เส้นทางที่แตกต่างของครูเล็ก
วันนี้ต้อง Present งานที่อาจารย์มอบหมาย แต่ไม่พร้อมเลย เพราะงานที่โรงเรียนก็มาก กว่าจะได้กลับบ้าน ก็เกือบหกโมงเย็น บางวันต้องซ่อมเสริมเด็ก LD เอาบุญด้วยอีก (ถ้ามีเวลาจะแลกเปลี่ยนเรื่องเด็ก LD ที่ซ่อมเสริมให้อ่านนะเจ้าคะ) และการมาเรียนของเราก็ตั้งใจจะไม่แย่งเวลาทำงานของนายจ้างไปเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่แล้ว ครูเล็กก็เลยต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว พอถึงบ้านก็หมดแรงพลัง ต้องตื่นมาทำงานตอนตีหนึ่งตีสองเพื่อรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัยไว้ต่อสู้กับวันเวลาต่อไปอีก ถ้าไม่พักก็ไม่ได้ เพราะเป็นโรคประจำตัวยอดฮิตของคนดื่ม (กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว)
ผลการ Present ก็เป็นไปตามกรรมก็คือไม่น่าพอใจเท่าไร แต่ก็รับสภาพได้ อาจเป็นเพราะกระบวนการสามัคคีวิจารณ์จากสหายร่วมอุดมการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ครูเล็กยังจำได้ว่าเมื่อเราไปทำงานที่ศูนย์ขอนแก่น (สถานที่ทำงานของ สหพันธ์นิสิตฯอีกแห่งหนึ่ง) ทุกวันพฤหัสเราจะต้องมานั่งทำกิจกรรมนี้ร่วมกัน (ประมาณ 30 ชีวิต) ทุกคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่มาอยู่ร่วมกันเพราะมีอุดมการณ์คล้ายกันทั้งหญิงและชาย การทำสามัคคีวิจารณ์คือการที่สหายทุกคนจะต้องถูกวิจารณ์พฤติกรรมจากสหายคนอื่นๆ แรกๆทุกคนก็จะมีอัตตา มาสูง แต่หลังจากนั้นสหายทุกคนก็หลอมดวงใจกันเป็นหนึ่งและอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันนานหลายเดือน ครูเล็กก็ไปๆมาที่กรุงเทพฯ ที่หมู่บ้านนักกีฬาเพราะมีน้องที่ต้องดูแล
บางวันต้องกลับไปประชุมที่หอประชุมธรรมศาสตร์เพื่อหารือกับเพื่อนๆ บางครั้งก็ได้ไปฟังพี่ที่เข้าป่าเมื่อสมัยสิบสี่ตุลามาเล่าเรื่องย้อนรอยอดีตเมื่อครั้งโดดแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเดินทางข้ามป่าเขา สู่รัสเซีย เพื่อฝึกยุทธวิธีฯ พี่หงา เล่าว่าเพลงเดือนเพ็ญก็เกิดระหว่างเดินทางออกจากกรุงเทพฯไปอยู่บนเขาที่เปล่าเปลี่ยว ตอนนั้นครูเล็กฟังแล้วก็คิดถึงบ้านนะ แต่ทำไมถึงไม่กลับก็ไม่รู้เหมือนกัน
มีวันหนึ่งกลับมาที่หมู่บ้านนักกีฬา เพื่อนๆ บอกว่าเมื่อวานสันติบาลมาค้นบ้านแล้วทำประวัติเพื่อนๆที่อยู่บ้านพักไปแล้วทุกคน ครูเล็กก็เลยรอด พอกลับไปที่ขอนแก่น เพื่อนที่ขอนแก่นก็บอกว่าสันติบาลมากวาดเรียบร้อยไปแล้วทุกคน ครูเล็กก็รอดอีก ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิดที่ตัวเองรอดอยู่คนเดียว กลับรู้สึกว่าเราไม่น่าไปจากเพื่อนๆในขณะนั้นเลย (ทำยังกะจะช่วยอะไรได้แน่ะ) วันนั้นผ่านมานานแล้ว แต่บางทีก็แว่บคิดถึงเพื่อน ตอนนี้เพื่อนส่วนใหญ่ไปทำงาน NGO ที่ภาคใต้และภาคอีสาน (สหายที่เป็นคนใต้มีมากกว่าครึ่ง) เพื่อสานต่ออุดมการณ์ที่บางคนบอกว่ากินไม่ได้
