kmที่สูงเชียงใหม่j

7 8 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ศูนย์ที่สูง จ.เชียงใหม่ อยากรู้อยากทำ KM กะเขาบ้าง

                วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 ผมได้เดินทางไปร่วมจะว่าประชุมก็ไม่ใช่ สัมมนาก็ไม่เชิง เลยเรียกว่ามาหารือร่วมกันจะดีกว่า คุยกันเบื้องต้นว่า อยากจะรู้เรื่อง KM หรือการจัดการความรู้บ้าง ก่อนจะประชุมหารือกัน ก็เลยมีข้อตกลงกันว่าต้องช่วยกันคิด ต้องตรงต่อเวลา ต้องอยู่กันให้ครบ พอตกลงกติกาการประชุมหารือกันเรียบร้อยก็เริ่มคุยเล่าสู่กันฟังเรื่อง การกำหนดวิสัยทัศน์ของศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.เชียงใหม่กัน โดยให้ทุกคนช่วยกันด้านหาจุดแข็งจุดอ่อนของศูนย์กันซะก่อน ก่อนที่จะกำหนด

วิสัยทัศน์เมื่อได้จุดแข็งจุดอ่อนของศูนย์แล้ว ลองช่วยกันกำหนดเป้าหมายหรือจุดหมายที่จะไปร่วมกันก็คือร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์นั่นเอง ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.เชียงใหม่ ก็ได้วิสัยทัศน์ร่วมกันว่า จะเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างถูกวิธี สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนจากนั้นก็ร่วมกัน กำหนดพันธกิจเพื่อจะให้ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.เชียงใหม่ ไปสู่วิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ได้   ก็ได้พันธกิจว่า พัฒนาระบบการถ่ายทอดความรู้ นำความรู้-เทคนิคที่ทันสมัยสู่เกษตรกร ด้านการผลิตที่มีคุณภาพ และด้านการตลาด รวบรวมองค์ความรู้ด้านการเกษตรศึกษาทดสอบและประยุกต์เทคโนโลยีจากนั้น  ก็ช่วยกันสร้าง ROAD MAP นำทางที่จะไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ก็ได้แนวทางออกมาค่อนข้างชัดเจน          แล้วกำหนดกลยุทธ์ในการ

ทำงาน

                วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ก็มาถึงเรื่อง KM หรือการจัดการความรู้ ที่ทางศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง   จ.เชียงใหม่อยากรู้กัน ผมก็เล่าสู่กันฟัง เรื่อง KM ว่ามันเป็นอย่างไรก็จำคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ด้าน KM บอกมาว่าในชีวิตคนเราเนี่ยเรื่องรู้ไม่รู้มันเปรียบได้กับหน้าต่าง 4 ช่อง ช่องแรก คือ เราก็รู้ว่าเรารู้อะไร           ไอ้ช่องนี้ไม่ยาก ก็เป็นความรู้ที่รู้ไปในตำราบ้างมีอยู่ทั่วไปบ้าง ช่องที่ 2 นี้ คือเรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร ช่องนี้ก็     ไม่แปลก พอรู้ว่าไม่รู้อะไรก็ทำให้รู้ได้ด้วยการศึกษา ช่องที่ 3 นี้สำคัญคือเราไม่รู้ว่าเรารู้อะไร ช่องนี้ถ้าเราค้นพบนำมันมาใช้ได้จะเป็นประโยชน์กับเรามาก ซึ่งในเรื่องการจัดการความรู้ให้ความสำคัญกับช่องนี้มาก และช่อง

สุดท้ายคือเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร ช่องนี้อันตรายทางพระเรียกว่าอวิชาสามารถแก้ได้ด้วยปัญญา       ถ้าใครมีปัญญามาก ช่องนี้ก็จะมีน้อย พูดถึงรู้ไม่รู้อะไรแล้วตอนนี้ก็มาพูดถึงว่าความรู้ในตัวคนก็มี 2 แบบ คือ แบบแรกคือ ความรู้แบบชัดแจ้ง กับความรู้ที่ฝังลึก ความรู้ที่ชัดแจ้งก็คือความรู้ที่ไปได้ทั่วไปในตัวคนตามตำรับตำราต่าง ๆ พอมาดูความรู้ที่ฝังลึกแล้วเราจะเห็นว่าเป็นความรู้ที่ฝังลึกในตัวแต่ละคน อยากจะดึงมาใช้ได้ถ้าเราสามารถดึงมาใช้ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ตรงกับช่องที่เราไม่รู้ว่าเรารู้อะไรพูดให้งงไปเรื่อยๆ แต่ ก็มีอยู่ 2 อัน ก็คือรู้กับไม่รู้แต่อย่าทำไม่รู้ไม่ชี้ล่ะเพราะ KM ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งมันเป็นเรื่องของทุกคน

ต้องทำร่วมกัน

ตอนนี้ก็จะเข้าสู่หัวใจการจัดการองค์ความรู้กันว่า ก็หันมาดูที่ปลาทู ปลาทูที่มีชีวิตว่ายไปมาได้          ก็ต้องมี 3 ส่วนด้วยกันคือ หัวปลา ตัวปลา แล้วก็หางปลา KM ก็เหมือนกับปลาทู อันแรกต้องมีหัวปลาก่อนพอ      หัวปลา หรือ KV ก็คือวิสัยทัศน์ทางศูนย์ที่เราช่วยกันทำเมื่อวานนั่นแหล่ะ มีเป้าหมายร่วมกันว่าจะนำพาศูนย์ไปอย่างไร ตกลงศูนย์ที่สูงจ.เชียงใหม่ ก็ได้ KV ว่าจะทำ KM เพื่อพัฒนาการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร  บนพื้นที่สูง ที่นี้ก็มาช่วยกันดูว่าการจะถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงได้สำเร็จ ได้ดีนั้นมันต้องมีความรู้เรื่องอะไรบ้าง พวกเราช่วยกันวิเคราะห์แล้วก็พบว่า การจะทำการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงได้ดีนั้น ข้อแรกเลยก็ต้องมีความรู้ก่อนล่ะ และข้อ 2 ก็ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดล่ะ ผมก็ได้ฝากทางศูนย์ที่สูง จ.เชียงใหม่ว่าเราควรจะมาแตกความรู้ที่จำเป็นใน 2 ข้อกันว่าความรู้เรื่องการเกษตรบน  พื้นที่สูงเราจำเป็นต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง การถ่ายทอดจะทำให้ดีต้องทำอะไรเป็นบ้าง น่าจะตั้ง KM ทีมมาช่วยกันทำแล้วเราก็มาลองประเมินกันดูว่าเราขาดความรู้เรื่องใดกันบ้างแล้วก็สร้างเวทีแลกเปลี่ยน อันนี้ก็คือ KS พอเราแลกเปลี่ยนก็มีการบันทึกจัดเก็บเผยแพร่อันนี้ก็คือ KA ก็เป็นอันว่า ปลาทูของเราตอนนี้มีหัวปลาแล้ว ส่วนตัวปลากับหางปลาก็ไปลงมือทำกันต่อไป KM ต้องลงมือทำและต้องตกลงร่วมใจร่วมมือกันก็หวังว่า KM ของศูนย์ที่สูง จ.เชียงใหม่ ควรจะไปได้ด้วยดี