การหาประสิทธิภาพสื่อ/นวัตกรรมการเรียนการสอนของคุณครูสุขศึกษาและพลศึกษา
นวัตกรรมที่คุณครูสร้างขึ้นมานั้นก่อนที่จะนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายจะต้องผ่านกระบวนการพัฒนาและหาประสิทธิภาพจนมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดก่อน ซึ่งในการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมประเภทสื่อการสอนต่าง ๆ เช่น ชุดการเรียนการสอน บทเรียนสำเร็จรูป แบบฝึกทักษะ (โดยเฉพาะวิชาพลศึกษา) จะมีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ (โกวิท ประวาลพฤกษ์ และคณะ ม.ป.ป. หน้า )
1. ตรงกับการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในระบบการศึกษา
2. มีความเชื่อถือและเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริง
4. มีผลการพิสูจน์เชิงประจักษ์ได้ทดลองในสถานการณ์จริง แล้วแก้ปัญหาได้
โดยมีหลักฐานที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ และเสนอรายงานผลอย่าง
ชัดเจน หากครูผู้สอนได้สร้าง สื่อ/นวัตกรรมตามเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้น หากจะนำไปใช้จริงต้องมีการพิสูจน์
ขั้นตอนในการหาประสิทธิภาพของสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน
คุณภาพของสื่อ/นวัตกรรมที่สร้างขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนในการหาประสิทธิภาพอย่างง่าย ดังนี้
1. การหาประสิทธิภาพขั้นต้น จะใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนในวิชานั่น ๆ
ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาการสื่อความหมาย โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.1 ติดต่อประสานงานขอความร่วมมือ
การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบประสิทธิภาพสื่อนั้น ควรดำเนินการเป็นลักษณะเป็น
ทางการ คือ ถ้าผู้เชี่ยวชาญเป็นบุคคลอยู่ในหน่วยงานเดยวกัน ควรใช้บันทึกข้อความ กรณีที่เป็นบุคลากรนอกหน่วยงานให้ใช้หนังสือราชการ
2. นำข้อมูลที่ได้จากข้อ 1 ซึ่งเป็นข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข
หลังจากนั้นจึงจัดพิมพ์ต้นฉบับสื่อ/นวัตกรรม เพื่อไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มย่อยดังนี้
2.1 ทดลองกับนักเรียนกลุ่มย่อย 1:1 , 1: 3 และ กลุ่มใหญ่ (20 – 30 คน) โดยคละความสามารถเพื่อให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจภาษาที่ใช้ความเหมาะสมของเนื้อหาสาระคำถามและคำสั่งต่าง ๆ ที่จะให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมหรือฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ รวมทั้งพิจารณาถึงเวลาที่จะใช้ในสื่อ/นวัตกรรมนั้น
2.2 นำผลการทดลองใช้สื่อ/นวัตกรรมจากนักเรียนกลุ่มย่อย ตามข้อ 2.1 มาปรับปรุงอีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปใช้จริงกับนักเรียน
3. การหาประสิทธิภาพ สื่อ/นวัตกรรมจากกลุ่มนักเรียน ส่วนมากจะทดลองกับกลุ่ม
นักเรียนประมาณ 30-50 คน (1 ชั้นเรียน) ซึ่งผู้สอนสามารถใช้วิธีการหาประสิทธิภาพดังต่อไปนี้
3.1 วิธีการบรรยายเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการใช้สื่อ/นวัตกรรม
การหาประสิทธิภาพด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายต่อการปฏิบัติตัวอย่าง เช่น ก่อนใช้
นวัตกรรม (ชุดการสอน) และหลังการใช้นวัตกรรม (ชุดการสอน) ได้ผลดังนี้
|
||||||||||||||||||||
จากตารางข้างต้น แสดงว่าชุดพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความมีประสิทธิภาพจะเห็นได้จากผลสัมฤทธิ์หลังจากใช้ชุดฯ ค่าเฉลี่ยร้อยละเพิ่มขึ้นก่อนใช้ นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์จากแบบสอบถามนักเรียนพบว่า นักเรียนส่วนมากมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนจากชุดพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ โดยให้ความคิดเห็นและแสดงความรู้สึกที่แสดงถึงการได้รับประโยชน์จากการใช้ชุด
เช่น ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน สามารถเลือกเขียนเรื่องที่ตนเองสนใจ และได้เล่า
ขั้นตอนในการปฏิบัติงานด้วยตนเอง
3.2 วิธีนิยามตัวบ่งชี้ที่แสดงผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ แล้วเปรียบเทียบข้อมูลก่อนใช้กับ
หลังใช้ เช่น การสอนวิชาวอลเลย์บอล กำหนดเกณฑ์โดยการนิยมมตัวบ่งชี้ไว้ว่า
เมื่อใช้นวัตกรรมแล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำลดลง คิดเป็นร้อยละ 15 หลังจากใช้นวัตกรรม
แล้ว ปรากฎว่าสามารถลดลง คิดเป็นร้อยละ 20 แสดงว่านวัตกรรมที่ใช้มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่
กำหนดไว้
3.3 วิธีคำนวณร้อยละของจำนวนนักเรียน (P2) ที่สอบแบบทดสอบอิงเกณฑ์ผ่านเกณฑ์
ที่กำหนดจุดผ่านไว้ P2% ของคะแนนเต็ม เช่น P1 : P2 = 80 : 60 หมายความว่า กำหนดเกณฑ์
การผ่านไว้ 60% ของจำนวนคะแนนเต็ม คือ ค่า P2 และมีจำนวนนักเรียน 80% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดผ่านเกณฎ์ คือ ค่าของ P1
3.4 วิธีหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยใช้สูตร E1/E2
การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยวิธีนี้ผู้สร้างนวัตกรรมจะต้องกำหนด
E1และ E2 ไว้ล่วงหน้าก่อนทดลองนวัตกรรม เช่น 80/80 หรือ 90/90 ตามหลักการเรียนรู้แบบรอบรู้
บลูม (BLOOM : อ้างใน ศฤงคาร แป้นกลาง, 2538 หน้า 30) และได้เสนอเกณฑ์การรอบรู้ไว้ที่
70% - 90%
โดย E1 คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนเต็มจากการทำแบบฝึกระหว่างการปฏิบัติ
กิจกรรมจากนวัตกรรม
และ E2 คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนเต็มจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน
ดังตัวอย่าง ครูผู้สอนสร้างนวัตกรรมชิ้นหนึ่ง ต้องการหาประสิทธิภาพโดยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้เป็น 80/80 ผลการทดลองปรากฏดังนี้
|
จากสูตร E1 =
E2 =
ดังนั้นค่า E1 = = 87.50 มากกว่า 80 จริง
E2 = = 93.33 มากกว่า 80 จริง
&n
น่าสนใจดีมาก
Cheers!!!!
อยากรู้มากกว่านี้อีกหน่อย
เข้าใจดี..ขอบคุณมาก
เนื้อหาห่วยมาก
มีอะไรมากกว่าไหนครับ
ขอบคุณคะ
แล้ว1:3 นี่แปลว่าอย่างไรค่ะ
ครู1 นักเรียน 3หรือเปล่าค่ะ