เหตุที่กลับคิดย้อนไปไกลในเส้นทางที่ผ่านมานานแสนนานอย่างนี้เพราะวันนี้อาจารย์ให้ข้อคิด ถึงการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในชีวิตปัจจุบัน ครูเล็กก็เห็นด้วยว่าอาจารย์ประสบความสำเร็จจริงๆเพราะมีตำแหน่งทางวิชาการที่สูงเกินวัย เป็นที่โปรดปรานของผู้บังคับบัญชา และที่เห็นชัดคืออาจารย์เป็นคนที่มีสติปัญญาดีมาก เรียนเก่ง ได้รับเกียรตินิยมจากสถาบันการศึกษาของอาจารย์ นี่เป็นผลจากการบริหารจัดการเชิง กลยุทธ์ของอาจารย์ท่านนี้ แต่ก็อดแว่บไปนึกถึงคำพูดของอาจารย์อีกท่านหนึ่งไม่ได้ อาจารย์บอกว่า Knowledge is a power ความรู้คืออำนาจ อาจารย์ก็มีประสบการณ์ต่างๆที่สนับสนุนคำพูดของอาจารย์อยู่เสมอๆ และครูเล็กก็เห็นคล้อยตามในลักษณะเชิงวิชาการในสาขาอาชีพและแวดวงการศึกษา อาจารย์นับเป็นบุคคลที่ทำงาน และใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์และสร้างความสมปรารถนาในชีวิต
ท่านอาจารย์ของครูเล็ก อาจารย์ ดร.จุมพล สวัสดิยากร ราชบัณฑิต อาจารย์ปู่ท่านนี้มีเมตตาต่อลูกศิษย์มาก พวกเราทุกคนเรียกว่าอาจารย์ปู่ได้อย่างสนิทใจ เพราะรักและเคารพท่านมาก ท่านเคยสอนครูเล็กมาเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ครูเล็กยังจำคำของอาจารย์ปู่ได้เสมอไม่เคยลืม อาจารย์ปู่บอกว่า ทุกสิ่งคือธรรมชาติ เกิดเพราะธรรมชาติ และก็จะกลับสู่ธรรมชาติ คิดตามแล้วก็ค่อนข้างแตกต่างที่อาจเหมือนกันในบทสรุปสุดท้าย
ครูเล็กคงไม่มีโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโตถ้าต้องทำทุกข้ออย่างที่อาจารย์สอน Knowledge ก็ยังมีน้อยนิด ชีวิตที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่ว่า “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” และไม่เคยคิดถึงตัวเองมากกว่าคนอื่น
หลังจากที่ครูเล็กหลุดจากวงโคจรของสหายทั้งหลายมาแล้ว เส้นทางชีวิตก็เปลี่ยนไป แต่อดีตก็ไม่เคยลืม หลายครั้งหลายหนที่ครูเล็กไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์อะไร ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ใครจะเห็นว่าเรามีความรู้หรือไม่มี สิ่งที่ทำให้ชีวิตรอดไม่รู้ว่าเรียกอะไร รู้แต่ว่าครูเล็กรอดจาการถูกฆ่า รอดจากสิ่งร้ายๆทั้งปวงมาถึงวันนี้ เมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้วตอนครูเล็กเก็บหน่วยครบหลักสูตรของรัฐศาสตร์ รามคำแหง (ตอนนั้นเรียนอยู่ปีสาม) ระหว่างรอรับปริญญาอีกหลายเดือน ครูเล็กได้ไปงานศพแฟนของพี่สาวคนหนึ่งที่เคยออกค่ายด้วยกัน พี่ต้อยบอกกับครูเล็กที่งานศพว่า แฟนเขาตายเพราะตกเขา ตอนนี้นักเรียนที่แฟนเขาสอนอยู่ไม่มีครูสอน ครูเล็กจะไปช่วยได้หรือเปล่า ครูเล็กไม่ใช้เวลาตัดสินใจนานเลย ตอบตกลงทันที แล้วก็เดินทางไปจังหวัดชลบุรีพร้อมกับพี่ต้อย