แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แผนธุรกิจของสถาบันการเงินทั้งระบบได้ส่งมาครบแล้ว เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตามกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม คลังอยู่ระหว่างเร่งตั้งคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่ประกอบด้วย ประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่ต่ำกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน ซึ่งรายชื่อคณะกรรมการจะต้องเสนอเข้าครม.หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 19 ส.ค.นี้ โดยตำแหน่งประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะมีวาระ 4 ปี ทั้งนี้ หลังจากวันที่ 11 ส.ค.เป็นต้นไป ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะต้องส่งเงินสมทบจำนวน 0.4% เข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จากเดิมที่ต้องส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยแบ่งเป็น ทุกวันที่ 30 มิ.ย. และ 31 ธ.ค. ของทุกปีในสัดส่วน 0.2% ของฐานเงินฝาก
แหล่งข่าวกล่าวว่า ภายในเดือน ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินทั้ง 42 แห่งจะต้องส่งเงินสมทบเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการคิดถัวเฉลี่ยรายเดือน เพื่อรองรับความเสียหายของสถาบันการเงิน ในกรณีที่เกิดวิกฤตทางการเงิน ซึ่งในปีแรกสถาบันจะคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และจะลดเหลือเพียง 100 ล้านบาทต่อบัญชี ในปีที่สอง และลดเหลือ 50 ล้านบาทในปีที่สาม และลดเหลือ 10 ล้านบาทในปีที่สี่ และลดเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป
แหล่งข่าวกล่าวว่า การตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อลดภาระทางการคลัง โดยมีการจำกัดวงเงินที่รัฐ ต้องเข้าไปคุ้มครอง ซึ่งที่ผ่านมากองทุนฟื้นฟูฯ ได้รับบทบาทหน้าที่เข้าไปดูแลเงินฝากภายหลังจากเกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2540 ทำให้ต้องแบกภาระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นจำนวนมาก โดยตั้งงบประมาณไปชดเชยในแต่ละปี
แนวหน้า 8 กรกฎาคม 2551