KM Team
ไปดูชาวเขาปลูกผักอินทรีย์ที่ดอยอ่างขาง
17-20 มิถุนายน ทีมงาน KM ของกองพัฒนาการเกษตรพื้นที่เฉพาะ ก็มีแผนการอันดีงามที่จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขา ที่ดอยอ่างขาง และดอยอินทนนท์ โดยประสงค์หลัก ๆ ก็เพื่อ
ต้องการจะรู้ว่าเกษตรกรชาวไทยภูเขาทั้ง 2 กลุ่ม นี้ แต่ก่อนเคยปลูกพืชโดยใช้สารเคมีกันมากนานแล้วเหตุไฉนเล่าจึงเลิกใช้สารเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์กัน อะไรเป็นจุดสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในครั้งนี้ได้
นั่นคือคำตอบที่ KM ทีมของ กองพัฒนาการเกษตรพื้นที่เฉพาะ ต้องหามาให้ได้ การไปพูดคุยครั้งนี้เราก็ใช้เทคนิค Focus Group ในการสนทนาก่อนไปเราก็พูดคุย
ทำความเข้าใจทีมงานกันเป็นอย่างดี ถึงที่นัดหมาย บ้านนอแล ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านอยู่กันเต็มหมู่บ้านไม่มีใครไปทำไร่ ทำสวนกัน เพราะเป็นวันพระ ชาวบ้านเรียกว่าวันศีล เจ้าหน้าที่จากศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่โครงการหลวงที่ดูแลพื้นที่อยู่ก็ไปตามชาวบ้านมา รวมตัวที่บริเวณหอประชุมของหมู่บ้าน KM ทีมของเราก็เริ่มสนทนากันได้ความว่า ชาวบ้านนอแลเป็นชาวเขาชนเผ่าปะหล่องแต่เดิมอาศัยอยู่ในประเทศพม่า และอพพยเข้ามาอยู่ในประเทศไทย บริเวณดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมก็ปลูกข้าวกินปลูกข้าวโพด และปลูกฝิ่นช่วงหลัง หันมาปลูกผัก ไม้ดอก ไม้ผล ตาม
การส่งเสริมของโครงการหลวง มีการผลิตแบบปลอดภัย เป็นการผลิตแบบใช้สารเคมี แต่ทำอย่างถูกต้องและปลอดภัยตามหลักวิชาการ แต่จากการผลิตแบบใช้สารเคมีก็ทำให้สุขภาพอนามัยของคนในหมู่บ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านรายหนึ่งผู้ที่ใช้สารเคมี มากที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้านเกิดเจ็บป่วยซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเคมี และอีกหลายคนสุขภาพก็แย่ลง ประกอบกับโครงการหลวงและศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงได้ร่วมกันส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ดังนั้น จึงเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ชาวบ้านเลิกใช้สารเคมีใช้เวลากว่า 6 ปี กว่าจะปรับเปลี่ยนปรับตัวในเรื่องของการใช้สารเคมี การปรับปรุงดิน การใช้สารทดแทนอื่นๆ KM ทีมก็เริ่มเจาะลึกไปเรื่อยๆ ว่าถ้าปลูกแล้วไม่ใช้สารเคมีใช้อะไรแทน ถ้ามีโรคแมลงระบาด สรุปได้ว่ามีการใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสิ่งที่ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีจะก็คือ ปุ๋ยคอก และปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับปุ๋ยคอกตอนแรกใช้มูลไก่ ช่วงหลังมาก็เปลี่ยนเป็นมูลโค เนื่องจากมีการตรวจพบสารโลหะหนักในมูลไก่มีการใช้สารชีวภัณฑ์ ซึ่งเรียกตามประสาชาวบ้านก็เป็นเรื่องแปลกใหม่อีกเรื่องหนึ่งในวงการการปลูกผักอินทรีย์ มีการใช้ยา 8 ช้อน 5 ช้อน แล้วก็ 10 ช้อน เราก็งง ว่ามันคืออะไร ชาวบ้านก็อธิบายว่า ยา 8 ช้อน ก็คือBT (Bacillus the uringensis) ซึ่งช่วยในเรื่องฆ่าแมลง ยา 5 ช้อน ก็คือพวกหางไหล ส่วนยา 10 ช้อน ก็คือ พวกน้ำหมัก ซึ่งเป็นพวกฮอร์โมนมีการใช้ไตรโครเดอร์มา ในการป้องกันโรคพืช ชาวบ้านบอกว่าเลิกใช้สารเคมี แล้วเราก็ไม่ต้องห่วงเรื่องโรคแมลง ใช้ยา 5 ช้อน 8 ช้อน และ 10 ช้อนแทน สามารถฉีดได้เป็นประจำโดยไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อมมีเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวงนำแตนเบียน และแมลงตัวห้ำมาปล่อยให้ชาวบ้าน เรียกว่าแตนเบียนว่าแมลงกินไข่และเรียกตัวห้ำว่าแมลงกินแมลงก็ชัดเจนเข้าใจง่ายดี จากการประเมินเราก็พบว่าชาวบ้านเข้าใจรู้จัก เรื่องสารชีวภัณฑ์เป็นอย่างดี อันนี้คงต้องยกความดีให้กับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง และเจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง ผมเห็นน้องทั้ง 2 คน เค้าลงพื้นที่เห็นแล้วเหมือนประชากรคนหนึ่งในหมู่บ้านทีเดียวกลมกลืนมาก และจากการที่ได้พูดคุยกับพี่ใหญ่ ยศภาคย์ ยังอยู่ดี ถึงว่าการ
จะทำเรื่องการปลูกผันอินทรีย์ให้สำเร็จ ปัจจัยหลัก ๆ มันอยู่ที่อะไร แกก็เล่าให้เราฟังว่าในช่วงแรก เมื่อ 3 ปี ที่แล้ว เราต้องสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งปัจจัยหลักเป็นจำนวนมากเพื่อปรับปรุงดิน ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งรัฐควรสนับสนุนในเบื้องต้น ในส่วนเกษตรกรนั้นเขามีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยหลายอย่าง ปุ๋ยแพง ยาแพง ต้นทุนสูง สุขภาพอนามัยของผู้ผลิตเอง การเปลี่ยนในช่วงแรกผลผลิตจะไม่ดีนักทั้งคุณภาพ และปริมาณ ผลผลิตลดลง คุณภาพไม่ดีใช้เวลาประมาณ 3 ปี ก็จะดีขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งก็ตรงกับที่เราไปพูดคุยกับชาวบ้าน เห็นแล้ว่าภูมิใจที่ชาวบ้าน 131 ราย หันมาปลูกผันอินทรีย์ในพื้นที่ประมาณ 165 ไร่ ผลผลิตปลอดภัย ผู้ผลิตปลอดภัยสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย ผ่านโครงการหลวงสู่ผู้บริโภคต่อไป ตอนต่อไปจะเล่าเรื่องชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง ที่ปลูกผักอินทรีย์ บนดอกอินทนน์ให้ฟังโดย KM ทีม กองพัฒนาการเกษตรพื้นที่เฉพาะ
ได้คุยกันเรื่องบล๊อกกับ หน ทีม KM กับจิ๊ว กับโต ในเรื่องที่จะนำ Blog มาใช้ในองค์กร ได้พูดความหมายของ
KM ว่า
เป็นการจับความรู้-->เก็บความรู้--->แลกเปลี่ยนเรียนรู้---> นำไปใช้ --->นำไปต่อยอด----> เกิดความรู้ใหม่--->จัดเก็บต่อไป