น้องๆที่ออกค่ายด้วยกันสี่ห้าคน เมื่อไปถึงชลบุรีก็ต่อรถปลา (รถกระบะเก่าๆ) ไปอำเภอหนึ่งชายแดนติดระยอง รถวิ่งทักทายฝุ่นไปกลางไร่มันสำปะหลังนานเกือบชั่วโมง แล้วเราต้องลงกลางทาง หลังจากนั้นก็มีรถมารับ เป็นรถไถนาเก่าๆ พวกเรานักศึกษาห้าหกคนพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ ก็เดินทางด้วยรถไถไปกลางไร่มันที่สูงท่วมหัว ประมาณเกือบๆสองชั่วโมงก็ถึงแนวเขา มีบ้านอยู่สองหลัง (เรียกว่ากระท่อมน่าจะเหมาะกว่า) แล้วเราก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าถิ่นด้วยมันห้านาที (มันสำปะหลัง ประเภทที่ต้มกินได้) แล้วพวกเราก็ได้เข้าพักที่กระท่อมหลังเล็กๆหลังหนึ่งในสองหลัง (อีกหลังหนึ่ง ภายหลังทราบว่าครอบครัวน้าคูณพักอยู่) ไม่เคยคิดเลยว่ากระท่อมหลังนั้นจะเป็นบ้านพักของครูเล็กอยู่เกือบปี บ้านหลังน้อยไม่มีหน้าต่าง เพราะมีช่องอยู่รอบบ้าน พื้นบ้านเป็นไม้แผ่นไม่เรียบ ฝาบ้านแปะด้วยปีกไม้ทั้งหลัง แต่แค่ครึ่งตัว พอลุกขึ้นยืนก็ประมาณหน้าอก มีช่องรอบทิศทางเพราะไม้จะแปะไว้ห่างๆกัน ไม่กันแม้แต่หมาแมว อย่าว่าแต่ยุงเลย ประตูมีช่องให้รู้ว่าเป็นประตู แต่ไม่มีที่ปิด ห้องน้ำไม่มี ห้องส้วมมีทุกที่ที่ปรารถนา ครูเล็กจะอยู่ได้ยังไงหว่า
วันแรกที่ไปถึงก็เย็นมากแล้ว ระหว่างทางฝนก็ตกลงมาอีก พวกเราก็เปียกปอนตามๆกัน (ก็นั่งบนรถไถนา ยังไงๆก็เปียก) เย็นนั้นพี่ต้อยพาเราไปอาบน้ำที่ลำธาร น้ำใสสะอาดเย็นฉ่ำชื่นใจ ทำให้เราแทบหายเหนื่อย เพราะน้ำใสสะอาดมาก มีกลิ่นอายของป่าอยู่ตลอดเวลาที่น้ำไหลมา ระหว่างที่อาบน้ำก็จะมีสิงสาราสัตว์เล็กๆ ถึงปานกลางโผล่หน้ามาทักทาย ทำให้ตกกะใจอยู่หลายรอบ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป น้องๆต้องกลับไปเรียนต่อ ครูเล็กก็ต้องอยู่คนเดียว แต่โชคดีที่บ้านน้าคูณมีลูกชายตัวเล็กประมาณซัก 7-8 ขวบ แกก็เลยให้น้องมาอยู่เป็นเพื่อนพาชมธรรมชาติอยู่สองวัน เรื่องการอาบน้ำเข้าห้องน้ำ เป็นเรื่องที่ลำบากมากๆสำหรับครูเล็ก โดยเฉพาะเวลากลางคืน สิ่งที่สำคัญคือเราต้องมีไฟฉาย ก่อนนอนครูเล็กก็จะรีบทำธุระในตอนเย็น ข้างๆกระท่อมเพราะไปไหนไกลไม่ได้ มีแต่ป่ารกๆทั้งนั้น บางคืนปวดท้องก็จะลงมาหลังกระท่อมปิดไฟฉาย ทำธุระท่ามกลางเพื่อนหิ่งห้อยเป็นร้อยเป็นพัน อยู่คนเดียวมาสองวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอถึงเย็นวันที่สามครูเล็กกำลังประทังความหิวด้วยมาม่าเพื่อนรัก (อาหารหนึ่งในสองสิ่งที่ใช้ดำรงชีวิต อีกสิ่งก็คือปลากระป๋อง) ครูเล็กได้ยินเสียงรถวิบากแว่วมาจากที่ไกลๆ เสียงมันก้องเพราะอยู่ใกล้เขา แล้วเสียงนั้นก็มาหยุดอยู่ใกล้ๆทางเข้าแต่ก็มองไม่เห็น ครูเล็กก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมในป่านี่ยังมีรถมอเตอร์ไซด์อีกนะ ไม่มีถนนสำหรับรถเลย จะมีรถมาวิ่งได้ยังไง