เอกชนสับแหลกทีมเศรษฐกิจรัฐบาล "สมัคร" ขาดการประสานงาน ไร้เอกภาพ ทำให้การแก้ปัญหาสะดุด "ประมนต์" ระบุ ธปท.ควรเร่งตัดสินใจสกัดเงินเฟ้อ ด้าน ส.อ.ท.แนะให้รอดูสถานการณ์อีก 3 เดือน ห่วงการใช้จ่ายภาคประชาชนหด ขณะที่สมาคมแบงก์ชี้ไร้ประโยชน์ หากมุ่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ หวั่นส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ

เอกชนสับแหลกทีมเศรษฐกิจรัฐบาล "สมัคร" ขาดการประสานงาน ไร้เอกภาพ ทำให้การแก้ปัญหาสะดุด "ประมนต์" ระบุ ธปท.ควรเร่งตัดสินใจสกัดเงินเฟ้อ ด้าน ส.อ.ท.แนะให้รอดูสถานการณ์อีก 3 เดือน  ห่วงการใช้จ่ายภาคประชาชนหด  ขณะที่สมาคมแบงก์ชี้ไร้ประโยชน์ หากมุ่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ หวั่นส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า การทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ไม่มีการประสานงานกัน ทำให้มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสะดุดและไม่ต่อเนื่อง และการประสานงานของพรรคร่วมรัฐบาลก็ขาดเอกภาพ แต่หวังว่าในระยะสั้นหลังมีความชัดเจนเกี่ยวคดีในศาลฯ คงจะดูรู้ว่าใครจะเป็นทีมเศรษฐกิจ  ซึ่งภาคเอกชน   เคยส่งสัญญาณไปแล้วว่ารัฐบาลควรจะมีการประสานงานกัน แต่ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลก็มีปัญหาทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอกรัฐบาลเอง คงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญแล้วค่อยตัดสินใจชั่งน้ำหนักจะแก้ปัญหาใดก่อนหลัง

สำหรับปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา  ยอมรับว่ามีความกังวลอยู่บ้าง แต่เชื่อว่ายังไม่รุนแรงถึงขั้นกระทบต่อการค้าและการลงทุน แต่เอกชนที่เข้าไปลงทุนก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดปัญหา ส่วนกระแสข่าวปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ จึงไม่สามารถแสดงความเห็นจากภาคเอกชนได้

นายประมนต์กล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังควรจะมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เพราะการตัดสินใจให้เร็วดีกว่าตัดสินใจล่าช้า และถ้าไม่ทำอะไรเลย จะทำให้ปัญหามีมากขึ้น แต่หากตัดสินใจแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ ก็ต้องไปทำการบ้านต่อได้ ดีกว่าปล่อยให้มีการถกเถียงกัน วันต่อวัน "ปัญหาเงินเฟ้อเกิดขึ้นแล้ว หากไม่ทำอะไร เงินเฟ้อก็จะเป็นปัญหาที่พอกพูนขึ้น และ ธปท.ต้องชั่งน้ำหนักข้อมูลแล้วเร่งตัดสินใจให้เร็ว" นายประมนต์กล่าว

ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนขอให้ ธปท.ควรจะรอดูอัตราเงินเฟ้ออีก 3 เดือน ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรก่อน ก่อนจะรีบตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เพราะจากการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจขณะนี้ นอกจากปัญหาราคาน้ำมันแล้ว ราคาอาหารเริ่มชะลอตัว และคาดว่าราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นได้อีกไม่มาก ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อไม่รุนแรงเท่าที่คิดก็ได้ และเงินเฟ้อไทยยังไม่ถือว่าสูงมาก จึงเกือบไม่มีความจำเป็น    ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลคือ ปัญหาการชะลอการใช้จ่ายของประชาชน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต  อีกทั้งจากปัญหาราคาเหล็กแพงขึ้น ทำให้ผู้ค้าเหล็กไม่เปิดเครดิตให้ผู้รับเหมารายเล็ก ๆ โดยขอให้ชำระสินค้าด้วยเงินสดจากปกติจะให้เครดิตประมาณ 30 วัน ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขก็อาจทำให้มีการทิ้งงานของผู้รับเหมา

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงค์ ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงนี้ จะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันถูกกดดันจากต้นทุนด้านราคาน้ำมันและอาหาร ซึ่งเป็นภาวะที่เผชิญกันทั่วโลก  อย่างไรก็ตาม ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ถือเป็นช่วงขาขึ้นแต่การปรับขึ้นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ  "การขึ้นดอกเบี้ยช่วยชะลอเงินเฟ้อได้นิดหน่อย แต่เงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันแพงช่วยไม่ได้ แต่กลับจะกระทบความเชื่อมั่นอุปโภคบริโภคลดลงมากกว่า แต่ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย  ดังนั้น กนง.จะต้องหาจุดสมดุลให้ได้ เพื่อประโยชน์ประเทศชาติ" นายอภิศักดิ์ระบุ

นายอภิศักดิ์กังวลว่า การลงทุนภาคเอกชนช่วงครึ่งปีหลังอาจปรับลดลงได้อีกต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ซึ่ง  จะทำให้การขยายตัวทั้งปีลดลง หากปัญหาการเมืองยังไม่จบ แต่หวังว่าโครงการวางระบบสาธารณูปโภคของรัฐ      จะเกิดขึ้น เพื่อให้เอกชนลงทุนตาม

ไทยโพสต์  8  กรกฎาคม  2551