ผมนายมนัส เสียงก้อง มีโอกาสไปติดตามงาน ที่ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 7 – 9 มกราคม 2551ก็ได้นัดประชุมหารือกันของเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯ ตอนแรกก็คุยกันว่าอยากจะร่วมกันทำวิสัยทัศน์ของศูนย์และก็อยากรู้และอยากทำ KM ด้วย ผมก็เลยตกลงโดยคิดในใจว่า ก็ทำ 2 อย่างในคราวเดียวกันไปเลยโดยไม่ให้ทุกคนรู้ตัวทำให้เนียนว่างั้นเถอะ ข่าวเช้าก็เลยระดมสมองกัน ผมทำหน้าที่เป็นผู้สร้างกระบวนการคิด ให้ทุกคนช่วยกันคิด ทำ SWOT หาจุดอ่อน จุดแข็งของศูนย์ และก็มาประกอบการวิเคราะห์ กำหนดวิสัยทัศน์ของศูนย์ตกลงก็ได้วิสัยทัศน์ว่า “ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.ลำพูน จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและมีพันธกิจ คือ พัฒนากระบวนการถ่ายทอดความรู้ วิชาการ บุคลากร สร้างแหล่งเรียนรู้และพัฒนา องค์ความรู้ จากนั้นก็สร้างค่านิยมร่วมกันว่า “ใฝ่รู้ ริเริ่ม สร้างสรรค์” ดูดีมากเลยนะเนี่ย แล้วก็มาหาทางไปให้ถึงจุดหมาย คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ โดยร่วมกันทำแผนที่นำทาง (ROAD MAP) แล้วก็ทำเป็นแผน 5 ปีว่าจะทำอะไรได้ซักเท่าไร ตามศักยภาพของศูนย์ จากนั้นก็วนเข้ามาสู่ KM กัน ผมก็เลยแจ้งเรื่องการทำ KM อย่างสั้น ๆ ให้ ฟังว่าต้องมีแนวทางหลัก ๆ 3 ส่วน มองจากโมเดลปลาทู ก็จะมีหัวปลา คือว่ามีเป้าหมายว่าจะเดินทางใดนั้น ก็ดูว่าการที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย มีตัวอย่างใช้ความรู้อย่างไรบ้าง ก็จัดการความรู้ส่วนนั้น โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ก็คือช่วงตัวปลา คือ KS และเมื่อแลกเปลี่ยนแล้วก็มีการจัดเก็บและเผยแพร่ก็คือหางปลา หรือ KA หลัก ๆ ก็ต้องกำหนดหัวปลาก่อน การกำหนดหัวปลาสิ่งที่สำคัญ คือทุกคนต้องเห็นด้วยหรืออาจจะต้องร่วมกันทำ เพื่อการยอมรับของทุกๆคน พูดถึงหัวปลาก็คือ KV โดยกำหนดว่าเราจะทำอะไร จะเดินทางไปทางใด การทำหัวปลา ก็คือ สิ่งที่เราป่วนกับกันทำกันตั้งแต่เมื่อตอนเข้าก็คือวิสัยทัศน์ก็เลยตั้ง KV กันว่า ศูนย์ที่สูง จ.ลำพูน จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้นก็คุยกันต่อว่า เมื่อได้หัวปลาแล้วเราก็ต้องหาทางที่จะทำให้สำเร็จ ตามหัวปลาที่ตั้งไว้ว่าจะต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง หรือมันจะต้องมีสมรรถนะอย่างไร ก็เลยลองช่วยกันคิดว่า การที่จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือเรื่องแรกก็คงจะมาดูเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีว่า คนที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ก็มันต้องทำอะไรเป็นหัว ก็เลยคิดกันว่า 1. ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี 2. ต้องมีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร 3. ต้องผลิตสื่อได้ 4. ต้องรู้เทคนิคในการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 5. ต้องมีความสามารถเรื่องการอบรมและมีส่วนร่วม พอมาถึงเรื่องการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็คงจะต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้นก็มาจัดการความรู้ ที่กล่าวมา เพื่อให้ไปสู่หัวปลาได้ ก็คือขั้นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ (KS) ประเมินกันว่า จะเอาองค์ความรู้
ตัวไหนมา จัดการกันก่อนก็ตกลงเลือกเรื่องการอบรมแบบใส่วนร่วม และเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา พูดคุยกันก่อนเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นก็กำหนดแผนการแลกเปลี่ยนกัน พอจากนั้นผมก็แนะนำให้มีการเปลี่ยนแปลงเวลาแลกเปลี่ยน และนำมาจัดเก็บ (KA) และเผยแพร่ต่อไป ทั้งหมดนี่แหละ คือ KM ล่ะ จริง ๆ แล้วเราก็ทำกันมาตั้งแต่เช้าแล้วในส่วนของหัวปลา KM เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำ ในวันนี้เราก็ลงมือทำกันแล้ว วันเดียวได้ หัวปลา ถึงแผนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ยังไปไม่ถึงตัวปลาและหางปลา ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมาก ๆ แล้วล่ะ ก็ขอให้ลงมือทำกันต่อไปสู่เป้าหมายของเราคือหัวปลา
พูดจาภาษา KM อย่าลืม ใฝ่รู้ ริเริ่ม สร้างสรรค์ ล่ะ
คุณเอื้อ ผอ.พินิจ เชาวน์ตระกูล
คุณอำนวย นายมนัส เสียงก้อง
คุณลิขิต คุณรินทร์ดา
คุณกิต ทุกคนช่วยกันทำ