นได้หลายทาง
 ในที่นี้จะขอกล่าวถึง 3 วิธี คือ
    (1)มีประสบการณ์ใกล้ตาย (near-death experience) คนที่ใกล้ตาย
แต่ไม่ตายหลายคนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคนใหม่
ที่จิตใจดีอย่างยิ่ง
       (2)การออกไปนอกโลกแล้วมองมาเห็นโลกทั้งใบ มนุษย์อวกาศชื่อ เอ็ด
การ์ มิทเชลล์ ยืนอยู่บนดวงจันทร์มองมาเห็นโลกทั้งใบแล้วจิตใจเปลี่ยนแปลง
โดยสิ้นเชิง เพราะเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งใบ เกิดความรักอัน
ไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และโลกทั้งหมด
    (3)เจริญศีล สมาธิ และปัญญาภาวนา โดยจะเป็นฆราวาสหรือเป็นพระก็
แล้วแต่
 
ทางออกที่ดีที่สุดของนายกฯทักษิณ คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้น
พื้นฐานในตัวตน ซึ่งจะทำให้พบความสุข สงบ และหมดเวรหมดกรรม ไม่ควรคิดกลับ
มาเป็นนากยกรัฐมนตรีอีก ถึงเป็นก็แก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาของประเทศไทยสลับ
ซับซ้อนและยากยิ่ง แก้ไม่ได้โดยวีรบุรุษหรือรัฐบุรุษใดๆ ในภพภูมิของความ
รู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบเดิม ๆ แต่ต้องการยกภพภูมิทางจิตใจให้สูงขึ้น
จึงจะแก้ไขได้
 
ฉะนั้น แม้คนอื่น ๆ ก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน
การเมืองภาคประชาชนก็ต้องระวังกิเลสในตัวตนด้วย ถ้าชนะแล้วเกิดความฮึก
เหิม ก็จะไปพลาดพลั้งเสียหาย แก้ปัญหายากๆ ไม่สำเร็จ แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง
๕ คน ก็ต้องคิดถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเองด้วย การณ์ข้างหน้า
จึงจะมีพลังของความถูกต้อง
 
ถ้านายกฯทักษิณและแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ออกบวชพร้อมกัน จะ
เป็นอย่างไรบ้าง บวชสัก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย เจริญศีล สมาธิ ปัญญา อย่าง
เข้มข้น จนได้ลิ้มรสพระธรรมและเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง ถ้า
ใครติดใจจะบวชนานต่อไปอีกก็แล้วแต่
 
การออกบวชพร้อมกันนี้ ไม่มีการเสียหน้า ไม่มีใครแพ้ ทุกคนเป็น
ผู้ชนะ การทำความดีคือการชนะ และเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัว
ตนแล้ว ทุกคนจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง ไม่ว่า
จะศึกษาลาเพศหรือยังคงบวชต่อไป
 
พรรคการเมืองต่าง ๆ จะต้องมาตกลงกันที่จะปฏิรูปการเมืองอย่าง
จริงจัง จะต้องเลิกพฤติกรรมเดิม ๆ ที่พาบ้านเมืองไปสู่ความวิกฤต
 
ศีลธรรมจะต้องเป็นหลักของแผ่นดิน
 
กิจกรรมทุกอย่างจะต้องผูกอยู่กับหลักของแผ่นดิน
 
การเมืองจะต้องเป็นการเมืองศีลธรรม
 
เศรษฐกิจจะต้องเป็นเศรษฐกิจศีลธรรม
 
ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบความยุติธรรม ระบบการสื่อสาร ล้วน
ต้องมีรากฐานอยู่ในศีลธรรม
 
เราจะคดๆ โกงๆ เอาเปรียบกันแบบศรีธนญชัยต่อไป บ้านเมืองจะไปไม่
รอด ขอให้วิกฤตการณ์ปัจจุบันเป็นการให้การศึกษาแก่เราทุกคนว่า ความถูก
ต้องเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความรัก ความปรองดอง ความสมานฉันท์ ความเจริญ
และความร่มเย็นเป็นสุข (ผมมีปัญญาน้อย ถ้ากล่าวอะไรไปไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้อง
หรือเป็นการล่วงเกินต่อผู้ใด ผมต้องขอประทานอภัย)--จบ--
ที่มา: http://www.komchadluek.com