สักครู่ก็มีผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวดำมากๆ ขอบอกว่ามากๆจริงๆ อายุน่าจะประมาณสามสิบสี่สิบ เดินมาที่กระท่อม ครูเล็กก็ไม่เอะใจอะไร เพราะคิดว่านอกจากน้าคูณแล้วคงมีครอบครัวใครอยู่แถวนี้อีก เขามาถามว่าอยู่กับใคร คนอื่นๆไปไหนกันหมด ครูเล็กก็พาซื่อบอกไปตามตรงว่าเพื่อนๆกลับกรุงเทพฯไปแล้วครูเล็กอยู่คนเดียว เพราะต้องอยู่สอนเด็กๆ พรุ่งนี้เด็กๆต้องมาเรียนแล้ว หลังจากที่หยุดเรียนไปหลายวัน ตั้งแต่ครูผู้ชายตกเขาตาย เขาไม่พูดอะไรอีกได้แต่มองหน้าแล้วเดินจากไปทางเดิม สักครู่ก็ได้ยินเสียงรถค่อยๆห่างออกไปในป่า ครูเล็กถามน้าคูณว่าเขาเป็นใครอยู่ที่ไหนแล้วมาทำไม น้าคูณไม่พูด ได้แต่บอกว่าไม่มีอะไร ครูเล็กนอนเถอะจะให้ไอ้ตัวเล็กมานอนเป็นเพื่อน
เช้าวันต่อมาครูเล็กก็เดินทางไปเป็นครูวันแรก โรงเรียนที่ครูเล็กไปสอนมีหลังคาเป็นเพิงอยู่หนึ่งแห่ง เป็นเพิงโล่งๆ หน้าเขาอีกลูกที่ต้องเดินทางจากกระท่อมที่พักไปอีกประมาณเกือบสองกิโล ที่เพิงหลังคามีโต๊ะยาวๆ สามตัวเรียงกัน เป็นโต๊ะที่ประกอบขึ้นเองให้นักเรียนนั่งได้ประมาณสิบคนต่อตัว นักเรียนตัวน้อยๆของครูเล็กมีหลายไซด์ ยกเว้นไซด์อ้วนๆจะไม่มีเลย ครูเล็กก็เลยต้องทำความรู้จักเด็กๆทุกคนก่อน เด็กที่มามีทุกชั้นตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 ประมาณสามสิบกว่าคน เขาบอกว่าครูผู้ชายแบ่งชั้นไว้แล้ว ครูเล็กก็เลยได้ข้อมูลมาอีกว่าที่ครูผู้ชายตกเขาเพราะวันนั้นฝนตก ครูคงลื่นตกลงมา เพราะปกติครูก็ขึ้นเขาแทบทุกวันอยู่แล้วยังมองเห็นธงที่ครูผู้ชายไปพิชิตยอดเขาอยู่รำไร ระหว่างที่ครูเล็กคุยกับเด็กๆอยู่ ก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์วิบากคันเดิมใกล้เข้ามาทางหลังเขา ลูกที่ครูเล็กอยู่ สักครู่หลังจากเสียงรถหยุดผู้ชายคนเดิมก็เดินมาที่เพิง มายืนพิงเสาดูครูเล็กคุยเล่นกับเด็กๆ ครูเล็กก็ยิ้มให้เพราะรู้สึกเหมือนว่าเรารู้จักกันแล้ว เขาไม่พูดอะไร สักพักเขาก็จากไปในป่าทางด้านหลังเขา พอสายๆเด็กเล็กบางคนก็นั่งหลับ พี่ที่มาด้วยบอกว่าน้องเหนื่อยเพราะต้องเดินข้ามเขามาสามลูกใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง ครูเล็กก็เลยปล่อยให้หลับตามสบาย ใกล้เวลาพักกลางวันก็พากันตื่นมากินข้าวในปิ่นโตที่เตรียมมา อาหารกลางวันของครูเล็กก็คืออาหารจากปิ่นโตเด็กๆ พวกเด็กๆบอกว่าพ่อแม่ให้เอามาเผื่อคุณครูด้วย ตอนครูผู้ชายอยู่ก็ทำอย่างนี้ทุกวัน ครูเล็กก็เลยรอดตายไปอีกวัน
เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อยู่หลายวัน พอถึงเสาร์อาทิตย์ก็ได้หยุดพักที่กระท่อม ครูเล็กได้มีโอกาสคุยกับน้าคูณจริงๆจังๆ ก็เลยได้ข้อมูลว่าชาวบ้านเป็นคนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา มาถางป่าเพื่อทำไร่มันสำปะหลัง จึงต่างคนต่างจับจองเป็นเจ้าของกันเท่าที่จะถางได้แล้วก็สร้างที่อยู่อาศัยในที่ของตน จึงอยู่กันกระจัดกระจายตามเขาแต่ละลูกไป ที่ถางได้เพราะบริเวณนี้มีนายทุนเข้ามาตัดไม้ใหญ่ไปหมดแล้ว ชาวบ้านก็ได้อาศัยทำมาหากิน ที่มีลูกหลานก็อ่านหนังสือไม่ออก อย่าว่าแต่เด็กเลยผู้ปกครองก็ไม่รู้หนังสือ เพราะอพยพกันมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาอยู่สนามชัยเขต ก็คงย้ายมาจากชายแดนเขมร เพราะพูดภาษาส่วยได้ด้วย ครูเล็กก็เลยบอกน้าคูณไปว่า งั้นถ้าใครอยากเรียนหนังสือ ครูเล็กจะสอนให้ตอนกลางคืน ก็แล้วกัน เพราะกลางวันเขาต้องทำมาหากิน
หลังจากวันนั้นมาประมาณหนึ่งทุ่มครูเล็กก็จะมีศิษย์โตๆมาเรียน พวกเขาจะหิ้วตะเกียงรั้ว (ตะเกียงที่มีแก้วครอบ มีหูหิ้ว)มาพร้อมกับค่าสอน คือมันสำปะหลังต้ม 1 จาน เขาบอกว่านี่คือสิ่งที่เขามีและอยากตอบแทน ซึ่งครูเล็กก็ฉลองศรัทธาเป็นอาหารเย็นแทนมาม่าทุกวัน แล้ววันหนึ่งครูเล็กก็มีศิษย์ใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย คือคนที่ไปยืนพิงเสาดูครูเล็กสอนเด็กทุกวันๆนั่นเอง เขาจะขับรถวิบากสีเหลืองคันเดิมมาตอนเย็นและอยู่เรียนกับคนอื่นๆ ซึ่งก็ต้องสอนให้หัดอ่าน ก ไก่ ไปเหมือนๆกัน เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำไร่มัน ไม่มีเงินให้ แต่ถ้าอยากไปไหนเขามีรถเขาจะพาครูเล็กไปได้ทุกที่ และก็รู้ทีหลังว่าเขาสามารถพาเราไปทุกที่จริงๆแม้แต่ในที่ที่คนอื่นไปไม่ได้
เวลาผ่านไปเป็นเดือนครูเล็กเริ่มรู้จักลูกศิษย์แต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะศิษย์คนล่าสุด เพราะเขาจะมาก่อนคนอื่นๆ มาเป็นเพื่อนคอยเฝ้าครูเล็กเวลาไปอาบน้ำ (อย่าคิดอกุศลล่ะ ครูเล็กรู้จักความรู้สึกที่บริสุทธิ์จริงๆจากคนที่นี่ ดังนั้นครูเล็กจะไม่ดูถูกจิตใจเขาอย่างเด็ดขาด) เมื่อเขาไว้ใจเรามากขึ้นเขาก็บอกความจริงกับเราว่าจริงๆแล้วที่เขามาที่นี่เพราะเขาได้รับคำสั่งจากนายให้มาฆ่าครูเล็ก เพราะนายสงสัยว่านักศึกษาชุดนี้จะมาทำให้เขาทำงานกันลำบากขึ้น แต่ที่เขาไม่ทำเพราะเขาเชื่อด้วยความสนิทใจว่าครูเล็กไม่รู้เรื่องผิดกฎหมายของนาย ไม่ได้สนใจเรื่องอื่น ตั้งใจมาสอนเด็กอย่างเดียว แต่เขาขอร้องว่าไม่ให้ครูเล็กใช้กล้องถ่ายรูปอย่างเด็ดขาดในขณะที่อยู่ที่นี่ ครูเล็กก็เลยถึงบางอ้อ แล้วศิษย์กับครูเล็กก็สัญญาเป็นเพื่อนกันเพราะเกิดปีเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการได้ไปฝึกยิงปืนและฝึกประกอบปืนเอ็ม 16 และก็เกือบถูกยิงด้วยเอ็ม 16 ในเวลาต่อมา
....วันนี้ง่วงแล้ว จะเล่าต่อวันหน้านะเจ้าคะ (คงอีกหลายวัน) ครูเล็กมีเรื่องมาเล่าอีกหลายเรื่อง โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ .... จริงๆแล้วอยากเขียนให้น้องชายคนหนึ่งอ่านด้วย เพราะเขาเคยบอกครูเล็กไว้ว่า พี่น่าจะเขียนหนังสือนะ... ผมจะซื้อเป็นคนแรก ...